MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Warehouse Management System (WMS)

โปรแกรมอีกตัวหนึ่งที่สำคัญและจะเชื่อมอยู่กับ ERP ก็คือ โปรแกรม Warehouse Management System หรือ WMS สำหรับใช้ช่วยในเรื่องการจัดการคลังสินค้านั่นเอง …

สำหรับคลังสินค้าขนาดใหญ่ ๆ หน่อย ถ้าไม่มีตัวนี้ช่วยก็คงจะจัดการได้ไม่ดีนัก เพราะเราจะมีรายการวัตถุดิบบ้าง สินค้าบ้าง กองอยู่ในนั้นหลาย ๆ หมื่นรายการ ถ้ามีโปรแกรม WMS (รวมทั้งเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น บาร์โค้ด RFID) ช่วยแล้ว จะจัดเก็บ จะค้นหาวัตถุดิบแต่ละตัว จะเบิกจ่าย ทำได้เร็วขึ้นมาก

ลองนึกถึงธนาคารดูนะครับ ถ้าเราเอาเงินฝากไว้ 100 บาท เราต้องถอนได้ เราสามารถใส่เงินเพิ่มได้ เราต้องตรวจสอบเงินคงเหลือได้ เราดูได้ว่าเราถอนวันไหน ถอนไปเท่าใด ใส่เพิ่มเข้าไปวันไหน ใส่เพิ่มเท่าใด … ที่สำคัญ เงินเราต้องไม่หาย ใส่เข้าไป 100 บาท มันก็ต้องมีให้เราเบิกจนครบหนึ่งร้อยบาท ไม่ว่าจะเบิกกี่ครั้งก็ตาม

คลังสินค้าก็คล้าย ๆ กับธนาคารนี่แหละ ฝ่ายจัดซื้อเอาวัตถุดิบ (หรือสินค้า) ที่ซื้อมาใส่เข้าไปเก็บเอาไว้ มันก็เหมือนกับเราใส่เงินเข้าไปเก็บไว้ในธนาคาร จะเบิกจ่าย จะส่งคืน จะตรวจสอบ มันต้องบอกได้อย่างถูกต้อง … และประเด็นสำคัญก็คือมันต้องมีตัวเลขตรงกันระหว่างตัวเลขที่บันทึกไว้ (จะอยู่ในฐานข้อมูล หรือ จดไว้ในสมุด ก็ตาม) กับตัวเลขของวัตถุดิบหรือสินค้าที่จัดเก็บอยู่จริง ๆ (ที่ผมเดินเข้าไปนับมันกับมือ) … มันก็เท่ากัน เหมือนกับผมเห็นตัวเลข 100 บาทในสมุดฝากเงิน ผมก็ต้องเบิกเงินได้ 100 บาท ตามที่ระบุไว้ในสมุด 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
186 Hits
0 Comments

Advanced Planning System (APS)

นอกจาก MES (Manufacturing Execution System) แล้ว ผมยังพบว่า มีซอฟต์แวร์อีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มากในเรื่องการวางแผน คือ Advanced Planning System หรือ APS … จริง ๆ แล้ว APS ทำงานได้กว้างทีเดียว แต่จะขอยกมาอธิบายในเชิงการนำมาใช้งานบางเรื่องเท่านั้น …

โรงงานที่ผมทำงานนั้น พอปลายปีเราก็ต้องวางแผนการผลิตในปีหน้า สิ่งที่ต้องทำก็คือ เทียบกำลังการผลิตที่เรามี (Supply) กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Demand) … ถ้ามันเท่ากันก็ OK เช่น เรามีกำลังการผลิตคิดเป็นตัวเงินสัก 100 ล้านบาท แล้วเรามียอดขายคิดเป็นตัวเงินแถว ๆ 100 ล้านบาท แสดงว่า ปริมาณลูกค้าต้องการกับปริมาณที่เราทำได้พอ ๆ กัน … อันนี้ก็ยิ้มแล้วครับ

ถ้าปริมาณที่เราทำได้มากกว่าปริมาณที่ลูกค้าต้องการ หรือ Supply มากกว่า Demand อันนี้ผมต้องขอให้ฝ่ายขายช่วยไปหาสินค้าเข้ามาผลิตเพิ่มหน่อย เพราะเรามีกำลังการผลิตเหลือ

ถ้าปริมาณที่เราทำได้น้อยกว่าปริมาณที่ลูกค้าต้องการ หรือ Supply น้อยกว่า Demand ก็แสดงว่า เราทำไม่ทัน มันก็จะต้องมามองว่า เราจะลงทุนซื้อเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไหม หรือ จะเอาต์ซอร์ส (outsource) บางส่วนออกไป หรือ จะให้ฝ่ายขายไปขอโทษขอโพยลูกค้าว่า ช่วยลดยอดคำสั่งซื้อลงหน่อยเถอะ ผมทำไม่ทันจริง ๆ

มันเป็นเรื่องของการวางแผนกำลังการผลิตกับยอดขายนี่แหละ … เรารู้จักกันในนามของ Sale and Operation Planning หรือ S&OP …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
112 Hits
0 Comments

Manufacturing Execution System (MES)

กระทู้ที่แล้ว ผมได้ขยายภาพของ ERP มาให้เห็นในระดับ Enterprise System หรือ ระบบที่ใช้ทั่วทั้งวิสาหกิจขนาดใหญ่ นอกจากนั้น ขอให้สังเกตหน่อยว่า มันมีตัว EC หรือ E – Commerce พ่วงเข้ามาด้วยนะครับ นั่นหมายความว่า องค์กรที่ใช้ ERP และมีโมดูล EC ติดตั้งอยู่ ก็สามารถทำธุรกิจแบบ EC ได้ตั้งแต่ปี 2005 …แต่ขอค้างเอาไว้ก่อน เราจะคุยเรื่องนี้กันในภายหลัง

ขอย้อนไปในช่วงประมาณปี 2000 ได้มีมาตรฐานออกมาตัวหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็น ISA95 – 2000) เพื่อทำการกำหนดระดับชั้นของสารสนเทศในอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็นระดับ ๆ ดังรูป

 ระดับบนสุด คือ ระดับ 5 (Level 5: Distribution) จะเกี่ยวข้องกับ การวางแผนการขนส่ง การควบคุมสินค้าคงคลังในโซ่อุปทาน การพยากรณ์ความต้องการสินค้า …. ระดับนี้มันจะมองสารสนเทศที่อยู่ภายนอกกรอบของโรงงาน

ระดับ 4 (Level 4: Plant) จะเกี่ยวข้องกับ การประมวลคำสั่งซื้อ การจัดซื้อ การวางแผนการผลิต การบัญชี … ระดับนี้จะมองสารสนเทศในระดับภายในกรอบของโรงงาน

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
327 Hits
0 Comments

ERP (2)

พอหลาย ๆ ส่วนมันบูรณาการเข้าด้วยกัน มันสบายก็จริง แต่มันยังมีประเด็น … สมมติต่อไปว่า เมื่อฝ่ายจัดซื้อได้วัตถุดิบเข้ามา หลังจากตรวจรับแล้ว ก็เก็บเข้าไปในคลังสินค้า มันก็ต้องมีการจัดการวัตถุดิบที่กองอยู่ในนั้น ทีนี้ถ้าไม่รู้ว่า มีอะไรกองอยู่บ้าง ก็จะซื้อเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ กองวัตถุดิบก็สุมอยู่ในนั้น … มันเงินของเราทั้งนั้นนะครับ … ธุรกิจการผลิตใหญ่ ๆ นี่ มีเงินกองอยู่ในคลังสินค้าตามมูลค่าของวัตถุดิบเป็นสิบ ๆ ล้านบาทเลยทีเดียว … มันไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริง

