MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผังเชื่อมโยง (Affinity Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราคุยกันถึงแนวทางในการทำ Affinity Diagram หรือ ผังเชื่อมโยงกันแล้ว ... บล็อกนี้เรามาดูผ่านทางตัวอย่างกันบ้างนะครับ

ผมขอสมมติว่า บริษัทหนึ่งต้องการจะทำการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยผู้จัดการทราบดีว่า พนักงานในองค์กรย่อมได้ข้อมูลต่าง ๆ มาจากลูกค้าบ้าง ซัพพลายเออร์บ้าง เพื่อนคู่ค้าบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตัวผู้จัดการจึงอยากให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมโดยช่วยกันคิดว่า เรื่องที่ต้องนำมากำหนดในวิสัยทัศน์ขององค์กรควรจะมีเรื่องใดบ้าง ผู้จัดการจึงได้ตั้งทีมขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้

หลังจากได้ตั้งทีมขึ้นมาและได้เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นแล้ว (เช่น บัตรข้อมูล) ก็ดำเนินการประชุม … เรามาดูฉากสถานการณ์ (ที่ผมสมมติขึ้นมา) กันครับ

1) ขั้นตอนแรกก็ทำการกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะช่วยกันระดมความคิด (ซึ่งเราทราบอยู่แล้ว ตามที่สมมติขึ้นมา)

เรากำหนดประเด็นไว้ว่า “เรื่องใดบ้างที่จำเป็นต่อการกำหนดวิสัยทัศน์” … ดังนั้นหัวหน้าทีม (ซึ่งอาจจะเป็นผู้จัดการ หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมาย) ก็ต้องอธิบายให้สมาชิกในที่ประชุมเข้าใจว่า ประเด็นของเรื่องคืออะไร และต้องการอะไรจากการประชุมในครั้งนี้ … สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสมาชิกผู้จะมาช่วยระดมความคิดไม่เข้าใจเรื่อง ปม ประเด็น ที่ยกขึ้นมาแล้ว การคิดมันก็จะไปคนละทิศคนละทาง

Continue reading
  273 Hits
  0 Comments
273 Hits
0 Comments

ผังเชื่อมโยง (Affinity Diagram) (1)

อธิบายกันง่าย ๆ ก่อนนะครับ … ผังเชื่อมโยงจะเป็นผังที่แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกิดจากความคิด (Idea) ทั้งหลาย (ที่เกิดจากการระดมความคิด … ด้านซ้ายมือ) เข้าด้วยกันเป็นกลุ่ม หรือ หมวดหมู่ … แล้วก็สร้างข้อความใหม่ขึ้นมา (Heading) เพื่อใช้แทนข้อมูลกลุ่มนั้น ๆ (ด้านขวามือ)

ตามที่กล่าวมาข้างต้น เราจะใช้ผังเชื่อมโยงสำหรับการจับกลุ่มประเด็นปัญหาในสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิง เพื่อสร้างภาพของปัญหาและทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วค่อยคิดแนวทางการแก้ปัญหาขึ้นมา … หรือกล่าวในภาพรวมได้ว่า เราจะใช้ผังเชื่อมโยงเพื่อ

1) ใช้รวบรวมข้อมูลจำนวนมากที่เกิดจากการซักถาม พูดคุย หรือ ระดมความคิด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลในเชิงคำพูดที่ได้มาจาก แนวความคิด ความเห็น เรื่องราวต่าง ๆ (ซึ่งก็คือด้านซ้ายของภาพบน)

2) จากนั้นก็ทำการจัดข้อมูลให้เป็นกลุ่มโดยอาศัยความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่ควรเป็น (natural relationship) อันเอื้อต่อการนำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบของปัญหาต่อไป (มันก็คือด้านขวาของภาพบนนั่นเอง)

Continue reading
  465 Hits
  0 Comments
465 Hits
0 Comments

7 (New) QC Tools

ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นเราสามารถเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขได้ เราก็สามารถนำ 7 QC Tools ที่เราคุยกันผ่านมาแล้วนั้น มาใช้ได้ ... แต่บางปัญหามันก็ไม่มีข้อมูลเป็นตัวเลขให้นำมาวิเคราะห์ จะทำอย่างไรล่ะทีนี้ ...

