MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

ปิดท้ายของอนุกรม “Basic Problem Solving”

เรากลับมาที่กระบวนการแก้ปัญหากันสักหน่อย ซึ่งเป็นไปตามรูปด้านล่าง คราวนี้ผมใส่เครื่องมือในกลุ่ม 7 QC Tool และ 7 (New) QC Tool เข้าไปด้วย เพื่อแสดงว่า เราจะใช้เครื่องมือตัวใดที่ขั้นตอนใด

ผ่านมาหลายสิบบล็อก …เราคุยเครื่องมืออะไรกันบ้างเอ่ย … ทบทวนกันหน่อยดีไหมครับ

ในขั้นตอนของการนิยามปัญหา (Defining the problem) นั้น เราก็มักใช้ 5W2H (ก็พวก What, Where, When, Why … อะไรพวกนี้แหละครับ) มาช่วยกำหนดกรอบในการเขียน

ส่วนในขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา (Analyzing the problem) ดูว่าเราต้องทำอะไร (Determining what to do) การนำแผนไปปฏิบัติ (Implement the plan) และ ประเมินความคืบหน้า (Evaluating progress) เรามีเครื่องมืออีกหลายตัวเข้ามาช่วยในการทำงาน เช่น

Continue reading
  141 Hits
  0 Comments
141 Hits
0 Comments

การวิเคราะห์ข้อมูลแบบแมตริกซ์ (Matrix Data Analysis)

ในผังแมตริกซ์ที่เราคุยกันผ่านมาแล้วนั้น เราเน้นไปที่การดูความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มของตัวแปรว่า มีมาก ปานกลาง หรือ น้อย แต่บางกรณีเราต้องการการตัดสินใจที่อาศัยตัวเลขที่มาจากการให้ค่าน้ำหนักในความสำคัญของข้อมูล ในแง่นี้เราควรจะใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบแมตริกซ์

การสร้างตารางก็จะเหมือนกับผังแมตริกซ์ที่ผ่านมา เพียงแต่เราจะแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะของตัวเลข … เราลองมาดูจากตัวอย่างง่าย ๆ สักตัวอย่างหนึ่ง

สมมติว่า เรามีตัวเลือกในการซื้อโทรศัพท์มือถืออยู่ 4 ยี่ห้อ คือ A, B, C และดี และเรามีเกณฑ์ที่นำมาใช้ตัดสินใจคือ น้ำหนักเบา แบตเตอรีใช้ได้นาน ความละเอียดของจอภาพ คุณภาพของเสียง ขนาดเหมาะมือ (เมื่อถือมือเดียว) โปรแกรมที่ติดตั้งให้มา และ ราคาไม่แพง

จากข้อมูลข้างต้นเราสามารถสร้างตารางแมตริกซ์ได้ดังรูปด้านล่าง

Continue reading
  67 Hits
  0 Comments
67 Hits
0 Comments

ผังโปรแกรมการตัดสินใจเชิงกระบวนการ (Process Decisions Program Chart) (2)

บล็อกนี้เรามาดูตัวอย่างกัน โดยผมขอเอาตัวอย่างจากบล็อกที่แล้วมาใช้นะครับ …

สมมติก่อนว่า ปัจจุบันนี้ เราไม่มีโปรแกรมออกรายงานโดยอัตโนมัติทำให้เราต้องทำรายงานด้วยมือ จึงเสียเวลาและเกิดข้อผิดพลาด ดังนั้นเราต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อออกรายงานโดยอัตโนมัติขึ้นมาใช้งาน …

ทีมได้เขียนวัตถุประสงค์ (Goal) ลงในบัตรข้อมูลว่า “ทำรายงานโดยอัตโนมัติ” แล้วแปะลงด้านล่างของแผ่นกระดาษ/พื้นโต๊ะ/ฝาผนัง และเขียนจุดเริ่มต้นซึ่งเป็นสถานการณ์ปัจจุบันลงในบัตรข้อมูลว่า “เสียเวลาทำรายงานด้วยมือ” แล้วนำไปแปะเอาไว้ด้านบนให้ตรงกัน โดยเว้นที่ระหว่างกลางเอาไว้

จากนั้นทีมได้ช่วยกันระดมความคิดว่า จาก Start ไปบรรลุ Goal นั้น ต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างและเขียนลงในบัตรข้อมูล  จากนั้นสมาชิกของทีมได้ช่วยกันนำบัตรข้อมูลไปแปะอยู่ระหว่าง Start กับ Goal โดยเรียงกันไปตามลำดับ … สมมติว่า ได้ออกมาดังรูป