นอกจากนั้น เมื่อคลังสินค้าจ่ายวัตถุดิบเข้ามาให้ฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตก็ผลิตไปเรื่อย … แทนที่มันจะไหลไปเรื่อย ๆ มันกลับมีสินค้าที่ยังผลิตไม่เสร็จกองรออยู่ในสายการผลิตเต็มไปหมด (เราเรียกว่า Work in process หรือ WIP หรือ งานระหว่างทำ) … เงินของเราก็ไปกองอยู่ในสายการผลิตอีก … ทำผลิตเสร็จแล้ว สินค้าก็ถูกส่งกลับเข้าไปเก็บในคลังสินค้าเพื่อรอขาย รอจัดส่ง … เงินของเราก็กองอีก … นี่ถ้ากู้เงินธนาคารมาซื้อวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้า … ไอ้ที่กอง ๆ อยู่นี่ก็เสียดอกเบี้ยบานแล้ว

ถ้าเรามองในแง่นี้ เราจะทำอย่างไรให้วัตถุดิบที่รับเข้ามามันไม่ต้องกองรออยู่ที่คลังสินค้า … ให้มันไหลเข้าสู่สายการผลิต … แล้วก็ผลิต ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย โดยไม่ให้มี WIP กองอยู่ในสายผลิต … เมื่อผลิตเสร็จแล้ว ก็ขนขึ้นรถส่งไปให้ลูกค้า … รีบเก็บเงินเก็บทองเข้ามาจ่ายค่าวัตถุดิบให้ซัพพลายเออร์ … เอากำไรมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเงินเดือนพนักงาน … เราจะเห็นว่า มันเป็นเรื่องของการทำให้วัตถุดิบมันเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างราบลื่น ไหลไปให้เร็วที่สุด และไม่มีโน่น นี่ นั่น กองให้เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา ไปโดยเปล่าประโยชน์

การพิจารณาในเชิงการไหลแล้ว เราจะเห็นว่า กระบวนการด้านหน้าเป็นผู้ส่งมอบงานให้กับกระบวนการถัดไป เช่น Purchasing ก็ย่อมส่งวัตถุดิบให้กับ Production เมื่อ Production ผลิตเสร็จแล้ว ก็ต้องส่งมอบให้กับ Distribution … ทีนี้ถ้าการส่งมอบข้างต้นไม่สอดประสานกัน เช่น Purchasing จ่าย (Supply) วัตถุดิบล่าช้า หรือ ไม่ตรงกับที่ Production ต้องการ มันก็เกิดปัญหา ทำนองเดียวกัน Production ผลิตล่าช้า มันก็ไม่มีของส่งไปให้ Distribution เมื่อ Distribution ไม่มีสินค้า ก็ส่งให้ลูกค้าไม่ได้ … มันก็เคาะลูกระนาดกันไปเรื่อยตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
181 Hits
0 Comments

ERP (1)

กระทู้ที่แล้ว เราก็คุยกันในเรื่อง MRP II ไปแล้ว ผมขอสรุปให้ฟังคร่าว ๆ อีกครั้งว่า MRP II ทำอะไรได้บ้าง … ก็เริ่มด้วยการวางแผนการผลิต จัดทำ BOM ช่วยควบคุมสินค้าคงคลัง ทำการรัน MRP เพื่อวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ ทำการวางแผนกำลังการผลิตและกำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการผลิต ช่วยในเรื่องการควบคุมข้อมูลใน Shop floor ช่วยในเรื่องการคำนวณต้นทุนในการผลิต … ต่อมาก็มีการเพิ่มโมดูลเสริมเข้าไปอีก เช่น ช่วยรวบรวมข้อมูลใน Shop floor ช่วยในเรื่องการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ช่วยในเรื่องการจัดการเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิต การวางแผนธุรกิจ การจัดการเรื่องสัญญา การวิเคราะห์การขายและการพยากรณ์การขาย เป็นต้น … แต่ทั้งหลายทั้งปวงมันถูกนำมาใช้ในเรื่องการผลิตล้วน ๆ แม้ว่ามันก็แหย่ขาไปเกี่ยวกับทางด้านธุรกิจอยู่บ้าง แต่น้ำหนักของมันก็ยังอยู่ในเรื่องการผลิตเป็นส่วนมาก ยังคงจำรูปนี้ได้ไหมครับ

 MRP II มันโฟกัสไปที่การจัดการด้านการดำเนินการ/การผลิต (Production/Operations Management) เป็นหลัก และก็เชื่อมต่อโดยตรงอยู่กับฝ่ายบัญชี (คือมีการส่งผ่านข้อมูลไปยังฝ่ายบัญชี (Accounting) ซึ่งมันก็จะเชื่อมไปยังเรื่องของการเก็บเงิน/จ่ายเงินในส่วนของการเงิน (Finance) ด้วย) ดังนั้น ข้อมูลต่าง ๆ มันก็จะวิ่งอยู่แค่นี้ แผนกอื่น ๆ จะเข้ามาใช้งานร่วมด้วยก็ยุ่งยาก

ผมเองได้ใช้ MRP II กับเขา เมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายแนะนำผลิจภัณฑ์ใหม่ (New Product Introduction, NPI) ซึ่งมีหน้าที่สร้าง BOM ออกแบบกระบวนการผลิต และเสนอราคาให้กับลูกค้า … เมื่อลูกค้า OK … มันก็ต้องไปคุยกับฝ่ายวางแผนการผลิต และฝ่ายจัดซื้อ … ซึ่งใช้ MRP II กันอยู่แล้ว … ก็เลยเห็นวิธีการใช้งานของฝ่ายต่าง ๆ การไหลของข้อมูลจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง … ตรงไหนไม่เข้าใจ คนที่ใช้อยู่ก็อธิบายให้ฟังมั่ง เอาเอกสารที่ได้จากการอบรม/คู่มือมาสอนมั่ง … ก็ต้องถือว่า คนเหล่านี้เป็นครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้ผมเหมือนกัน … ตอนนี้ก็ยังนึกหน้าพวกเขาและจำภาพเก่า ๆ ได้อยู่    

ถ้าสมมติว่าเรานั่งอยู่ในโปรแกรม MRP II แล้วมองออกไปจากกรอบของมัน เราจะเห็นว่า มันมีส่วนหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อน MRP II ก็มี เกิดหลังก็มี วิ่งคู่กันก็มี ดังนั้นถ้าเราพัฒนาโปรแกรมให้มันขยายออกไปครอบคลุมทั้งทางด้านการผลิตและการให้การสนับสนุนการผลิตทั้งหมดเลยได้ไหม โดยยกเอาการทำธุรกรรม หรือ ทำรายการขึ้นมาเป็นกรอบในการพิจารณา  ทั้งนี้ก็เพื่อให้การใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ทั่วทั้งองค์กร (Enterprise) ตัวอย่างเช่น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
205 Hits
0 Comments

Closed Loop MRP และ MRP II

เราได้คุยกันในเรื่อง MRP (Material requirement Planning หรือ การวางแผนความต้องการวัสดุ) ว่า หลัก ๆ ก็คือ ทำการกำหนดตารางการผลิต (หรือ วางแผนการผลิต) ขึ้นมาแล้ว เราก็รัน MRP เพื่อสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาทำการผลิตตามที่ได้อธิบายผ่านมาแล้ว และเราก็คาดหวังว่าวัตถุดิบมันจะเข้ามาตามที่เรากำหนดหนดไว้