สมมติว่า ผู้จัดการบริษัทหนึ่งพบว่าพนักงานของบริษัทลาออกมากจังเลย เขารู้สึกเป็นกังวลและอยากจะให้มีการตั้งทีมงานมาแก้ปัญหานี้ และขอสมมติต่อไปอีกว่า บริษัทนี้มีการทำการสัมภาษณ์พนักงานเมื่อยื่นใบลาออก (Exit interview) ว่า เขาไม่ค่อย Happy ในเรื่องใด หรือ อะไรเป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจลาออก … เราจะเห็นว่าข้อมูลที่ได้มานั้นจะเป็นข้อมูลที่ได้มาจากการเล่าให้ฟัง หรือ ข้อมูลเชิงคำพูดทั้งสิ้น

แน่นอนแหละครับ การพูดคุยกับพนักงานสัก 20 คน มันก็ย่อมได้คำตอบออกมามากกว่า 20 คำตอบ… บางคำตอบนั้นดู ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น เงินเดือนน้อย เงินไม่พอใช้ ค่าใช้จ่ายสูง อะไรแบบนี้ … เพื่อให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น เราจะจับกลุ่มคำตอบให้เป็นหมวดหมู่ได้ไหม เราสามารถดูความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านี้ได้ไหม

เมื่อเราเห็นกลุ่มหรือขอบเขตของปัญหาแล้ว เราก็สามารถคิดวิธีการแก้ปัญหาขึ้นมาได้ง่ายขึ้น (เช่น แทนที่เราจะไปมองปัญหาว่าเกิดจากสามเรื่องคือ เงินเดือนน้อย เงินไม่พอใช้ ค่าใช้จ่ายสูง เราก็จัดกลุ่มของสามเรื่องนี้ว่ามันมาจากเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือน อย่างนี้เป็นต้น) เราสามารถดูความสัมพันธ์ของวัตถุประสงค์ที่ต้องการกับแนวทางในการแก้ปัญหาว่าสอดคล้องกันหรือไม่ได้ไหม หรือ เราวางแผนฉุกเฉินและความไม่แน่นอนที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ไหม

Continue reading
  408 Hits
  0 Comments
408 Hits
0 Comments

การใช้ Excel สร้างผังการกระจาย (Scatter Diagram)

บล็อกนี้เรามาคุยกันในเรื่องของการใช้ Excel มาสร้างผังการกระจายกัน ... ก็คงต้องเริ่มด้วยการสร้างข้อมูลของตัวแปร X และ Y ใน Excel ตามรูปด้านล่างก่อนนะครับ

เมื่อพิมพ์ข้อมูลเสร็จแล้ว ก็เริ่มด้วยทำการกำหนดให้ Excel รู้ว่า ตัวแปรที่เราต้องการสร้างกราฟอยู่ที่ใด ... เราก็ทำการเลือกตามรูป โดยเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่เซลล์ B3 แล้วกดปุ่มซ้ายของเมาส์ค้างไว้ จากนั้นก็ลากไปจนถึงเซลล์ C13 แล้วจึงปล่อยปุ่มซ้าย … Excel จะไฮไลต์คอลัมน์ของตัวแปร X และ Y ที่เราเลือก (ตามกรอบสี่เหลี่ยมสีแดง) ที่แสดงไว้

จากนั้นก็เลื่อนเมาส์มาเลือก Insert ที่เมนูด้านบน  

แล้วก็คลิกเลือกกราฟ Scatter … Excel จะให้เมนูย่อยออกมา จากนั้นก็คลิกเลือกรูปด้านซ้ายมือสุดตามที่ผมวงสีแดงเอาไว้ เราก็จะได้ผังการกระจายออกมา

Continue reading
  491 Hits
  0 Comments
491 Hits
0 Comments

ผังการกระจาย (Scatter Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราได้ทำความเข้าใจถึงหลักการของผังการกระจายกันแล้ว ผมขอสรุปการนำมาใช้ง่าย ๆ ดังรูปด้านล่าง

รูปบน กระบวนการของเรามีสองอินพุตคือ X1 กับ X2 แต่มีเอาต์พุตเดียวคือ Y … ถ้าวันดีคืนดี ค่า Y มันผันแปรหรือเปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรจะเป็น คำถามก็คือ เจ้าการเปลี่ยนแปลงของ Y นี้มันมาจากการเปลี่ยนแปลงของ X1 หรือ X2 หรือ ทั้งคู่ … เราก็นำผังการกระจายมาพล็อตดูความสัมพันธ์ระหว่าง Y กับ X1 และ Y กับ X2 … ถ้า Y มันมีสัมพันธ์กับอินพุตไหนมาก ก็ตัวนั้นแหละครับ … ส่วนรูปล่างก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

คราวนี้เรามาดูการสร้างกันบ้าง …

วิธีการสร้างแผนผังการกระจายก็ง่าย ๆ ครับ เราออกแบบแผ่นบันทึกข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลของตัวแปร X กับ Y ที่เราต้องการนำมาพล็อตกราฟ แล้วก็ไปเก็บข้อมูล ว่ากันโดยทั่วไปก็ควรจะ 30 คู่หรือมากกว่า

Continue reading
  498 Hits
  0 Comments
498 Hits
0 Comments

ผังการกระจาย (Scatter Diagram) (1)