Continue reading
  54 Hits
  0 Comments
54 Hits
0 Comments

ผังโปรแกรมการตัดสินใจเชิงกระบวนการ (Process Decisions Program Chart) (1)

เวลาเราวางแผนจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็มักจะเขียนเรื่องที่ต้องทำเป็นบล็อก (Block) เรียงกันไป เช่น ทำ A แล้วก็ไปทำ B แล้วก็ไปทำ C ไปเรื่อย ๆ … ทีนี้ถ้าแต่ละบล็อกมันมีปัญหา หรือ มีอุปสรรคกีดขวางขึ้นมา เราก็ต้องเสียเวลามาคิดหาทางแก้ไข … อันนี้ก็ทำให้เสียเวลา

ในบล็อกผังลูกศรนั้น เราจะกำหนดเส้นทางที่วิกฤติได้ และหมายเอาว่า งานในเส้นทางที่วิกฤติก็คืองานที่ไม่สามารถล่าช้าได้เลย เพราะจะทำให้โครงงานในภาพรวมล่าช้าไปด้วย … ถ้าเราคิดเอาไว้ก่อนล่วงหน้าว่า แต่ละงานที่เราต้องทำนั้นมันน่าจะเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอะไรขึ้นบ้าง แล้วเราวางแผนแก้ไขเอาไว้ล่วงหน้า … ตรงนี้ก็จะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า เราต้องทำอะไรเมื่อสิ่งนั้น ๆ เกิดขึ้น …มันเป็นการช่วยลดความเสี่ยงเอาไว้แต่เนิ่น ๆ … นี่แหละครับคือแนวทางการนำผังโปรแกรมการตัดสินใจเชิงกระบวนการมาใช้งาน

ผังโปรแกรมการตัดสินใจเชิงกระบวนการถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ช่วยหาแนวทางในการจัดการกับปัญหา หรือ อุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการทำงานของแผนงาน เพื่อช่วยให้แผนงานนั้นบรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมายที่กำหนดไว้

ข้อดีของ Process Decisions Program Charts (PDPC’s)

1) ช่วยให้ทีมสามารถระบุจุดที่อาจเกิดปัญหา หรือ อุปสรรค ได้ตั้งแต่เริ่มทำการวางแผน

Continue reading
  46 Hits
  0 Comments
46 Hits
0 Comments

ผังแกนต์ (Gantt Chart)

ในบล็อกที่ผ่านมา เราได้อนุกรมของกิจกรรมที่ต้องทำพร้อมระยะเวลาแล้ว เวลาเราลงมือทำจริง ๆ มันต้องมีการกำหนดเวลาเริ่มต้น เวลาแล้วเสร็จ ลงไปในปฏิทิน และมีการติดตามผลว่า กิจกรรมต่าง ๆ ดำเนินไปถึงไหนแล้ว … ผังแกนต์ หรือ Gantt Chart จะนำมาใช้เพื่อช่วยเรื่องนั่นแหละครับ

ผังแกนต์เป็นผังที่ช่วยในเรื่องการกำหนดเวลาทำงาน โดยมีการกำหนดหัวข้อกิจกรรม หรือ การดำเนินงานต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลา โดยอาศัยเส้นแถบ (Bar) แสดงให้เห็นตามแนวนอนดังรูปด้านล่าง

จากรูป เราจะเห็นว่า แถวด้านบนเป็นสุดก็จะเป็น “ระยะเวลา” ที่เราดำเนินกิจกรรม เราจะใส่เป็นวัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือ ตัวเลขตามปฏิทินก็ได้ … ส่วนคอลัมน์ด้านซ้ายสุดที่ชื่อ "กิจกรรม" เราก็จะใส่ชื่อกิจกรรมลงไป โดยเราจะใช้แถบเส้นแสดงระยะเวลาที่ต้องทำกิจกรรมเอาไว้ให้ตรงกัน จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่า กิจกรรมที่ 1 เป็นกิจกรรมแรกที่ต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มกิจกรรมที่ 2 โดยใช้เวลาทำ 1 สัปดาห์ กิจกรรมที่ 2 จะเริ่มที่ต้นสัปดาห์ที่ 2 และต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ในขณะเดียวกัน พอเริ่มสัปดาห์ที่ 3 เราต้องทำกิจกรรมที่ 3 ขนานไปกับกิจกรรมที่ 2 โดยต้องแล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ (หรือ พร้อมกับกิจกรรมที่ 2) จากนั้นจึงเริ่มกิจกรรมที่ 4