โดยทั่วไป เมื่อวัตถุดิบเข้ามา เราก็ต้องทำการตรวจสอบประเภทว่า มันตรงกับที่เราสั่งซื้อเข้ามาไหม ปริมาณเป็นไปตามนั้นไหม คุณภาพเป็นไปตามที่เรากำหนดไหม … ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ เช่น เข้ามาผิดประเภท ปริมาณไม่ครบ คุณภาพไม่ตรงตามต้องการ อันนี้ยุ่งแล้ว … มันต้องมีกระบวนการอื่นเข้ามาแทรก เช่น ทำการส่งคืน หรือ คัดแยกเอาของดีเอามาใช้ … มันมีโอกาสที่การผลิตจะล่าช้าออกไป ก็ต้องปรับหมายกำหนดการผลิตใหม่

OK … สมมติว่า มาเข้ามาตรงตามความต้องการของเราเป๊ะ ๆ เราก็จัดวัตถุดิบป้อนเข้าสู่สายการผลิต แล้วก็เริ่มทำการผลิต … อย่าลืมว่า กระบวนการผลิตย่อมประกอบไปด้วยขั้นตอนมากมาย ถ้าเราอยากรู้ว่า ตอนนี้สินค้ามันผลิตไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ผลิตได้จำนวนเท่าใดแล้ว มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ สมัยนั้นก็ต้องเดินดูในสายการผลิต ถามข้อมูลเอา จดเอา แล้วก็มานั่งคำนวณดูว่า มันจะทันหรือเป็นไปตามหมายกำหนดการที่กำหนดเอาไว้ไหม

ต้องเข้ากันเรื่องหนึ่งว่า เวลาทำการวางแผนการผลิตนั้น เราจะวางแผนต่อเนื่องกันไป เช่น 8:00 - 13:00 ผลิตสินค้า A จำนวน 1,000 ชิ้น 13:00 - 20:00 ผลิตสินค้า B จำนวน 1,500 ชิ้น ..... ดังนั้น ถ้าการผลิตสินค้า A เกิดความล่าช้า ก็ย่อมส่งผลให้การผลิตสินค้า B ต้องล่าช้าไปด้วย เมื่อสินค้า B ล่าช้า การผลิตสินค้าอื่น ๆ ที่ตามหลังมาก็ล่าช้ากันไปหมด ... เราก็ต้องปรับตารางการผลิตใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

การที่เราไปรวบรวมข้อมูลที่เกิดในพื้นที่การผลิต (Shop floor data collection) ขึ้นมาดู มาคำนวณ มาวิเคราะห์ ก็เพื่อจะได้ปรับแผนการผลิต/กำลังการผลิตเสียใหม่ให้เหมาะสมในกรณีที่เกิดความล่าช้า ... ลองนึกต่อไปว่า ถ้าเรามีข้อมูลในพื้นที่การผลิตอยู่ในมือแล้ววางกองไว้ที่หนึ่ง พอเราเปิดโปรแกรม MRP ขึ้นมา ก็ให้มันมาดึงข้อมูลที่กองเอาไว้นี้ขึ้นมาดู เราก็สามารถเทียบได้ทันทีว่า ตารางการผลิตที่วางเอาไว้แล้ว กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ... เราก็สามารถปรับแก้ตารางการผลิตได้ทันที 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
328 Hits
0 Comments

Material Requirement Planning, MRP

ตอนนี้เรากำลังคุยกันเกี่ยวกับ ระบบสนับสนุนด้านการดำเนินงาน (วงกลมสีแดง) และกระทู้ที่แล้ว เราคุยกันไปในเรื่อง TPS หรือ ระบบประมวลผลธุรกรรม (ลูกศรสีเขียว) ไปแล้วนะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องระบบควบคุมกระบวนการ (ลูกศรสีส้ม)

 ในองค์กรต่าง ๆ ย่อมมีกระบวนการทำงานเกิดขึ้นทั้งสิ้น ถ้าเราไม่เฝ้าดู (โดยการวัดตัวแปรใด ๆ ก็ตาม) เราก็ไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้ จนกระทั่งมีผู้กล่าวเอาไว้ว่า ถ้าเราวัดมันไม่ได้ เราก็ควบคุมมันไม่ได้

อย่าลืมว่า ผู้จัดการนั้นมีเรื่องใหญ่ ๆ ให้ทำอยู่สองเรื่องคือ จัดงานและจัดการคน … เราก็มักจะได้ยินคำพูดของท่าน ๆ เวลาปากหวานก็คือ งานต้องได้ผล คนต้อง Happy … แต่ส่วนมากแล้ว ผมพบว่าท่านผู้จัดการมักจะเน้นไปที่งานต้องได้ผล ส่วนคนไม่ Happy ก็ไม่ค่อนจะสนใจสักเท่าไหร่ … หนักเข้าถึงกับบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ Happy ก็เชิญไปหาที่ใหม่อยู่ก็แล้วกัน … เล่นเอาพนักงานเกิดอาการแสลงหู แสลงใจ ไปหลายวัน

ระบบควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงานมีหลายตัวด้วยกัน การที่จะดูเพียงการควบคุมกระบวนการนั้น มันเหมือนไปดูท้ายน้ำแล้ว มันจะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าใด มันต้องทำความเข้าใจต้นน้ำไปด้วยจึงจะดี ดังนั้นผมจะเล่าให้ฟังตั้งแต่สมัยที่ผมเข้าไปทำงานในโรงงานในช่วงแรก ๆ เพื่อให้เข้าใจระบบสารสนเทศที่นำมาใช้งานก็แล้วกัน เอาแบบคร่าว ๆ พอเข้าใจก็แล้วกันนะครับ

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
199 Hits
0 Comments

ระบบประมวลผลธุรกรรม (TPS)

จากที่ผมกล่าวเอาไว้ในกระทู้ที่แล้วว่า ตอนนั้นผ่านไปด้วยความงง ๆ ต่อมาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมทีมเทพของผมจึงแบ่งอย่างนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า โรงงานที่ผมทำงานนั้นมันเป็นโรงงานรับจ้างผลิตสินค้า ดังนั้นธุรกิจหลัก (Core Business) ก็คือ การผลิต ก็อย่างที่ผมเคยกล่าวมาแล้วว่า ถ้าเรามองตั้งแต่มีคำสั่งซื้อ (หรือ คำสั่งให้ผลิต) ของลูกค้าเข้ามาที่ฝ่ายขาย มันก็จะเริ่มมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลนี้ก็จะถูกใช้ไปดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ เช่น ทำการวางแผนการผลิต ทำการจัดซื้อวัตถุดิบ ทำการจัดการคลังสินค้า ทำการเบิกจ่ายวัตถุดิบ ทำการผลิต ….. ยาวไปถึงส่งสินค้าไปให้ลูกค้า

กิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ก็ย่อมมีข้อมูลต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมต้องการรู้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อจะได้นำข้อมูลมาบริหารจัดการงานของเขา ระบบประมวลผลทางธุรกรรม (Transaction Processing System, TPS) จะช่วยงานนี้ได้เป็นอย่างดี