ผังการกระจายนี้ สำหรับผู้ทำงานในสำนักงาน มักจะไม่ค่อยได้ใช้ในการแก้ปัญหาสักเท่าใดนัก … หลายแห่งจึงตัดผังการกระจายออกไป แล้วเปลี่ยนเอาเรื่องกราฟและการใช้กราฟเข้าไปแทน (เช่น กราฟวงกลม กราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟเรดาห์ เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม ผมขออธิบายผังการกระจายก็แล้วกัน

ผังการกระจาย คือผังที่ใช้แสดงค่าของข้อมูลที่เกิดจาก 2 ตัวแปรว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีแนวโน้มไปในทางใด … อ่านแล้วยัง ๆ ก็นึกภาพไม่ออกหรอกครับ

เอาอย่างงี้ครับ …. สมมติว่า ผมเขียนสมการว่า Y = 0.5 + 2X

จากสมการที่ผมเขียนขึ้นมานี้ จะเรียก ตัวแปร X ว่าเป็น ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หรือ ค่าที่เราต้องทำการปรับเปลี่ยนไป และตัวแปร Y คือ ตัวแปรตาม (Dependent Variable) หรือผลที่เกิดขึ้นในแต่ละค่าที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวแปร X … สมมติว่า ผมให้ค่า X = 10, Y = 0.5 + (2 x 10) = 20.5 ถ้าผมให้ค่า X = 20, Y = 0.5 + (2 x 20) = 40.5 เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของตัวแปร Y นั้นย่อมมาจากตัวแปร X แน่ ๆ

Continue reading
  1321 Hits
  0 Comments
1321 Hits
0 Comments

การใช้ Excel มาสร้าง Control Chart

เราจะ Excel มาสร้างผังควบคุมได้อย่างไร?

เรามาเดินไปด้วยกัน … สมมติว่า มีการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งและมีการสุ่มมาวัดข้อมูลทุก ๆ ชั่วโมง ชั่วโมงละ 5 ชิ้น แล้วทำการบันทึกข้อมูลเอาไว้ดังตาราง (เพื่อให้ง่าย ผมจึงสมมติเอาว่าเราสุ่มสินค้ามาแค่ 20 ครั้ง (หรือ 20 Subgroups) ครั้งละ 5 ชิ้น (Subgroup ละ 5 ชิ้น) เท่านั้น) ผู้อ่านก็คงต้องเริ่มจากทำการป้อนข้อมูลงไปใน Excel ก่อนดังรูปด้านล่างก่อนละครับ

ตารางข้อมูลจะเริ่มจากคอลัมน์ B ไปถึงคอลัมน์ G ... ผมได้สร้างคอลัมน์เพิ่มขึ้นมาอีกสองคอลัมน์ด้านขวาชื่อ Xbar และ Range เพื่อเอาไว้บันทึกค่าเฉลี่ยและค่าพิสัยที่ต้องคำนวณในแต่ละ Subgroup

เนื่องจากสัญลักษณ์ของค่าเฉลี่ยที่เป็นตัว X แล้วมีเครื่องหมายขีดอยู่ด้านบน มันพิมพ์ยุ่งยากใน Excel และในบล็อก ผมก็เลยใช้คำว่า Xbar แทน ... ทำนองเดียวกันสัญลักษณ์ X ที่มีเครื่องหมายขีดสองขีดอยู่ด้านอันหมายถึงค่าเฉลี่ยของค่าเฉลี่ย ผมก็จะแทนด้วยคำว่า Xbar bar ก็แล้วกัน

Continue reading
  636 Hits
  0 Comments
636 Hits
0 Comments

ผังควบคุม (Control Chart) (3)

คราวนี้เรามาคุยกันเรื่องการอ่านผลกัน …

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเรารอจนมีข้อมูลหลุดออกนอกการควบคุมแล้ว เราอาจจะต้องหยุดกระบวนการผลิตเพื่อสืบหาสาเหตุ มันก็อาจจะทำให้เกิดเสียหายหรือเสียโอกาสในการผลิตสินค้าให้ลูกค้าได้ … ถ้าผังควบคุมมันสามารถที่จะบอกเราได้เนิ่น ๆ ว่า มันเริ่มมีสาเหตุพิเศษเกิดขึ้นแล้วนะ แต่มันยังไม่รุนแรงพอที่จะทำให้ข้อมูลหลุดออกนอกการควบคุม เราก็จะได้ไปดูก่อนแต่เนิ่น ๆ

