MSITBlog

2 minutes reading time (395 words)

Value Chain ของ Porter

ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ผมทำงานในโรงงานรับจ้างผลิตสินค้าซึ่งเป็น Core Business ของบริษัท ดังนั้นผมก็จะมอง จุดแข็ง จุดอ่อน ของเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทั้งหลาย โดยมองผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า "วิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis)" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาทำการระบุกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน ที่เพิ่มคุณค่าใหักับสินค้าที่ผมผลิตขึ้นมา (อ้อ เครื่องมือตัวนี้ ก็ไม่ได้เฉพาะกับโรงงานนะครับ มันประยุกต์ใช้ได้กับหลายธุรกิจ มีตัวอย่างในเน็ตให้ดูเยอะครับ)

เรามาดูตัวแบบของห่วงโซ่คุณค่ากันก่อนนะครับ ตามรูปที่แสดงเอาไว้ด้านล่าง ตัวแบบได้แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมภายในบริษัทที่เปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตตั้งแต่รับเข้ามาจนเป็นสินค้าที่แล้วเสร็จแล้วส่งออกไปยังลูกค้า ตัวแบบของห่วงโซ่คุณค่าจะแบ่งกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องข้างต้นออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มกิจกรรมหลัก (Primary Activities) และ กลุ่มกิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) รายละเอียดต่าง ๆ ก็พอสรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้

1) กิจกรรมหลัก (Primary Activities)

1.1) Inbound Logistics หรือระบบโลจิสติกส์ขาเข้า ส่วนมากก็จะประกอบด้วยกิจกรรม การตรวจรับวัสดุที่ส่งมาจากซัพพลายเออร์ การตรวจสอบเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบ การจัดเก็บเข้า(และจ่ายออก)คลังสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง การกำหนดตารางเวลาและการบริหารผู้ส่งสินค้า เป็นต้น

เวลาผมทำ (ขอให้เข้าใจก่อนว่า แต่แห่งก็อาจจะทำแตกต่างกันไป แต่ผมเล่าให้ฟังเฉพาะที่ผมทำบ่อย ๆ นะครับ) ผมเอากระดาษมาแปะไว้ท่าผนังแล้วก็เขียนรูปใหญ่ ๆ ของ Value Chain ขึ้นมา จากนั้นก็เขียนกิจกรรมข้างต้น (เอาเฉพาะกิจกรรมใหญ่ ๆ) ใส่เข้าไปในช่อง Inbound Logistic เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เราต้องพิจารณา ตอนช่วยกันคิดเพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน มันจะได้ว่ากันไปทีละเรื่อง

1.2) Operations (Production) หรือ ง่าย ๆ ก็คือ การปฎิบัติการ หรือ การผลิตละครับ มันย่อมประกอบด้วย กระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่การผลิต และก็ต้องมองไปถึง เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต (เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์) การประกอบ การบำรุงรักษาเครื่องมือ/เครื่องจักร/อุปกรณ์ การทดสอบ การหีบห่อ ระบบการควบคุมและการบริหารการปฏิบัติการ เช่นเดิม เราก็เขียนลงไปในช่อง Production & Operation บนกระดาษที่แปะเอาไว้ข้างฝา

1.3) Outbound logistics หรือระบบโลจิสติกส์ขาออก โดยทั่วไปก็จะประกอบด้วยกิจกรรม การจัดส่ง การจัดเก็บสินค้า การบริหารการจัดการส่งสินค้า อะไรพวกนี้แหละครับ ง่าย ๆ ก็มองตั้งแต่สินค้าที่เราผลิตแล้วเสร็จส่งออกไปจากโรงงานของเราจนไปถึงมือลูกค้าว่า มันมีกิจกรรมใหญ่ ๆ อะไรบ้าง แล้วก็เขียนลงไป

1.4) Marketing and sales หรือ การตลาดและการขาย โดยทั่วไปก็จะประกอบด้วยกิจรรม เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การขาย การกำหนดราคา การเลือกช่องทางจำหน่าย ก็ว่ากันไปตามที่มีนะครับ

1.5) Service (Customer Service) หรือ การให้บริการหลังขาย ก็เช่น การติดตั้ง การให้ความรู้แก่ลูกค้า การประกัน การบริการซ่อม หรือ Upgrade สินค้า เป็นต้น

2) กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities)

การมองในกลุ่มนี้ อยากให้มองเน้นไปที่กิจกรรมที่สำคัญ ๆ ในการให้การสนับสนุนกิจกรรมหลักอันเป็น Core Business Process ของเรานะครับ


1) Firm infrastructure or general management หรือ โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร หรือ การจัดการทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็คืองานบริหารงานทั่วไป การวางแผน การบัญชี การเงิน การจัดการความสัมพันธ์ การจัดการคุณภาพ เป็นต้น คราวนี้ เราก็เขียนเอาไว้ในช่อง Firm infrastructure ของกลุ่ม Support Activities นะครับ

2) Human resource management หรือ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เช่น การรับสมัครพนักงาน การึกอบรมและให้ความรู้ผลตอบแทน การรักษาพนักงานให้อยู่กับบริษัท ก็ว่ากันไป

3) Information Technology or Technology development เช่น วิจัยและพัฒนา การปรับปรุงสินค้าและกระบวนการ การออกแบบ การพัฒนาสินค้าและบริการ


4) Procurement การจัดหาวัตถุดิบ (แต่นักวิชาการบางท่านถือว่าเป็นกิจกรรมหลัก) ประกอบด้วยกิจกรรม การจัดซื้อวัตถุดิบ การทำสัญญา