ขอให้นึกง่าย ๆ ว่า TPS ก็คือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยดำเนินการและบันทึกรายการหรือธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งเราทำอยู่เป็นประจำทุกวันทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจมันดำเนินไปได้ ดังนั้นระบบนี้จึงนำมาใช้อยู่ในระดับการปฏิบัติการในองค์กร

โดยนัยนี้ คำว่าธุรกรรมหรือรายการ ผมก็ขออธิบายง่าย ๆ ว่า มันคือการแลกเปลี่ยนใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ลูกค้าเอาสินค้าไปก็ต้องจ่ายเงินมา เราจะเห็นว่า สินค้าเปลี่ยนมือจากของเราไปเป็นของลูกค้า เงินของลูกค้าเปลี่ยนมือจากของเขามาเป็นของเรา หรือ เราไปเบิกวัตถุดิบจากคลังสินค้า วัตุดิบก็มีการเปลี่ยนมือจากคลังสินค้า มาอยู่ในมือเรา … ทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนมือ เราบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน เช่น ขายสินค้าอะไร จำนวนเท่าใด ขายให้ใคร ได้เงินมาเท่าใด หรือ ใครเบิกวัตถุดิบอะไรออกไป จำนวนเท่าใด ยังเหลืออยู่เท่าใด … เห็นไหมครับ มันเกิดข้อมูลอันผลมาจากการเปลี่ยนมือขึ้นมามากมาย   

สมมติว่าเราขายของให้กับลูกค้ารายหนึ่งโดยให้เครดิต เราจะเห็นว่าจากกิจกรรมนี้ มันจะมีข้อมูลเกี่ยวข้องตามมาอีกมาก เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับตัวลูกค้า เกี่ยวกับเครดิต (วงเงิน ลูกหนี้) ประเภทของสินค้าขาย จำนวนสินค้า ผู้ขาย การปรับยอดสินค้าในคลังสินค้า การสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตทดแทน การวางแผนการผลิต การผลิต การจัดเก็บ การจัดส่ง ….. ข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกนำออกมาดู รวมเข้าด้วยกัน ประมวลให้ถูกต้อง จัดเก็บกลับคืน หรือ กระจายออกไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น TPS มันจึงเชื่อมต้องเชื่อมต่อไปยังแผนกต่าง ๆ ดังรูป

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
231 Hits
0 Comments

ผ่านไปด้วยความงง ๆ

จากกระทู้ที่แล้ว … ผมมีหน้าที่ต้องไปหามาว่า เจ้าซอฟต์แวร์ที่กลุ่มพนักงาน กลุ่มผู้บริหาร ต้องการใช้เพื่อช่วยทำงานสะดวกขึ้น ไวขึ้น มีอะไรบ้าง … ตอนนั้นผมจำได้ว่า เกิดอาการสะดุดอย่างแรง คือ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้กับทีมเขาเข้าใจ ผมน่ะรู้ว่าทีมเข้าต้องการอะไร แต่ไม่รู้ว่า ระบบหรือซอฟต์แวร์ที่ทำแบบนั้น เขาเรียกชื่อว่า อะไร (อย่าลืมนะครับ นี่มันเรื่องเมื่อเกือบ 15 -16 ปีมาแล้ว และผมก็เพิ่งทำงานทางด้าน IT ยังไม่ถึงปี) … อย่างไรก็ตาม บรรดาเทพ/เซียนก็ช่วยจนสำเร็จลุล่วงไปได้ แบบนี้แหละที่ผมซูฮกทีมนี้จริง ๆ 

ลองนึกภาพดูนะครับว่า ผมก็อธิบายไปว่าสิ่งที่กลุ่มคนแต่ละกลุ่มต้องการอะไร ทีมก็ฟังไป เขียนไป ซักถามไป ในที่สุดก็เขียนระบบที่พวกเขาคิดว่า น่าจะตอบรับความต้องการที่ผมเล่าให้พวกเขาฟังได้ขึ้นมา 2 - 3 ระบบ แล้วก็อธิบายว่า แต่ละระบบที่เขาเขียนขึ้นมานั้น มันช่วยทำอะไรได้บ้าง มีกระบวนการทำงานอย่างไร ... จากนั้นก็ให้ผมพิจารณาดูว่า มันใช่หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ มันมีอะไรที่แตกต่างกัน ... ในที่สุดก็ได้ระบบที่ต้องการออกมาจนได้   

จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองแบบกว้าง ๆ ก่อน ก็พอจะแบ่งระบบสารสนเทศออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1) ระบบสารสนเทศที่แบ่งตามประเภทของธุรกิจองค์กรนั้น ๆ ทำอยู่ เช่น ธุรกิจการผลิต (ก็จะมีระบบสารสนเทศหลักเกี่ยวกับการผลิตเป็นแกน) ธุรกิจการค้า (ก็จะมีระบบสารสนเทศหลักเกี่ยวกับการค้าเป็นแกน) ธุรกิจโรงแรม (ก็จะมีระบบการจัดการห้องพักเป็นแกน) … การแบ่งแบบนี้ ก็จะมีระบบสารสนเทศอันเป็นแกนหลักของธุรกิจนั้น ๆ เป็นระบบใหญ่ (หรือ ตามแนวนอนที่เราคุยกันมาแล้ว) ที่ประกอบด้วยระบบย่อยอีกหลายระบบให้การสนับสนุน

2) ระบบสารสนเทศที่แบ่งตามหน้าที่ของงาน อันนี้ก็เป็นระบบที่นำมาใช้ในแผนกต่าง ๆ (ตามแนวตั้งที่เราคุยกันมาแล้วนั่นเอง) ซึ่งมันก็ประกอบด้วยระบบย่อยต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน เช่น ระบบสารสนเทศการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Information System, HRIS) ก็จะมีระบบย่อย ๆ เช่น ระบบจัดการข้อมูลของพนักงาน ระบบสรรหาและคัดเลือก ระบบฝึกอบรม ระบบประเมินผลงาน ระบบสวัสดิการ เป็นต้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
307 Hits
0 Comments

สามประสาน ... เพื่อให้กระบวนการลื่นไหล

ถ้าเราได้แบ่งโครงสร้างองค์กรตามกลุ่มหน้าที่การทำงานแบบทั่ว ๆ ไป ก็จะมี 5 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มการขายและการตลาด (Sales and Marketing) กลุ่มการผลิต (Manufacturing) กลุ่มการเงิน (Finance) กลุ่มการบัญชี (Accounting) และกลุ่มทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource) เราก็จะได้แท่งแนวตั้ง 5 แท่งแทน 5 กลุ่ม (หรือ แผนกก็ได้จะได้เข้าใจได้ง่ายดี) ตามที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในกระทู้ที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งแต่ละกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็จะมีงานที่แผนกของเขาต้องทำเพื่อสนับสนุนกระบวนการธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม

ตัวอย่างชัด ๆ ก็คือ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์นี่แหละครับ หน้าที่ของเขาก็คือ วางแผนกำลังคน ประกาศหาคนเข้ามาทำงาน รับสมัคร คัดเลือก สัมภาษณ์ บรรจุ ทำประวัติ ฝึกอบรม จ่ายค่าตอบแทน ประเมินผลงาน เลื่อนขั้น …. ไปจนถึงเลิกจ้าง ดังนั้นเขาก็ต้องเขียนโฟล์วงานของเขา (ตามแนวตั้ง) มาซ้อนเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจตามแนวนอน เพื่อดูว่ามันเข้าไปสนับสนุนกระบวนการธุรกิจที่ตรงไหน ใช้ข้อมูล ใช้สารสนเทศ อะไรร่วมกันบ้าง