ถ้าการกระจายตัวเป็นรูประฆังคว่ำ มีค่าเฉลี่ยของการกระจายตัวอยู่ที่ 0 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation, SD หรือ บางทีเราใช้อักษรกรีก s (Sigma) แทน) อยู่ที่ค่าหนึ่ง จะเท่าไหร่ก็ช่างมัน ผมขอสมมติว่าเท่ากับ SD ก็แล้วกัน … ถ้าเราวัดจากเส้นค่าเฉลี่ยออกไปเป็นช่วง ๆ ละ 1SD แล้วลากเส้นจากแกนนอนขึ้นไปตัดกับเส้นกราฟด้านบนโดยขยับจากตำแหน่ง 0 ออกไป เราก็จะได้เส้นที่ตำแหน่ง -3SD, -2SD, -1SD, 0, +1SD, +2SD, +3SD ดังรูปด้านล่าง

ถ้ามีข้อมูลใต้กราฟทั้งหมด 100% แล้ว ถ้าเราวัดจากค่าเฉลี่ยออกไป 1SD (หรือ 1 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จะมีข้อมูลบรรจุอยู่ 34.13% … ถ้าเราคิดสองด้านคือ -1SD ไปถึง +1SD หรือ ช่วง +/- 1SD ก็จะมีข้อมูลบรรจุอยู่เท่ากับ 68.26% หรือ พูดง่าย ๆ ว่า ถ้ามันเป็นไปตามปกติแล้ว ข้อมูล 68.26% จะอยู่ในช่วงนี้

Continue reading
  619 Hits
  0 Comments
619 Hits
0 Comments

ผังควบคุม (Control Chart) (2)

บล็อกที่แล้ว เราก็คุยกันกว้าง ๆ เพื่อให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับผังควบคุมแล้วนะครับ … คราวนี้เรามาดูองค์ประกอบในภาพรวมของผังควบคุมกันอีกครั้ง

ส่วนแรกก็จะเป็นแกนของกราฟ แกนตั้งหรือแกน X ก็จะเป็นสเกลของข้อมูล (Data Scale) ส่วนแกนนอนหรือแกน Y ก็จะเป็นอนุกรมของเวลา (Time Sequence) หรือลำดับของข้อมูล (Sample Number) ที่นำมาพล็อต

เส้นประสีแดงจะแสดงถึงขอบเขตที่ใช้ควบคุม โดยจะแบ่งเป็นสองเส้น คือ ขอบเขตความคุมด้านบน (Upper Control Limit, UCL) ซึ่งอยู่ด้านบน กับ ขอบเขตควบคุมด้านล่าง (Lower Control Limit, LCL) ซึ่งอยู่ด้านล่าง

เส้นสีเขียวที่อยู่ระหว่าง UCL กับ LCL จะเป็นเส้นกลาง (Center Line) ที่แสดงค่าเฉลี่ยของกระบวนการ (Process Average)

Continue reading
  609 Hits
  0 Comments
609 Hits
0 Comments

ผังควบคุม (Control Chart) (1)

จากบล็อกที่แล้ว เราแก้ปัญหาเรื่องการรอคอยอาหารของลูกค้าในภัตราคารแล้ว ประเด็นก็คือ เราต้องการรู้ว่า กระบวนการที่เราแก้ไขไปแล้วนั้น มันยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเราหรือเปล่า 

หลักการง่าย ๆ ก็คือ เราก็ต้องวัดเวลารอคอยอาหารโดยเฉลี่ยของแต่ละสัปดาห์มาดูไปเรื่อย ๆ ถ้าเราพบว่า สัปดาห์ใดค่าเฉลี่ยมันเด้งสูงผิดปกติออกไป ก็แสดงว่า มันน่าจะมีอะไรผิดปกติออกไปจากเดิมแล้ว ... 

บางครั้ง การรอจนเกิดความผิดปกติออกไปมากแล้วค่อยไปแก้ มันอาจจะช้าเกินไปก็ได้ เพราะเราอาจจะต้องหยุดการผลิต มีลูกค้าร้องเรียนเรื่องคุณภาพ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีกับเรา ... มันคงจะดีกว่า ถ้าเรามีเครื่องมือสักอันหนึ่ง มาทำหน้าที่เตือนเราว่า ค่าเฉลี่ยมันเริ่มผิดปกติออกไปแล้วนะ แต่ยังไม่มาก หรือ มันมากขึ้นแล้วนะ แต่ยังไม่ออกนอกการควบคุม จะแก้ไขอย่างไรก็รีบทำ หรือ มันออกนอกการควบคุมแล้วนะ ต้องทำการแก้ไขโดยด่วน ... เครื่องมือตัวนี้ก็คือ "ผังควบคุม" นั่นเอง 