ด้วยมุมมองของข้อ 4 … คนที่ทำงานในโรงงานผลิตสินค้าบางคนก็เห็นด้วยกับเขาอยู่เหมือนกัน เขาก็เลยมีปรับแก้เพื่อให้เห็นชัดเจนมากขึ้น โดยแยกกลุ่มกิจกรรมหลักเป็น Buy, Make (Add Value), Sell โดยเอา Sourcing & Procurement กับ Inbound Logistics มาอยู่ในกลุ่มของ Buy และจับ Outbound Logistics กับ Sale & Customer Services มาอยู่ในกลุ่มของ Sell แล้วเอา Marketing & Advertising ไปอยู่ในส่วนสนับสนุน

นอกจากนั้นก็จะระบุลงไปชัด ๆ เลยว่า จะดูเรื่องอะไรบ้าง (และเรื่องเหล่านั้นมันก่อให้เกิดคุณค่า (Value) ขึ้นมาได้อย่างไร สังเกตนะครับว่า ปลายสุดด้านขวามือจะใช้คำว่า “Value” แทนคำว่า “Margin”) ผมหารูปตัวอย่างด้านล่างมาจากอินเตอร์เน็ตนะครับ

ผมขอให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนในเบื้องต้นว่า ถ้าเรามองในเชิงกระบวนการแล้ว ทุก ๆ โรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมและอยู่ในระดับเดียวกันแล้วก็มักจะมีกระบวนการที่สำคัญ ๆ เหมือนกันแหละครับ เช่น มีกระบวนการจัดหา/จัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนในจัดส่ง การรับเข้า การตรวจสอบคุณภาพ การจัดเก็บเข้าคลังสินค้า การจัดการคลังสินค้า เป็นต้น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ พอให้นึกภาพออกก็คือ กระบวนการซื้อ/ขายสินค้า ว่ากันตรง ๆ ก็คือ ผมไปเอาสินค้าเขามา ผมก็ต้องจ่ายเงินเขาไป ทีนี้กิจกรรมในกระบวนการนี้อาจจะมีส่งที่แตกต่างกันไป เช่น มีการใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ดและมีเครื่องเก็บเงินที่จุดขาย Point of sale, POS) มีการบันทึกการขาย อะไรพวกนี้ ตรงนี้ ถ้าเรามีใช้แต่คนอื่นเขาไม่มีใช้กัน เราก็ถือว่ามันเป็นจุดแข็งของเรา แต่ถ้าคนส่วนมากเขามีใช้กันและเราก็มี มันก็ไม่ถือเป็นจุดแข็งหรือเป็นจุดอ่อนของเรา ถ้าคนอื่นเขามีกัน แต่เราไม่มี  อันนี้มันเป็นจุดอ่อนของเราแล้ว

ดังนั้นประเด็นที่เราจะมองก็คือ ไอ้กระบวนการที่เรายกขึ้นมาพิจารณานั้น เราทำกิจกรรมได้ดีกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาอย่างไร (เช่น เรามีระบบการจัดการหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก คนอื่นเขายังไม่ค่อยมีกัน) อันนี้ก็จะเป็นมองว่าเป็นจุดแข็งของเรา ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านชาวช่องเขามีใช้หรือทำได้ทั้งนั้น แต่เรายังไม่มีหรือทำสู้เขาไม่ได้ อันนี้ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนของเราไป

เมื่อเราเขียนเรื่องที่เราต้องการยกขึ้นมาพิจารณาในกรอบของ Value chain จบครบถ้วนแล้ว และเราได้อธิบายให้สมาชิกของทีมที่เข้ามาช่วยทำเรื่องนี้ได้เข้าในแนวคิดและมุมมองเรื่องจุดแข็ง/จุดอ่อนแล้ว ต่อมาเราก็แจกกระดาษ Post it (กระดาษเหลือง ๆ ที่เราเขียนข้อความ เขียนเมโมเตือนความจำ เอาไว้แปะตามบอร์ด ตามโต๊ะ ตามจอคอมพิวเตอร์ นั่นแหละครับ) ให้กับสมาชิกสองสี เช่น สีเหลืองเอาไว้เขียนจุดแข็ง สีเขียวเอาไว้เขียนจุดอ่อน เป็นต้น

ส่วนสมาชิกที่มาช่วยระดมความคิดก็ต้องมาจากส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่เราเขียนเอาไว้นะครับ ไม่งั้นมันจะยุ่ง ลองคิดดูซีครับ ถ้าผมทำงานอยู่แผนกบัญชีแล้วให้ผมไประดมความคิดว่า เรื่องเกี่ยวกับการผลิตนั้นมี จุดแข็ง จุดอ่อน อะไรบ้าง ผมก็คงไปไม่เป็นนะครับ มันต้องมีคนจากหลาย ๆ แผนกมาช่วยกันมอง  

จากนั้นก็ช่วยกันระดมความคิดแหละครับ ใครเห็นว่า เรื่องไหน กระบวนการไหน มีจุดแข็ง จุดอ่อน อย่างไรบ้าง ก็เขียนลงในกระดาษ Post it ที่แจกให้ แล้วก็เอาไปแปะลงในรูปที่เราเขียนเอาไว้ให้ตรงช่อง ตรงเรื่อง ตามตัวอย่างรูปที่แสดงไว้ด้านล่าง

จากนั้นพวกเราก็รวบรวมกระดาษ Post it มาทีละส่วน (เช่น ส่วนของ Inbound Logistics ส่วนของ Operation) เพื่อนำมาพิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์ แล้วค่อยลอกมาใส่ลงในตารางครับ จากนั้นจะจัดลำดับความสำคัญ จะให้คะแนนก็ว่ากันไปตามถนัด

แล้วคุยกันในบล็อกต่อไปนะครับ ...

 

การประเมินประสิทธิภาพในปัจจุบัน (Evaluating curren...
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์กร (Internal Envir...

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 19 April 2019