เวลานำไปใช้งาน เราก็ต้องมาร์กตามเวลาที่ดำเนินไป มันก็ต้องมีการแสดงให้เห็นว่า แผนที่วางไว้เป็นแบบนี้ ตอนนี้มาถึงไหนแล้ว … เราอาจเปลี่ยนสีของแถบเส้น

Continue reading
  70 Hits
  0 Comments
70 Hits
0 Comments

ผังลูกศร (Arrow Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราพูดเรื่องหลักการกันไปแล้ว คราวนี้เราลองมาดูตัวอย่างกันบ้างนะครับ …

สมมติว่า ทีมได้มอบหมายให้พัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อออกแบบรายงานขึ้นมาโปรแกรมหนึ่ง ทีมจึงได้ช่วยกันระดมความคิดกิจกรรมที่ต้องทำพร้อมเวลาที่ต้องใช้ทำกิจกรรมออกมาดังนี้

1. รวบรวมความต้องการ       5             วัน

2. ออกแบบรายงาน              5              วัน

3. ออกแบบหน้าจอ               6              วัน

Continue reading
  55 Hits
  0 Comments
55 Hits
0 Comments

ผังลูกศร (Arrow Diagram) (1)

เรามาคุยกันหน่อยไหมว่า เรามาถึงไหนกันแล้ว …

เมื่อข้อมูลที่เราได้มานั้นเป็นข้อมูลเชิงคำพูด (เช่น เกิดจากการระดมความคิดของสมาชิกในทีมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา) ข้อมูลเหล่านั้นเกิดจากความรู้สึกของสมาชิกแต่ละคนและมีจำนวนมาก จนอาจทำให้เราสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เราควรจัดกลุ่ม/หมวดหมู่ข้อมูลเสียก่อนเพื่อให้ดูง่าย … ตรงนี้เราจะใช้ผังกลุ่มเชื่อมโยง (Affinity Diagram) เข้ามาช่วยครับ … แต่ถ้าข้อมูลมันมีความเป็นเหตุเป็นผล (Logic) ซึ่งกันและกัน ก็ให้ใช้ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) มาแสดงถึงความสัมพันธ์ของข้อมูล (เรื่องนี้เกิดขึ้น แล้วจึงทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แล้วทำให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น)

พอทำตรงนี้เสร็จ เราจะสามารถมองปัญหาและความซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ต่อไปเราก็จะเดินไปสู่ขั้นตอนในการตัดสินใจและแก้ปัญหาครับ … ตรงนี้เราจะมีเครื่องมือช่วยในขั้นตอนนี้อีกสองตัว โดยเราจะใช้ผังแมตริกซ์ (Matrix Diagram) มาแม็พ (map) เพื่อช่วยตัดสินใจ ช่วยดู ว่าแนวทางการแก้ปัญหานั้นมันสัมพันธ์กับความต้องการของเราหรือไม่ หรือ มันสอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ และเราจะใช้ผังต้นไม้ (Tree Diagram) เพื่อแยกย่อยวัตถุประสงค์หรือแนวทางการแก้ปัญหาให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น

ต่อจากนี้ เราก็ต้องจัดทำแผนซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนในการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหา (หรือกิจกรรมที่ต้องทำ) เรียงกันไปตามลำดับเวลา … เราก็จะมีเครื่องมาช่วยอีกแหละครับ โดยเราจะใช้ผังลูกศร (Arrow Diagram) เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมที่ต้องทำตามแผนที่วางเอาไว้ตามลำดับเวลา และเราจะใช้ผังขั้นตอนการตัดสินใจในกระบวนการ (Process Decision Program Chart, PDPC) มาใช้วางแผนฉุกเฉินและความไม่แน่นอนที่เราคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า

Continue reading
  76 Hits
  0 Comments
76 Hits
0 Comments

ผังแมตริกซ์ (Matrix Diagram) (2)