นั่นหมายความว่า ทุก ๆ แผนกก็ถูกสั่งให้ไปเขียนโฟล์วการทำงานของแผนกของตนมา แล้วก็นำมาดู มาทบทวน มาปรับแก้ โดยบรรดาเทพ/เซียนกลุ่มนี้ … เขาก็ทำแบบเดิมแหละครับ … เอาปากกาวง ๆ แล้วก็บอกว่า ส่วนนี้คือระบบชื่อนั้น เมื่อนำส่วนนั้นมาต่อกับส่วนนี้ก็จะเรียกว่า ระบบชื่อโน้น …

ผมคิดว่าคนที่ทำงานในแผนกเหล่านั้นคงเข้าใจกัน เพราะเห็นซักถามกันบ้าง พยักหน้ากันหงึกหงักไปตลอดเวลา … ส่วนผมก็ฟังอย่างเดียวครับ บอกตรง ๆ ว่าไม่ค่อยจะรู้เรื่องแล้ว เพราะมันคนละเรื่องกับที่เจ้านายให้ผมทำ ตัวใครตัวมันแล้วครับตอนนี้ ... เรื่องหนึ่งที่ผมได้กำไรก็คือ โฟล์วเหล่านี้มันสามารถช่วยให้ผมแกะรอยสารสนเทศที่ใช้ตามหน้าที่ (Functional IS) หรือ สารสนเทศที่ใช้ในแผนก (Departmental IS) ได้ในภายหลัง  

เวลาประชุม หรือ คุยกันตามแนวตั้ง แนวนอน มันก็พอถูไถไปได้ เรื่องมันก็เริ่มลงตัว พอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น ไอ้ผมก็นึกว่า มันใกล้จบแล้ว … ไกล้หมดทุกข์ หมดเวร หมดกรรม แล้วตู ... ที่ไหนได้ … เช้าวันหนึ่งบรรดาเทพเซียนทั้งหลายต่างหันมาหาผม แล้วถามเรื่องแนวเสริม … (อันนี้ผมเรียกเองนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวตั้ง กับ แนวนอน ที่คุยกันมา) … ผมก็งงซีครับ … เมิงจะเอาอะไรจากตูอีก … พี่เขาเห็นสายตาของผมคงเหมือนหมาน้อยหลงทางอยู่กลางป่าคอนกรีต ก็เลยเขียนรูปขึ้นมาช่วยอธิบายคล้าย ๆ กับแบบข้างล่างนี้แหละ

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
222 Hits
0 Comments

เมื่อได้พบจอมยุทธ์

พวกเรายังจำรูปนี้ได้ไหมครับ

เมื่อผมเขียนโฟล์วกระบวนการทางธุรกิจออกมาแล้ว ผมพบว่า (รูปบน) แม้ว่าแต่ละแผนกจะมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงานเพื่อให้งานของแผนกตนทำได้เร็วขึ้นก็จริง แต่พอกระบวนการมันมีการส่งข้ามแผนกกัน มันกลับวิ่งได้ช้า เพราะตัวข้อมูลหรือสารสนเทศมันคนละรูปแบบกัน เช่น มันเก็บอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จริง (เช่น รายงานอยู่ในรูปของ pdf) แต่มาส่งมาให้อีกที่หนึ่ง ก็ต้องเสียเวลามาปรับเปลี่ยน (เช่น ต้องนำมาคีย์ข้อมูลใหม่ หรือ ปรับรูปแบบใหม่) ทำให้เสียเวลา และมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้นกระบวนการทางธุรกิจมันจึงไหลได้ไม่เร็วตามที่เราต้องการเหมือนรูปด้านล่าง

นอกจากนั้น ระบบที่ใช้ในแต่ละแผนกก็มีหลากหลาย (ตามแนวตั้ง) เพราะเวลาพัฒนาหรือจัดหาเข้ามาก็ไม่ได้มองในภาพรวมทั้งหมดไปในคราวเดียวกัน … ทำเรื่องนี้ก็เปิดโปรแกรมหนึ่ง ทำเรื่องนั้นก็ใช้อีกโปรแกรมหนึ่ง ทำเรื่องโน้นก็ใช้อีกโปแกรมหนึ่ง ทำให้ระบบในแผนกหนึ่ง ๆ แทนที่จะมีระบบสารสนเทศระบบเดียว ฐานข้อมูลเดียว มันกลายเป็นต้องใช้ระบบย่อย ๆ หลายตัว มีฐานข้อมูลหลายตัวแตกต่างกันออกไป … มันก็กลายเป็นว่า ในแผนกต่าง ๆ ก็บูรณาการระบบย่อย ๆ เข้าด้วยกันได้ไม่ดี (แนวตั้งก็ยังไม่ดี) และระหว่างแผนกก็บูรณาการเข้าด้วยกันไม่ดี (ตามแนวนอน) ตามที่ผมเล่าให้ฟังมาแล้วในช่วงแรก ๆ

หลังจากผมส่งงานให้เจ้านายแล้ว เจ้านายบอกว่าอีกสักพักจะมีทีมงานหนึ่งเข้ามาดูระบบที่เขียนเอาไว้ เพื่อทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ IT ให้ทันสมัย เพื่อสู้กับชาวบ้านชาวช่องเขาได้ และบอกว่า ให้ผมเข้าไป Present Face (แปลว่าเป็นไทยตรง ๆ แบบแสลงหูก็คือ ให้ไปเสนอหน้าอยู่ในที่ประชุม) ด้วย 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
236 Hits
0 Comments

Verify Process, Validate Result

ตามต่อมาครับ … หลังจากส่งงานให้เจ้านายปั๊บ ท่านก็บอกปุ๊บว่า ขอให้ไปทวนสอบกับกระบวนการทำงานจริงอีกครั้ง …

อันนี้ไม่ยากเพราะคนที่เคยถูกส่งเข้ามาช่วยผมนั้น ล้วนแล้วแต่ทำงานอยู่ในแผนกที่เกี่ยวข้องกับโฟล์วอยู่แล้ว … ผลการทวนสอบส่วนมากพบว่า ลำดับกระบวนการอาจมีแตกต่างไปบ้าง เช่น ตอนเขียนเอาไว้นั้น งาน A ทำก่อนงาน B แต่พอไปดูจริง ๆ กลายงาน B ทำก่อนงาน A ก็มี หรือ ทำไปพร้อม ๆ กันก็มี (เพราะมีพนักงานช่วยทำสองคน) เป็นต้น หรือ บางงานเขาจำได้ว่าทำแบบนี้ พอไปทวนสอบจริง ๆ กลับทำอีกแบบหนึ่ง …

เราก็ช่วยทำการแก้ไขโฟล์วให้ถูกต้องตามความเป็นจริง … อันนี้ถือเป็นการทวนสอบกระบวนการ หรือ Verify Process ในความหมายของผมครับ

กลับมาหาเจ้านายอีกครั้ง ท่านก็บอกอีกว่า ขอให้ยืนยันผลหน่อย (หรือ ขอให้ Validate Result หน่อย) … คราวนี้ผมถึงกับใบ้กิน เพราะนึกไม่ออกว่าจะยืนยันผลได้อย่างไร … ก็ถามเจ้านายตรง ๆ ว่า ไม่เข้าใจครับ ยูจะให้ไอทำอะไร บอกมาตรง ๆ เลยดีกว่า