ผังภูมิควบคุม (Control Chart) เป็นผังกราฟที่มักนำมาใช้เพื่อการควบคุมกระบวนการผลิต ตัวกราฟนั้นจะแสดงให้เห็นถึงขอบเขตควบคุมด้านบน (Upper Control Limit, UCL) ขอบเขตควบคุมด้านล่าง (Lower Control Limit, LCL) และเส้นค่าเฉลี่ยซึ่งอยู่ตรงกลาง (Process Average หรือ Center Line) แล้วนำข้อมูลด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการมาพล็อต (Plot point) เทียบกับขอบเขตที่ตั้งไว้ ทำให้รู้ว่าเวลาใดในกระบวนการผลิต (เมื่ออิงกับ Time sequence) มีปัญหาด้านคุณภาพ จะได้รีบแก้ไขปรับปรุงกระบวนการให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว … หน้าตาของผังควบคุมจะเป็นดังรูปด้านล่าง

Continue reading
  461 Hits
  0 Comments
461 Hits
0 Comments

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) (2)

เอาละครับ ขอสมมติว่าการทำอาหารของภัตราคารไม่มีการวัดเพื่อเก็บข้อมูลใด ๆ และ สภาพแวดล้อมในห้องครัวก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก ... ทีมแก้ปัญหาจึงตัดสินใจว่าจะพิจารณาแค่กลุ่มปัจจัยหลัก 4M เท่านั้น อันได้แก่ คน (Man) วิธีการ (Method) วัสดุ (Material) และ อุปกรณ์ (Machine) …

ทีมจึงได้เขียนผังก้างปลาขึ้นมา แล้วก็กำหนดปัญหาที่หัวปลาเอาไว้ว่า “ลูกค้ารอคอยอาหารนานถึง 19.35 นาทีโดยเฉลี่ย” ... จากนั้นทีมก็ช่วยกันระดมความคิดว่าสาเหตุมันน่าจะมาจากเรื่องใดได้บ้าง ผลที่ได้ก็เขียนใส่ลงไปในผังก้างปลาที่สร้างขึ้น

สมมติเอาก็แล้วกันว่า ผลจากการระดมความคิดได้ออกมาดังนี้  

นี่คือสาเหตุที่เป็นไปได้ … คำถามต่อมาก็คือ สาเหตุใดที่เกิดขึ้นจริง ๆ นั้นมันน่าจะเป็นสาเหตุใดได้บ้าง …

Continue reading
  1336 Hits
  0 Comments
1336 Hits
0 Comments

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) (1)

เมื่อเรารู้ว่า ปัญหาที่เราต้องการแก้คืออะไร (จากผังพาเรโต) สามารถวัดผลของปัญหาออกมาเป็นตัวเลขได้ (ผังฮิสโตแกรม) และสามารถกำหนดเป้าหมายใหม่ได้ … ต่อไปก็ต้องช่วยระดมความคิดออกมาว่า ปัญหานั้นมันเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ตอนทำการระดมความคิดนั้นย่อมได้ความคิดออกมามากมายจากสมาชิก ถ้าเราสามารถจับกำหนดกลุ่มหรือเรื่องที่จะคิดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แล้วนำมาแสดงรวมอยู่ในภาพเดียวกัน ก็จะทำให้สมาชิกในทีมแก้ปัญหาซึ่งมาจากพื้นที่ต่างกันทำความเข้าใจปัญหาในมุมมองของพื้นที่อื่น ๆ ที่ตนเองมิได้ทำงานอยู่ได้รวดเร็วขึ้น

ตัวอย่างเช่น ผมอยู่ฝ่ายจัดซื้อผมย่อมมองปัญหาในมุมมองของการจัดหาวัตถุดิบเป็นหลัก ผมย่อมนึกไม่ออกว่าปัญหามันจะเกิดมาจากกระบวนการผลิตได้อย่างไร เมื่อสมาชิกของทีมที่อยู่ฝ่ายผลิตคิดออกมาและอธิบายให้ฟัง ผมก็ย่อมได้ความรู้และความเข้าใจไปด้วย … ผังก้างปลาก็จะถูกนำมาช่วยตรงนี้แหละครับ

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) หรือ เรียกเป็นทางการว่า “ผังแสดงเหตุและผล (Cause and Effect Diagram)” จะเป็นผังหรือภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ที่เป็นผลของปัญหา (Effect) กับสาเหตุทั้งหมดที่เป็นไปได้ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหานั้น (All Possible Causes) … โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกันในชื่อของ "ผังก้างปลา (Fishbone Diagram)" มากกว่า เพราะว่าหน้าตาของผังมันมีลักษณะคล้ายปลาที่เหลือแต่ก้างดังรูปด้านล่าง

Continue reading
  1805 Hits
  0 Comments
1805 Hits
0 Comments

การ Excel ช่วยสร้าง Histogram Chart

เพื่อง่ายต่อการอธิบาย ผมก็จะใช้วิธีง่าย ๆ ผ่านการการอธิบายในเชิงจับข้อมูลมาใส่กระป๋องและใช้ข้อมูลที่ผ่านมาในบล็อก Histogram (2) มาสร้างเป็นตารางข้อมูลใน Excel (ตั้งแต่เซลล์ D5 ถึง M8 ซึ่งผมล้อมกรอบเอาไว้ด้วยเส้นสีแดง) ดังรูป ... ถ้าจะทำตามผมก็ขอให้คัดลอกข้อมูลให้ตรงเซลล์นะครับ เราจะได้ทำไปพน้อม ๆ กัน