เรามาคุยกันในผังแมตริกซ์ที่เหลือกันครับ …

3) แมตริกซ์รูปตัววาย (Y-Type Matrix) ก็เกิดมาจากการนำแมตริกซ์รูปตัวแอล 3 ตารางมาประกบกัน หรือ ถ้าพูดให้สืบเนื่องกับข้อ 2) ก็คือ เกิดมาจากการนำแมตริกซ์รูปตัวที 3 มาประกบกับแมตริกซ์รูปตัวแอล ดังนั้น มันจึงต้องมีข้อมูลอยู่ 4 ชุดด้วยกัน (คือ A, B, C, D) โดยมีข้อมูล 2 ชุดเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างข้อมูลอีกสองชุด (B จะเป็นตัวเชื่อมระหว่าง A กับ C และ A จะเป็นตัวเชื่อมระหว่าง B กับ D) …แต่เราดูความสัมพันธ์แค่สามด้านเท่านั้น (ในที่นี้คือ A กับ D …. A กับ B …. B กับ C)

อาจจะนึกภาพไม่ออก … ลองดูนึกภาพตัวอักษร “X” ดูครับ … พอเราตัดขาด้านล่างของตัว X ทิ้งไปขาหนึ่ง (เราไม่ดูความสัมพันธ์ในส่วนนี้) แล้วขยับขาที่เหลือมาอยู่ตรงกลาง … มันก็จะเป็นตัว “Y” นะครับ

สมมติว่า ผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง รู้ว่าลูกค้าต้องการในเรื่อง “On – time delivery (การจัดส่งให้ทันเวลา)” และ “Product availability (การมีสินค้าพร้ออมขาย)” เขาอยากรู้ว่า ส่วนนี้มันไปสัมพันธ์กับเรื่องอะไรบ้าง และแผนกใดต้องเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง … เขาจึงตั้งทีมทำงานขึ้นมาเพื่อดูเกี่ยวกับเรื่องนี้

Continue reading
  60 Hits
  0 Comments
60 Hits
0 Comments

ผังแมตริกซ์ (Matrix Diagram) (1)

ผังแมตริกซ์นี้ เรามักนำมาใช้ในการทำให้ปัญหามีความชัดเจนมากขึ้นโดยนำข้อมูลที่เกิดจากการคิดแบบหลาย ๆ มิติมาเปรียบเทียบกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มข้อมูลในมิติของความต้องการของลูกค้า ถูกนำมาเปรียบเทียบกับ กลุ่มข้อมูลในมิติของการออกแบบ ทั้งนี้ก็เพื่อดูว่า ข้อมูลในสองมิตินี้มันมีความสัมพันธ์กันมากน้อยอย่างไร หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งที่ออกแบบขึ้นมานั้น มันตรงกับความต้องการของลูกค้ามากน้อยเพียงใด

เราเปรียบเทียบได้แค่ข้อมูลสองมิติเท่านั้นหรือ … ไม่ครับ … เราจะเปรียบเทียบแบบสามมิติ (เช่น มิติความต้องการของลูกค้า กับ มิติการออกแบบ กับ มิติกระบวนการผลิต) หรือ สี่มิติก็ได้ … ดังนั้น เราจึงมีผังแมตริกซ์ให้เลือกใช้หลายแบบ ดังรูปด้านล่าง

ข้อดีของแผนผังแมตริกซ์โดยสรุปก็คือ ช่วยให้เราสามารถนำข้อมูลจากความคิดมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมองความสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้ปัญหาโดยรวมและตัดสินใจได้ทันที

ทีนี้ เราจะใช้แผนผังแมตริกซ์เมื่อไร

Continue reading
  62 Hits
  0 Comments
62 Hits
0 Comments

ผังต้นไม้ (Tree Diagram) (2)

เรามาสมมติตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น สมมติว่า ผู้จัดการร้านอาหารต้องการให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในร้านอาหารของเขา เขาจึงตั้งทีมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ (ตัวอย่างเราก็เอาแบบง่าย ๆ นะครับ)

1) เพื่อให้ประโยคเป้าหมายสั้น กระชับ เข้าใจได้ง่าย ทีมจึงเขียนลงในบัตรข้อมูลว่า “ลูกค้าพึงพอใจร้านอาหาร” จากนั้นก็ไปแปะเอาไว้ซ้ายมือ ตรงกลาง ของแผ่นกระดาษขนาดใหญ่