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
305 Hits
0 Comments

พูดน่ะมันง่าย เวลาทำแทบตาย

ที่ผ่านมานั้น เราก็คุยกันสนุก ๆ ว่า เราก็เอากระดาษมาเขียนกระบวนการธุรกิจออกมา ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็เอาตั้งแต่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา แล้วก็เขียนต่อไปเรื่อย ๆ …. จากนั้นก็ดูว่าข้อมูลมันเกิดที่ตรงไหน มันเปลี่ยนให้เป็นสารสนเทศอย่างไร เอาไปใช้สนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจอย่างไร … จากนั้นก็หาเทคโนโลยีมาใช้งานเพื่อช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจมันไหลได้อย่างราบลื่น วิ่งฉิวปลิวลม

ถอยหลังไปสัก 16 -17 ปี ผมก็นั่งเขียนโฟล์วแบบที่ว่ามาเหมือนกัน ดู ๆ แล้วมันเหมือนไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่จริง ๆ แล้วแทบตาย ไม่ใช่ตายเพราะเรื่องการเขียนครับ แต่แทบตายกับเรื่องการสื่อสารเพื่อนำมาเขียนนี่แหละ ... จะเล่าให้ฟังครับ

มันมีความจริงบางประการที่เป็นอุปสรรคอยู่เบื้องหลัง สิ่งนั้นก็คือ คนทางด้าน IT เองก็มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องทางด้านธุรกิจสักเท่าใด และทำนองเดียวกัน คนทางด้านธุรกิจก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง IT เหมือนกัน … ตอนนั้นผมเองไม่ใช่ IT และ ไม่ได้จบทางบริหารธุรกิจมาเสียด้วย … มันก็เละละซีทีนี้

สมัยนั้นผมโชคดีเพิ่งถูกโปรโมต (แกมบังคับ) ให้มาดูแลแผนก IT ด้วย … ที่ว่าโชคดีก็คือผมได้เรียนรู้เรื่อง IT อันถือว่าเกิดประโยชน์กับตัวผมอย่างมากมายในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ … ที่ว่าโปรโมตก็คือได้ตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกหนึ่งในโรงงานผลิตสินค้า … ที่ว่าบังคับก็เพราะว่า เจ้านายแถมแผนก IT มาให้ดูแลด้วย

ผมจำได้ว่า ผมปฏิเสธไม่ยอมดูแลแผนก IT โดยแย้งท่านว่า ผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้จบคอมพิวเตอร์มา (ตอนสมัยผมเรียนยังไม่มีสาขา IT) … ไม่รู้เรื่อง ไม่เอา ไม่ไหว …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
168 Hits
0 Comments

เร็วและแรง ...

ถ้าใครได้ตามข่าวของบริษัทอาลีบาบาซึ่งจัดเทศกาลชอปปิ้งในวันที่ 11 เดือน 11 ที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่า หลังจากเริ่มจำหน่ายสินค้าไป 1 นาที มูลค่าการซื้อขายสินค้าทะลุ 3 พันล้านหยวน (หรือประมาณ 456 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และทะลุ 1 หมื่นล้านหยวนภายในเวลา 3.01 นาที  (เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที) และสัดส่วนการซื้อขายในช่วงแรกนี้ ว่ากันว่า กว่า 90% มาจากการทำธุรกรรมผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (ผมคิดเอาเองว่า เป็นการทำธุรกรรมผ่านมือถือก็แล้วกัน) … โอ้ ใช้มือถือซื้อของกันเร็วไหม เครือข่ายมันเร็วจนรองรับได้ไหมครับ

นอกจากนั้น อาลีบาบาได้กล่าวว่ามีการทำธุรกรรมออนไลน์ 325,000 ครั้งใน 1 วินาทีโดยใช้ระบบคลาวด์ของเขา … นี่คือตัวอย่างศักยภาพของคลาวด์ … ก็คงไม่ต้องถามนะครับว่า เขารองรับคำสั่งซื้อได้เร็วทันกับคนที่สั่งซื้อเข้ามาไหม ...

ดังนั้นในยุค 4.0 นี้ เรื่องของ Cloud, Big Data และ IoT มันจึงกลายเป็นองค์กระกอบสำคัญที่ต้องเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

หันมาดูการสนองตอบต่อลูกค้าของเขาบ้าง ข่าวบอกว่า สินค้าที่ชิ้นแรกที่ถูกสั่งซื้อคือกาแฟและขนม เขาได้ทำการจัดส่งถึงมือลูกค้าในเวลาประมาณ 13 นาที ส่วนสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศนั้นมาถึงเมืองจีนชิ้นแรกภายในเวลา 33 นาที … เรื่องที่น่าสนใจก็คือด้วยปริมาณคำสั่งซื้อขนาดนี้ ความเร็วขนาดนี้ เขาบริหารโซ่อุปทาน (ง่าย ๆ ก็คือ ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า แล้วเปิดคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์ แล้วส่งของไปถึงมือลูกค้า) ได้อย่างไร

ผมว่าเขามองทะลุจาก Global Supply Chain ไปเป็น e-Supply Chain จนกลายเป็น e-Network ไปแล้ว (หมายความว่า สมาชิกทั้งหลายในโซ่อุปทานต่างก็ใช้ตะกูล e กันแล้ว เช่น e-Commerce, e-Procurement, e-Factory, e-Warehouse, …… ดังนั้น การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันมันก็ง่าย ข้อมูลต่าง ๆ มันก็ไหลได้ไว ... ยิ่งถ้ามันไปอยู่บนคลาวด์เหมือนกัน มันก็คงจะไวขึ้นอีกเยอะทีเดียว ... ผมถึงบอกว่า ทำให้เป็นดิจิทัลเข้าไว้ แล้วมันจะง่ายขึ้น)

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
351 Hits
0 Comments

เครื่องจักรบังกระบวนการ ซอฟต์แวร์บังวิธีการ

ครั้งที่แล้วเราจบกันตรงที่เขียนกระบวนการทางธุรกิจขึ้นมา เขียนขึ้นมาตรง ๆ แบบทำงานด้วยมือนี่แหละ มันจะทำให้เราเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ได้ชัดเจนดี

ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็ขอให้เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง เขาสั่งซื้อหรือเข้ามาซื้อสินค้าผ่านช่องทางไหนบ้าง ก็เริ่มด้วยช่องทางนั้น และก็ขอให้สังเกตเอาไว้ด้วยว่า ช่องทางไหนลูกค้าเข้ามาในแบบดิจิทัล ช่องทางไหนเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น เดินเข้ามาซื่อที่หน้าร้าน) ช่องทางไหนอาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ (เช่น ส่งอีเมล์ ส่ง Fax)

ทั้งนี้ก็ขอให้มองถึงการตอบโต้กันด้วยนะครับ เช่น ลูกค้าขอรายละเอียดของสินค้า (เรารับเข้ามา) เราต้องให้ข้อมูลหรือสารสนเทศอะไรออกไป (เราส่งออก) ให้ลูกค้า หรือ ลูกค้าสั่งซื้อสินค้า (เรารับเข้า) แล้วเราต้องสนองตอบต่อลูกค้าอย่างไร (เราส่งออก) ผ่านช่องทางใด เช่น ลูกค้าเขามาหน้าร้าน แต่เราส่งข้อมูลสนองตอบไปโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ … เรียกว่า มันข้ามช่องทาง หรือ Cross Channel … เราก็ต้องพิจารณาเอาไว้ด้วย