ส่วนด้านล่างต่ำลงมา ผมจะสร้างตารางเอาไว้ (ใช้ชื่อว่า “ตัวแปร” “คำนวณ” และ “ค่าที่ใช้”) เพื่อเอาไว้ใส่ชื่อของตัวแปร ตัวเลขของตัวแปรที่คำนวณ และ ค่าที่นำมาใช้งานจริง (ในกรณีที่ต้องมีการปัดทศนิยม) … ส่วนที่อยู่ด้านขวาของตาราง (ที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย “=”) ผมแสดงคำสั่งของ Excel ที่ต้องใช้ในการคำนวณเอาไว้

เรามาดูตัวแปรที่ผมเขียนเอาไว้ในตารางช่อง "ตัวแปร" กันก่อน ... 

n หมายถึง จำนวนข้อมูลทั้งหมด 

Continue reading
  436 Hits
  0 Comments
436 Hits
0 Comments

ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (3)

ในบล็อกนี้ เราจะมาดูการกระจายตัวของข้อมูลที่เราสร้างขึ้นมาว่ามันบอกอะไรเราได้บ้าง … บางคนเขาก็เรียกว่า "การอ่านผล" จากกราฟฮิสโตแกรม …

แนวทางที่เขาแนะนำเอาไว้ ก็จะเป็นดังนี้ครับ ...

รูปทรงระฆังคว่ำ

Continue reading
  623 Hits
  0 Comments
623 Hits
0 Comments

ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (2)

ถ้าเราบอกขั้นตอนกันไปเรื่อย ๆ ก็จะดูเหมือนง่าย แต่มันจะไม่เข้าใจกัน ผมจะยกตัวอย่างข้อมูล แล้วอธิบายไปเรื่อย ๆ นะครับ

ผมขอสมมติต่อจากบล็อกที่แล้วว่า ทางภัตราคารต้องการแก้ปัญหาในเรื่อง “เสียเวลาคอยนาน” ก่อน จึงให้พนักงานทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการสั่งอาหาร โดยจับเวลาตั้งแต่ลูกค้าสั่งอาหารจนได้รับอาหารครบถ้วนแต่ละครั้งนั้นใช้เวลากี่นาที … พนักงานก็ได้ทำการเก็บข้อมูลต่อเนื่องกันในหนึ่งสัปดาห์ถัดไป ได้ผลออกมาดังนี้

จากข้อมูล เวลารอคอยอาหารที่น้อยที่สุดคือ 6 นาที (เช่นลูกค้าเข้ามาทานอาหารคนเดียวและสั่งอาหารจานเดียวแบบง่าย ๆ ทาน) และเวลารอคอยอาหารที่นานที่สุดคือ 35 นาที (เช่นลูกค้าเข้ามาทานอาหารหลายคน จึงสั่งอาหารหลายอย่าง และอาจสั่งอาหารที่ต้องใช้เวลาจัดเตรียมนาน เช่น ปลาเก๋านึ่งมะนาว เป็นต้น) … เมื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ยของเวลารอคอยอาหาร โดยการนำข้อมูลทั้งหมดมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล จะได้ออกมาจะได้เท่ากับ 19.35 นาที

นอกจากนั้น ผู้เก็บข้อมูลพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้ายังไม่ได้อาหารหลังจากสั่งไปแล้วประมาณ 15 นาที ลูกค้าส่วนมากจะเริ่มแสดงถึงความไม่พึงพอใจ บางรายจะเรียกพนักงานให้ตามอาหารให้ด้วย … เมื่อตรวจสอบตามข้อมูลที่เก็บมา พบว่ามีถึง 27 ครั้งจาก 40 ครั้งที่เวลารอคอยอาหารนานเกิน 15 นาที ซึ่งคิดเป็น 67.5% หรือ กล่าวง่าย ๆ ว่า ลูกค้ามีโอกาสจะเกิดอาการหงุดหงิดไม่สบอารมณ์มากกว่าครึ่ง … น่ากลัวไหมครับ ยิ่งถ้าไปเจอลูกค้าประเภท “อร่อยนะผมไม่กลัว แต่กลัวช้า” ผมว่ามันจะเสียลูกค้าเอานะครับ

Continue reading
  472 Hits
  0 Comments
472 Hits
0 Comments

ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (1)