ถ้าเป้าหมายนี้มีข้อจำกัด หรือ ข้อกำหนด หรือ เงื่อนไขใด ๆ ก็ให้เขียนข้อความเหล่านั้นลงในบัตรข้อมูลอีกใบหนึ่งแล้ววางลงด้านล่างของบัตรเป้าหมาย … ในที่นี้สมมติว่า ไม่มีก็แล้วกันนะครับ

2) จากนั้นสมาชิกก็ช่วยกันระดมความคิดเพื่อหาว่ามีวิธีการใดบ้างที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายนั้น ซึ่งในขั้นตอนนี้เราจะได้ “มาตรการขั้นที่ 1” ออกมา เราก็นำไปแปะเอาไว้บนกระดาษทางด้านขวาของเป้าหมายให้ทุกคนมองเห็น

Continue reading
  68 Hits
  0 Comments
68 Hits
0 Comments

ผังต้นไม้ (Tree Diagram) (1)

ผังความสัมพันธ์ที่เราคุยกันผ่านมาแล้วนั้นจะใช้เป็นตัวบอกถึงปัญหาต่าง ๆ รวมถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในเชิงเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นก็จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น พอมาถึงการแก้ปัญหาเราก็ต้องการผังที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อให้การแก้ปัญหาสำเร็จลุล่วงไปตามที่เราต้องการ … ผังต้นไม้ หรือ Tree Diagram จะนำมาใช้ในลักษณะนี้

กล่าวโดยรวมแล้ว ประโยชน์ของผังต้นไม้ก็คือ ใช้ผลักดันแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ช่วยให้พัฒนาแนวทางที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันได้อย่างเป็นระบบชัดเจน ทำให้สมาชิกเข้าใจ เกิดความมั่นใจ และตกลงกันได้ง่าย

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เราจะใช้ผังต้นไม้ เมื่อต้องการแก้ปัญหาโดยมีการกำหนดแนวทางเอาไว้อย่างเป็นระบบ โดยแสดงความสัมพันธ์ของปัญหากับมาตรการแก้ไขในรูปของแผนผังที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และ เมื่อต้องการให้สมาชิกมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการลงมติหรือตัดสินใจ ... รูปร่างหน้าตาของผังต้นไม้เป็นดังรูปด้านล่าง

วิธีการสร้างผังต้นไม้

Continue reading
  73 Hits
  0 Comments
73 Hits
0 Comments

ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราก็คุยกันเรื่องหลักการหรือแนวทางในการสร้างผังความสัมพันธ์ บล็อกนี้เรามาดูตัวอย่างกันนะครับ … สมมติว่า ผู้จัดการของบริษัทหนึ่งเป็นกังวลใจว่า การออกแบบสินค้ารุ่นใหม่ ๆ ของบริษัทมักจะไม่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในท้องตลาดสักเท่าใดนัก เขาจึงตั้งทีมงานขึ้นมาแก้ปัญหานี้

1) หลังจากสมาชิกของทีมงานได้เข้าใจถึงประเด็นปัญหาแล้ว ก็ได้ตั้งหัวข้อว่า “สินค้าใหม่ที่ออกสู่ตลาดไม่เป็นที่นิยมของลูกค้า” … จากนั้นทีมก็ได้เขียนหัวข้อวางลงตรงกลางแผ่นกระดาษขนาดใหญ่ (หรือ โต๊ะ หรือ ผนัง ก็แล้วแต่สะดวก)

2) จากนั้นสมาชิกได้ช่วยกันระดมความคิดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แล้วก็เขียนความคิดลงไปในบัตรข้อมูล โดยเขียนบัตรละความคิดตามที่เราเคยทำผ่านมาแล้วในเรื่องของ Affinity Diagram นั่นแหละครับ … จากนั้นสมาชิกก็นำไปบัตรข้อมูลที่เขียนความคิดลงไปแล้วไปวางเรียงกันบนแผ่นกระดาษ (หรือ โต๊ะ หรือ ผนัง) เพื่อให้ทุกคนมองให้ได้ทั่วกัน

Continue reading
  75 Hits
  0 Comments
75 Hits
0 Comments

ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (1)