เขียน ๆ ไปก่อนครับ เอาแบบเข้าใจ ส่วนมันจะทำอย่างไรค่อยว่ากัน … ประเด็นสำคัญคือเราต้องการทำความเข้าใจกระบวนการในการทำธุรกิจของเรา … ทีนี้พอเขียนแล้ว บางทีมันไปสะดุดที่ มันไปติดที่เครื่องมือ เครื่องจักร หรือ ระบบอัตโนมัติบางอย่างที่มีอยู่แล้ว มันอาจจะเกิดปัญหาบ้าง

ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง … ผมเคยทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิต แรก ๆ ที่ผมเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้ ผมขอให้หัวหน้างานอธิบายให้ผมฟังหน่อยว่าสินค้าภายใต้การดูแลของเขานั้น ผลิตขึ้นมาได้อย่างไร ผมพบว่ามีหัวหน้างานหลายคนไม่สามารถอธิบายให้ผมเข้าใจได้

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
255 Hits
0 Comments

ปวดหายบายโฟล์ว

ถ้าคิดง่าย ๆ ว่า กระบวนการ (Process) ก็คือ กิจกรรมใด ๆ ที่ต้องกระทำต่อเนื่องกันไปเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แล้วเสร็จตามต้องการ …

แน่นอนว่า เมื่อเราเริ่มกระบวนการใหม่กิจกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการนั้นก็อาจจะปรับเปลี่ยนไปมาตามความเหมาะสม เช่น มีการตัดบางกิจกรรมออกไปเมื่อคิดว่าไม่จำเป็น หรือ เพิ่มเข้ามาถ้าเราคิดว่ามันทำให้ดีขึ้น หรือ เรียงลำดับกิจกรรมใหม่เพื่อให้สะดวกขึ้น หรือ รวมบางกิจกรรมเข้าด้วยกันเพื่อให้เร็วขึ้น เป็นต้น … ถ้าเรายังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็แสดงว่า กระบวนการมันยังไม่นิ่ง

แต่เมื่อเราทำงานไปสักพัก ปรับบ้าง แก้บ้าง ในที่สุดกระบวนการนั้น ๆ มันก็จะเริ่มนิ่งมากขึ้น (มีการปรับแก้น้อยลง) จนในที่สุดกระบวนการนั้น ๆ จะมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซ้ำ ๆ กันอยู่ตลอดเวลา … ก็แสดงว่า กระบวนการมันนิ่งแล้ว

เมื่อกระบวนการมันเริ่มนิ่งแล้ว เราก็สามารถพิจารณาส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เพราะมันจะเริ่มนิ่งไปด้วย เช่น อินพุตที่ต้องใช้ (ข้อมูล สารสนเทศ วัตถุดิบ) เครื่องมือ พนักงาน …. และ เอาต์พุต (ข้อมูล สารสนเทศ ชิ้นงาน) … หรือ ถ้าเราพิจารณาเอาเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลแล้ว เราก็จะรู้แล้วว่า กระบวนการใดต้องการใช้ข้อมูลอะไรและให้ข้อมูลอะไรออกมา       

เมื่อเราเอากระบวนการมาเรียงต่อกันตามลำดับก่อนหลังและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กัน กระบวนการมันก็จะยาวขึ้น เราก็เรียกว่า เป็นกระบวนการใหญ่ที่ประกอบด้วยกระบวนการอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นกระบวนย่อยอยู่ภายใน เช่น กระบวนการรับสมัครงาน กระบวนการสัมภาษณ์งาน กระบวนการบรรจุเป็นพนักงาน กระบวนการการฝึกอบรม เป็นต้น พอเอากระบวนการใหญ่ ๆ มารวมกัน มันก็จะกลายเป็นระบบขึ้นมา 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
249 Hits
0 Comments

ปวดเฮด เวียนหัว

หลังเจ้านายหายจากอาการสติแตก องค์ออก แล้ว … ก็เรียกฝ่าย IT เข้ามาถามว่า “ในกรณีนี้เราจะทำอย่างไรกันดี”

ย้อนหลังไปสัก 20 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมก็อยากจะบอกว่า … โยนมันทิ้งไปเถอะเจ้านาย … แต่ก็เสี่ยงกับการที่เจ้านายจะสติแตกอีกครั้ง แล้วบอกผมว่า … งั้นตูโยนมึงทิ้งออกไปนอกบริษัทก่อนดีไหม …

จริง ๆ แล้วผมว่า มันเป็นคำถามที่น่าสนในมาก … ผมได้ยินคำถามนี้จากผู้บริหารหลายคนที่ผมสนิทสนมคุ้นเคย จนเปิดใจคุยกันได้ในปัญหาเกี่ยวกับความเป็นความตายบางเรื่อง … เขาบอกว่า ก็เข้าใจนะว่ามันเกิดปัญหาจริง ๆ แต่จะโยนทิ้ง มันก็เงินทั้งนั้น มันก็ยังใช้ได้อยู่เห็น ๆ … แล้วเขาต้องจ่ายอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ จ่ายแล้วมันผลตอบแทนคุ้มไหม …

โดยทั่วไป ผมมักจะหลบเลี่ยงในการตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะผมไม่รู้กระบวนการทางธุรกิจของเขาซับซ้อนมากไหม ผมไม่รู้ว่า IT ของเขาเป็นอย่างไร มันจึงตอบได้ยาก  

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
233 Hits
0 Comments

เทคโนโลยีเว็บ ทำให้ลมตีกลับ

ที่ผ่านมาผมมักใช้คำว่า “เว็บ” มาเรื่อย ๆ … เว็บช่วงแรกนั้น ผู้สร้างเว็บทำได้ก็แค่เอาเนื้อหาต่าง ๆ ใส่เข้าไปในเว็บ จอภาพก็แสดงเนื้อหานิ่ง ๆ ผู้อ่านก็อ่านได้อย่างเดียว (เหมือนกับเราอ่านหนังสือพิมพ์นี่แหละ จะเข้าไปเขียนโน่นนี่นั่นเพิ่มเข้าไปก็ไม่ได้) … มันก็เหมือนผู้สร้างเว็บพูดอยู่ฝ่ายเดียว ผู้อ่านจะคุย จะถามอะไรก็ไม่ได้ …

ด้วยเหตุนี้ การค้าขายในช่วงแรก ๆ ผู้ขายก็แค่ระบุบนเว็บว่า มีอะไรขายบ้าง ราคาเท่าใด ถ้าใครสนใจก็ติดต่อมาตามที่อยู่ด้านล่าง หรือ โทร หรือ Fax มาเบอร์นี้ … จบ

ต่อมาก็มีการพัฒนาเว็บให้เนื้อหามันปรับเปลี่ยนได้ ใส่รูป ใส่วิดีโอได้ การแสดงสินค้าก็ใส่รายละเอียดได้มากขึ้น ทำให้สวยงามขึ้น และที่สำคัญก็คือผู้ใช้สามารถอินพุตหรือใส่ข้อความเข้าไปในเว็บได้ คราวนี้มันเหมือนพูดจาตอบโต้กันได้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เขาก็เรียกว่าเว็บแบบนี้ว่าเป็นรุ่นสอง หรือ Web 2.0 … แล้วก็เรียกเว็บแบบแรกว่า เป็นรุ่นหนึ่ง หรือ Web 1.0 … ช่วงแรก ๆ ผมว่าผู้ที่ใช้เทคโนโลยีของ Web 2.0 ได้ประโยชน์อย่างเต็ม ๆ ก็คือ Wiki นี่แหละ เพราะผู้อ่านเข้าไปช่วยกันเพิ่มข้อมูลจนกลายเป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อคนทั่วโลก