เครื่องมือตัวต่อไปที่เราจะยกขึ้นมาคุยกันก็คือ ผังฮิสโตแกรมครับ … 

โดยทั่วไป ถ้าข้อมูลที่เก็บมานั้นเป็นข้อมูลแบบตัวเลขและเราต้องการดูแค่ค่าเฉลี่ย (average) ค่าพิสัย (range) อะไรพวกนี้ ... เราก็สามารถคำนวณได้ตามวิธีการปกติทั่วไปได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยกราฟเข้ามาช่วยแต่ประการใด

แต่ถ้าเราต้องการดูรูปทรงของการกระจายตัวของข้อมูลว่ามันเป็นอย่างไร … มันเบ้ซ้าย เบ้ขวา หรือ เป็นรูประฆังคว่ำ อะไรแบบนี้ ... เราต้องใช้รูปกราฟเข้าช่วยแล้วครับ … กราฟแบบหนึ่งที่เรามักนำมาใช้กันคือ ผังฮิสโตรแกรม รูปร่างหน้าตาก็จะเป็นดังรูปด้านล่าง

ผังฮิสโตแกรม จะมีลักษณะเป็นกราฟแท่งที่นำมาใช้แสดงความถี่ในการการเกิดซ้ำของข้อมูลที่มีการจัดเป็นลุ่มหรือหมวดหมู่ โดยแท่งกราฟที่แสดงไว้นั้นจะมีความกว้างเท่ากันและมีด้านข้างติดกัน (เวลาเราเขียนกราฟขึ้นมา เรามักจะเว้นระยะได้นิดหน่อย เพื่อให้สังเกตุเห็นได้ง่าย) โดยทั่วไปแล้วศูนย์กลางของฮิสโตแกรมจะอยู่ที่แท่งที่เป็นค่าความถี่สูงสุด ส่วนความถี่รองลงมาจะกระจายลดหลั่นไปตามลำดับ

Continue reading
  416 Hits
  0 Comments
416 Hits
0 Comments

การใช้ Excel สร้างผังพาเรโต

มีผู้อ่านส่งเมล์มาขอให้ช่วยอธิบายว่าจะใช้ Excel สร้างผังพาเรโตอย่างไร … ย่อมได้อยู่แล้ว ตามนี้ครับ

เริ่มด้วยเปิดโปรแกรม Excel ขึ้นมา แล้วป้อนข้อมูลดังรูปด้านล่างเข้าไปครับ … ขอให้คอลัมน์ แถว เซลล์ ตรงกับที่แสดงไว้นะครับ (เช่น คำว่า "รหัส" พิมพ์เอาไว้ที่เซลล์ B2 เป็นต้น) เพราะเวลาผมอ้างอิงว่า เซลล์นั้น เซลล์นี้ จะได้ไม่งงกัน

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ตอนที่เราคุยกันในบล็อกที่แล้วนั้น ข้อมูลรหัส G ถึง T ตามรูปที่แสดงไว้ด้านล่างจะเป็นเรื่องร้องเรียนเบ็ดเตล็ด (ผมขี้เกียจพิมพ์ ก็เลยใส่เป็น “…..” เอาไว้) เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณด้วยมือ ผมก็เลยจับมานับรวมกันได้ 14 เรื่อง แล้วตั้งชื่อใหม่เป็นเรื่องร้องเรียน “อื่น ๆ” จากนั้นก็นำมาใส่ไว้ที่รหัส G แทนของเดิม แล้วก็ลบส่วนที่เหลือทิ้งไป  

แต่คราวนี้เราจะใช้ Excel เข้าช่วยคำนวณ ข้อมูลขนาดนี้จิ๊บจ๊อย ดังนั้นเราจะปล่อยเอาไว้แบบเดิมก็แล้วกัน

Continue reading
  999 Hits
  0 Comments
999 Hits
0 Comments

ผังพาเรโต (Pareto Chart) (2)

เรามาคุยกันต่อในเรื่องการสร้างผังพาเรโตต่อจากบล็อกที่แล้วครับ …

ปัจจุบันนี้ เราสามารถใช้ Excel มาช่วยสร้างผังพาเรโตได้ง่าย ๆ สบายมาก เพียงแค่ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง แล้วเลือกการกราฟ ... โปรแกรมมันจะทำการคำนวณและสร้างผังออกมาให้ทันที … อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอแสดงวิธีการสร้างให้ดูเพื่อความเข้าใจก็แล้วกัน เวลาใครถามถึงวิธีการสร้าง เราจะได้ตอบได้ อธิบายได้

ถ้าว่ากันตามหลักการของวิธีการสร้างผังพาเรโตแล้ว โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยสองขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ การจัดเตรียมข้อมูล และ การสร้างผัง ... เรามาดูกันไปทีละข้อครับ