ย้อนกันสักนิด … เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ว (เช่น จากการระดมสมอง) ถ้าข้อมูลนั้นเราไม่สนใจในความเป็นเหตุเป็นผล (ไม่ว่ามันจะมี หรือ ไม่มีก็ตาม) เราจะเลืกใช้ผังเชื่อมโยงมาจับกลุ่ม แต่ถ้าข้อมูลนั้นเป็นตรรกะหรือเป็นเหตุเป็นผลกัน (และเราต้องการดูในลักษณะนั้น) เราจะใช้ผังความสัมพันธ์เข้าช่วยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในเชิงอันนี้เกิดแล้วอันนี้จึงเกิดที่แฝงอยู่ …

แผนผังความสัมพันธ์ คือ แผนผังที่นำข้อมูลที่ได้จากการระดมความคิด มีอธิบายให้เป็นเหตุเป็นผลที่มีความเป็นตรรกะมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับแก้ไขเรื่องยุ่งยากโดยการคลี่คลายการเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล (Logical connection) ระหว่างสาเหตุและผลที่เกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกัน (หรือ วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ที่จะบรรลุความสำเร็จในเรื่องนี้)

แม้ว่าผังความสัมพันธ์นี้มีความคล้ายคลึงกับผังแสดงเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) คือใช้ดูว่าแต่ละส่วนย่อย ๆ ของปัญหา หรือ สาเหตุที่เกิดขึ้นนั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ผังความสัมพันธ์จะสามารถแสดงความเชื่อมโยงทุก ๆ หน่วยย่อยของปัญหาให้สัมพันธ์กันทุกด้านทุกมุม แต่ผังแสดงเหตุและผลนั้นจะแสดงความสัมพันธ์ของสาเหตุซึ่งเป็นก้างปลาหนึ่งก้างกับปัญหาที่หัวปลาหนึ่งปัญหาเท่านั้น โดยที่สาเหตุแต่ละก้างปลามิได้แสดงความสัมพันธ์กันเลย กล่าวคือ เราจะไม่เห็นความสัมพันธ์กันของ Machines, Methods, Materials, Measurements, Environment และ People เลย … นี่คือจุดอ่อนจุดหนึ่งของผังก้างปลา

ในลักษณะนี้ จึงกล่าวได้ว่าข้อดีของแผนผังความสัมพันธ์ก็เช่น ทำให้ทีมมองเห็นภาพพจน์ของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนในขั้นตอนการวางแผน ทำให้สมาชิกของทีมเกิดการการพัฒนาและ/หรือเปลี่ยนกระบวนการคิดของพวกเขาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมสามารถกำหนดลำดับความสำคัญเพื่อชี้บ่งได้อย่างแม่นยำเพราะมองปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ของหลายสาเหตุได้อย่างชัดเจน ในที่สุดก็จะทำให้สามารถลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้ง่าย

Continue reading
  144 Hits
  0 Comments
144 Hits
0 Comments

ผังความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interrelationship Diagram)

ผังนี้ไม่อยู่ในกลุ่ม 7 (New) QC Tool นะครับ … แต่ผมหยิบมาเล่าให้ฟัง เพราะบางทีมันอาจจะต้องใช้ต่อเนื่องกันไปกับผังเชื่อมโยง … ผมจะอธิบายแค่พอเข้าใจผ่านทางการยกตัวอย่างก็แล้วกัน

ผังความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interrelationship Diagram) ใช้ระบุและสำรวจความสัมพันธ์เชิงความเป็นเหตุเป็นผล (Cause and Effect) ระหว่างแนวคิดหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน โดยมันแสดงให้เห็นว่าทุกความคิดสามารถเชื่อมโยงเชิงกับความคิดอื่น ๆ ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ตรงนี้มันจะช่วยให้ทีมงานเกิดการคิดออกไปด้านข้าง (Lateral thinking) ทำให้มองเห็นบางสิ่งที่แฝงอยู่ เทคนิคนี้มักจะใช้หลังจากผังเชื่อมโยงได้ทำให้แสดงการจัดกลุ่มของเรื่องราวหรือปัญหาแล้ว

ย้อนกลับไปหน่อยครับ … จากบล็อกที่แล้ว สมมติว่าเราได้เรื่องที่จำเป็นต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ออกมาดังรูป