ลองเทียบดูนะครับ ก่อน ๆ ลูกค้าสอบถามข้อมูลเข้ามาทาง Fax ทางโทรศัพท์ ทางเอกสาร จะตอบช้าบ้าง ไม่ตอบบ้าง ก็ไม่มีใครรู้ แต่คราวนี้ลูกค้าสามารถติดต่อผ่านเว็บได้ ขืนทำงานแบบเช้าชาม เย็นไม่ต้อง ก็ไม่มีใครเขามาสนใจหรอก ตัวเลือกมีเยอะแยะไป ใครบริการได้ดีกว่า (เร็วกว่า ถูกกว่า มากกว่า …. ) ก็จะได้เปรียบในการแข่งขัน … กระแสมันก็ตีกลับซีครับ … จากที่พูดอย่างเดียว ลูกค้าจะคิดยังไงก็ไม่รู้ … คราวนี้ลูกค้าพูดบ้าง ก็โดนบี้ละซีทีนี้

สังเกตไหมครับ ในปัจจุบันนี้ พอเราเข้าไปดูข้อมูลบางเว็บ เขาจะมีกรอบเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาทางด้านล่างขวาของจอภาพ แล้วถามว่า เราต้องการข้อมูลเพิ่มไหม จะคุยกับเขาไหม … แม้ว่า มันจะเป็นการคุยกับคอมพิวเตอร์ (เราไม่ได้คุยกับคนจริง ๆ ที่พิมพ์ข้อมูลผ่านแป้นพิมพ์) ก็ตาม … แต่ก็จะเห็นว่า มันเป็นการพยายามให้ข้อมูลแก่ลูกค้าให้มากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
235 Hits
0 Comments

Collaborative Commerce

ตอนที่ผมทำงานในด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์นั้น ผมเดินทางไปไต้หวันบ่อยมาก เพื่อไปจ้างเขาทำแผงวงจรไฟฟ้า (Printed Circuit Board, PCB) และหาซื้อวัตถุดิบเข้ามาใช้งาน

สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยมากคือการช่วยกันทำมาหากิน … ตัวอย่างเช่น ผมนัดกับผู้ขายรายหนึ่งไว้ว่าจะคุยกับเขาเรื่องจอภาพคอมพิวเตอร์ พอคุยเสร็จก็ถามว่า รู้จักผู้ขายแป้นพิมพ์ไหม เพราะผมจะซื้อด้วย … เขาก็บอกว่า มีเพื่อน ๆ ทำเรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวโทรเรียกมาพบได้ … พอคุยรายนี้เสร็จ ผมอาจถามว่า รู้จักคนขายเมนบอร์ดไหม เพราะสนใจจะซื้อเหมือนกัน … เขาก็บอกว่า มีเพื่อน ๆ ทำอยู่ เดี๋ยวโทรเรียกมาคุยด้วยได้ … ในที่สุดก็ทราบว่า ก็คือเพื่อน ๆ ของเขาในกลุ่มเดียวกันนั่นเอง … ใครช่วยกันได้ ก็ต่างช่วยกันไป

การค้าขายโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อก็เช่นกัน ต่อมาก็ได้รวมกลุ่มกันมาขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกัน หรือ สัมพันธ์กัน หรือ อยู่กลุ่มเดียวกัน ตามตัวอย่างที่ผมเล่ามานั่นแหละครับ … ก็ใช้คำเรียกขานว่า Collaborative (ทำงานร่วมกัน) Commerce หรือ C – Commerce

ตัวนี้น่าสนใจครับ เพราะมันค่อย ๆ กลายมาเป็น การทำงานร่วมกันในเชิงโซ่อุปทานไปในที่สุด … ลองกระโดดข้ามมายุคสู่ปัจจุบันนี้หน่อย เราจะเห็นว่า เรากำลังอยู่บนยุคการจัดซื้อโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ (E – Procurement) แล้ว ดังนั้น ถ้าฝ่ายจัดซื้อ/จัดหา เข้าไปที่เว็บหนึ่งแล้วสามารถหาซื้อวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อสัมพันธ์กันได้ครบ … มันก็ง่ายใช่ไหมครับ … ตอนนี้พวก C – Commerce จึงมักนำมาใช้ในเรื่องโซ่อุปทานกันมาก (อ้อ … แม้แต่ตัวโซ่อุปทานเองก็เข้าสู่ยุค E – Supply chain ไปแล้วนะครับ เราจะคุยกันในตอนต่อ ๆ ไป)

พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่ผมพอนึกเทียบเคียงได้ขึ้นมา ก็อยากมาเล่าให้ฟัง … เมื่อเดือนที่แล้ว ฝนตกหนักมาก ผมพักอยู่แถวลาดพร้าว น้ำท่วมในซอยและถนนลาดพร้าวสูงมาก … เอาเป็นว่า ในซอยที่ผมพักอยู่นั้นมอเตอร์ไซวิ่งไม่ไหวก็แล้วกัน … แต่ผมต้องไปสอนก็ตอนเช้าก็เลย … ลุย … ก็ขับรถลุยออกมา …. ไปสอนได้สบายครับ … แต่รถผมไม่สบายไปซะนี่

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
260 Hits
0 Comments

Brick and Mortar มาสู่ Brick and Click

วันนี้จั่วหัวเป็นภาษาฝรั่งหน่อย …

ร้านค้าขายโดยทั่วไปที่เราเห็นกันมาตั้งแต่อดีต ก็จะมีหน้าร้านหรือโชว์รูมเอาไว้ให้ลูกค้าเข้ามาเดินเลือกซื้อสินค้า (ก็คงจะเป็นห้อง ๆ ก่ออิฐ โบกปูน ละกระมัง จึงเรียกว่า Brick and Mortar) ทีนี้พอกระแสการค้าขายโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อมาแรง ร้านค้าเหล่านี้ก็เลยทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าขึ้นมาบ้าง สมัยก่อนนี่ เรื่องใหญ่นะครับ … ต้องตั้งเว็บไซต์ ต้องจดชื่อเมน ต้องเขียนโปแกรมทำเว็บไซต์ขึ้น … เรียกว่า ต้องอยากทำจริง ๆ นะครับ …

สังเกตไหมครับ เวลาเราซื้อของผ่านเว็บไซต์ เราก็จะใช้เมาส์มาคลิก (Click) เลือกสินค้าที่เราต้องการ แล้วก็โยนใส่ลงในตะกร้ารูปรถเข็น แล้วก็ชำระเงิน  … เราก็เรียกร้านค้าที่ทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน คือ มีหน้าร้านให้คนเดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้าและมีเว็บไซต์ให้คนเลือกซื้อด้วย ว่า Brick and Click

เริ่มต้นใหม่ ๆ ก็เอาของที่มีอยู่แล้วในร้านนั่นแหละ ถ่ายรูปแล้วก็โยนขึ้นไปอยู่บนเว็บ ใส่รายละเอียดหน่อย ก็ OK แล้ว จะซื้ออะไรก็ให้มาซื้อที่หน้าร้าน ... สมัยก่อนบ้านเรานิยมเรียกว่า โชว์รูมอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สินค้าที่อยู่บนเว็บนั้นเอาไว้โชว์เท่านั้น ไม่มีการซื้อขายใด ๆ ผ่านทางเว็บที่ตั้งขึ้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
327 Hits
1 Comment