1) การจัดเตรียมข้อมูล

1.1) เราต้องกำหนดและแบ่งข้อมูลที่ต้องการเก็บบันทึกเสียก่อน … เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามว่า เราต้องการข้อมูลอะไร เพื่อทำการวิเคราะห์อะไร เราต้องแบ่งประเภทหรือชนิดของข้อมูลให้ได้ก่อน เช่น ลักษณะข้อบกพร่องของสินค้าหรือบริการ เป็นต้น

Continue reading
  2032 Hits
  0 Comments
2032 Hits
0 Comments

ผังพาเรโต (Pareto Chart) (1)

เรามาทบทวนกันหน่อย … สมมติว่า ลูกค้าร้องเรียนมาว่าสินค้าของเรามีปัญหาทางด้านคุณภาพ โดยทั่วไปการร้องเรียนก็มักจะบอกออกมาเป็นเชิงคำพูด เช่น แป้นพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่เราผลิตขึ้นมามีปัญหา (สมมติว่า ผมใช้อักษร “Y” แทนปัญหาในภาพรวม) เมื่อเรารวบรวมข้อมูลมากขึ้น เราก็จะได้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น แป้นพิมพ์กดแล้วแข็งไป (สมมติว่า ผมใช้อักษร Y1 แทน) แป้นพิมพ์โยกคลอน (ใช้ Y2 แทน) ตัวอักษรบนแป้นไม่คมชัด (และใช้ Y3 แทน) เป็นต้น … ดังนั้นผมสามารถเขียนแบบทั่ว ๆ ไปได้ว่า

Y = Y1 + Y2 + Y3

หรือ ปัญหาเรื่องแป้นพิมพ์นั้น ประกอบไปด้วย แป้นพิมพ์กดแล้วแข็งไป แป้นพิมพ์โยกคลอน ตัวอักษรบนแป้นไม่คมชัด

ตามข้อมูลนี้ แสดงว่าเรามีปัญหาที่กระบวนการผลิตและประกอบแป้นพิมพ์แล้วละครับ ... และเพื่อจะให้ทีมแก้ปัญหาเข้าใจว่ากระบวนการผลิตแป้นพิมพ์อย่างไร เราก็ต้องใช้ผังการไหลของกระบวนผลิตและประกอบแป้นพิมพ์เข้ามาช่วย

Continue reading
  903 Hits
  0 Comments
903 Hits
0 Comments

ใบบันทึกข้อมูล (Check Sheet)

Check Sheet นี่ ผมขอแปลว่า ใบบันทึกข้อมูล หรือ ใบลงข้อมูลก็แล้วกัน … เครื่องมือตัวนี้เวลาสอนในห้อง มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้เรียนสักเท่าใด เพราะไปคิดเอาว่าก็แค่เอากระดาษไปจด ๆ ข้อมูลมา มันก็จบแล้ว … เมื่อมองง่าย ๆ แบบนั้น มันก็ดูเหมือนง่าย ๆ แบบนั้นเหมือนกัน … แต่ผมคิดว่า มันมีอะไรมากกว่านั้น เรามาคุยกัน

ใบบันทึกข้อมูล จะเป็นเอกสารที่เราสร้างขึ้นมาเป็นตารางที่แสดงรายการรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อมูล เอกสาร (หรือ ตารางนี้) ต้องออกแบบให้ง่ายต่อการจดบันทึกข้อมูล สะดวกต่อการจำแนกข้อมูลและวิเคราะห์ผล (หมายความว่า สามารถทำบนเอกสารนั้นได้เลย ไม่ต้องมากรอกใหม่ ทำเอกสารใหม่ ซึ่งเสียเวลา) จึงมักจะมีช่องให้พนักงานผู้เก็บข้อมูลสามารถทำเครื่องหมายใด ๆ ลงได้เลย

ดังนั้นประเด็นสำคัญในการออกแบบใบบันทึกข้อมูลก็คือ เราต้องรู้ว่าเราจะไปเก็บข้อมูลของอะไร จะเก็บอย่างไร ข้อมูลนั้นจะเอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และนอกจากตัวข้อมูลแล้ว มีสิ่งใดบ้างที่เราต้องการทราบจากการบันทึกนี้ (เช่น ชิ้นงานอะไร บันทึกที่ไหน บันทึกเมื่อใด ใครบันทึก เป็นต้น)

ผมยกตัวอย่างในโรงงานก็แล้วกัน ถ้าพูดง่ายๆ เราจะใช้ใบบันทึกข้อมูล เมื่อเราต้องติดตามดูผลการผลิตของเรา หรือ เมื่อเราต้องการหาสาเหตุของความผิดปกติออกไปจากข้อกำหนดที่ตั้งเอาไว้ หรือ เมื่อเราต้องการตรวจสอบดูว่าปัญหามันคืออะไร มากน้อยเท่าใด เหล่านี้เป็นต้น

Continue reading
  1677 Hits
  0 Comments
1677 Hits
0 Comments