(เพื่อให้มีข้อมูลมากหน่อย ตอนนำมายกตัวอย่าง) สรุปได้ก็คือ Customer Value, Work Environment, Customer Service, ROI, Technology, Product Innovation … พอผู้จัดการได้ข้อมูลเหล่านี้ ก็เกิดคำถามว่า ที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ตัวใดมันมันส่งผลต่อตัวใด ตัวใดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จะได้ขับเคลื่อนไปได้อย่างถูกต้อง ผู้จัดการจึงขอให้ทีมช่วยทำการยืนยันให้หน่อย … ทีมได้ตัดสินใจใช้ Interrelationship Diagram เข้ามาช่วย โดยทีมได้เขียนเรื่องต่าง ๆ ลงในกระดาษดังนี้

Continue reading
  86 Hits
  0 Comments
86 Hits
0 Comments

ผังเชื่อมโยง (Affinity Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราคุยกันถึงแนวทางในการทำ Affinity Diagram หรือ ผังเชื่อมโยงกันแล้ว ... บล็อกนี้เรามาดูผ่านทางตัวอย่างกันบ้างนะครับ

ผมขอสมมติว่า บริษัทหนึ่งต้องการจะทำการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยผู้จัดการทราบดีว่า พนักงานในองค์กรย่อมได้ข้อมูลต่าง ๆ มาจากลูกค้าบ้าง ซัพพลายเออร์บ้าง เพื่อนคู่ค้าบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ตัวผู้จัดการจึงอยากให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมโดยช่วยกันคิดว่า เรื่องที่ต้องนำมากำหนดในวิสัยทัศน์ขององค์กรควรจะมีเรื่องใดบ้าง ผู้จัดการจึงได้ตั้งทีมขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้

หลังจากได้ตั้งทีมขึ้นมาและได้เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นแล้ว (เช่น บัตรข้อมูล) ก็ดำเนินการประชุม … เรามาดูฉากสถานการณ์ (ที่ผมสมมติขึ้นมา) กันครับ

1) ขั้นตอนแรกก็ทำการกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะช่วยกันระดมความคิด (ซึ่งเราทราบอยู่แล้ว ตามที่สมมติขึ้นมา)

เรากำหนดประเด็นไว้ว่า “เรื่องใดบ้างที่จำเป็นต่อการกำหนดวิสัยทัศน์” … ดังนั้นหัวหน้าทีม (ซึ่งอาจจะเป็นผู้จัดการ หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมาย) ก็ต้องอธิบายให้สมาชิกในที่ประชุมเข้าใจว่า ประเด็นของเรื่องคืออะไร และต้องการอะไรจากการประชุมในครั้งนี้ … สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสมาชิกผู้จะมาช่วยระดมความคิดไม่เข้าใจเรื่อง ปม ประเด็น ที่ยกขึ้นมาแล้ว การคิดมันก็จะไปคนละทิศคนละทาง

Continue reading
  110 Hits
  0 Comments
110 Hits
0 Comments

ผังเชื่อมโยง (Affinity Diagram) (1)

อธิบายกันง่าย ๆ ก่อนนะครับ … ผังเชื่อมโยงจะเป็นผังที่แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกิดจากความคิด (Idea) ทั้งหลาย (ที่เกิดจากการระดมความคิด … ด้านซ้ายมือ) เข้าด้วยกันเป็นกลุ่ม หรือ หมวดหมู่ … แล้วก็สร้างข้อความใหม่ขึ้นมา (Heading) เพื่อใช้แทนข้อมูลกลุ่มนั้น ๆ (ด้านขวามือ)

ตามที่กล่าวมาข้างต้น เราจะใช้ผังเชื่อมโยงสำหรับการจับกลุ่มประเด็นปัญหาในสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิง เพื่อสร้างภาพของปัญหาและทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วค่อยคิดแนวทางการแก้ปัญหาขึ้นมา … หรือกล่าวในภาพรวมได้ว่า เราจะใช้ผังเชื่อมโยงเพื่อ

1) ใช้รวบรวมข้อมูลจำนวนมากที่เกิดจากการซักถาม พูดคุย หรือ ระดมความคิด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลในเชิงคำพูดที่ได้มาจาก แนวความคิด ความเห็น เรื่องราวต่าง ๆ (ซึ่งก็คือด้านซ้ายของภาพบน)

2) จากนั้นก็ทำการจัดข้อมูลให้เป็นกลุ่มโดยอาศัยความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่ควรเป็น (natural relationship) อันเอื้อต่อการนำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบของปัญหาต่อไป (มันก็คือด้านขวาของภาพบนนั่นเอง)

Continue reading
  171 Hits
  0 Comments
171 Hits
0 Comments

7 (New) QC Tools

ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นเราสามารถเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขได้ เราก็สามารถนำ 7 QC Tools ที่เราคุยกันผ่านมาแล้วนั้น มาใช้ได้ ... แต่บางปัญหามันก็ไม่มีข้อมูลเป็นตัวเลขให้นำมาวิเคราะห์ จะทำอย่างไรล่ะทีนี้ ...

สมมติว่า ผู้จัดการบริษัทหนึ่งพบว่าพนักงานของบริษัทลาออกมากจังเลย เขารู้สึกเป็นกังวลและอยากจะให้มีการตั้งทีมงานมาแก้ปัญหานี้ และขอสมมติต่อไปอีกว่า บริษัทนี้มีการทำการสัมภาษณ์พนักงานเมื่อยื่นใบลาออก (Exit interview) ว่า เขาไม่ค่อย Happy ในเรื่องใด หรือ อะไรเป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจลาออก … เราจะเห็นว่าข้อมูลที่ได้มานั้นจะเป็นข้อมูลที่ได้มาจากการเล่าให้ฟัง หรือ ข้อมูลเชิงคำพูดทั้งสิ้น

แน่นอนแหละครับ การพูดคุยกับพนักงานสัก 20 คน มันก็ย่อมได้คำตอบออกมามากกว่า 20 คำตอบ… บางคำตอบนั้นดู ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น เงินเดือนน้อย เงินไม่พอใช้ ค่าใช้จ่ายสูง อะไรแบบนี้ … เพื่อให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น เราจะจับกลุ่มคำตอบให้เป็นหมวดหมู่ได้ไหม เราสามารถดูความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านี้ได้ไหม

เมื่อเราเห็นกลุ่มหรือขอบเขตของปัญหาแล้ว เราก็สามารถคิดวิธีการแก้ปัญหาขึ้นมาได้ง่ายขึ้น (เช่น แทนที่เราจะไปมองปัญหาว่าเกิดจากสามเรื่องคือ เงินเดือนน้อย เงินไม่พอใช้ ค่าใช้จ่ายสูง เราก็จัดกลุ่มของสามเรื่องนี้ว่ามันมาจากเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือน อย่างนี้เป็นต้น) เราสามารถดูความสัมพันธ์ของวัตถุประสงค์ที่ต้องการกับแนวทางในการแก้ปัญหาว่าสอดคล้องกันหรือไม่ได้ไหม หรือ เราวางแผนฉุกเฉินและความไม่แน่นอนที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ไหม

Continue reading
  154 Hits
  0 Comments
154 Hits
0 Comments

การใช้ Excel สร้างผังการกระจาย (Scatter Diagram)

บล็อกนี้เรามาคุยกันในเรื่องของการใช้ Excel มาสร้างผังการกระจายกัน ... ก็คงต้องเริ่มด้วยการสร้างข้อมูลของตัวแปร X และ Y ใน Excel ตามรูปด้านล่างก่อนนะครับ

เมื่อพิมพ์ข้อมูลเสร็จแล้ว ก็เริ่มด้วยทำการกำหนดให้ Excel รู้ว่า ตัวแปรที่เราต้องการสร้างกราฟอยู่ที่ใด ... เราก็ทำการเลือกตามรูป โดยเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่เซลล์ B3 แล้วกดปุ่มซ้ายของเมาส์ค้างไว้ จากนั้นก็ลากไปจนถึงเซลล์ C13 แล้วจึงปล่อยปุ่มซ้าย … Excel จะไฮไลต์คอลัมน์ของตัวแปร X และ Y ที่เราเลือก (ตามกรอบสี่เหลี่ยมสีแดง) ที่แสดงไว้

จากนั้นก็เลื่อนเมาส์มาเลือก Insert ที่เมนูด้านบน  

แล้วก็คลิกเลือกกราฟ Scatter … Excel จะให้เมนูย่อยออกมา จากนั้นก็คลิกเลือกรูปด้านซ้ายมือสุดตามที่ผมวงสีแดงเอาไว้ เราก็จะได้ผังการกระจายออกมา

Continue reading
  172 Hits
  0 Comments
172 Hits
0 Comments

ผังการกระจาย (Scatter Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราได้ทำความเข้าใจถึงหลักการของผังการกระจายกันแล้ว ผมขอสรุปการนำมาใช้ง่าย ๆ ดังรูปด้านล่าง

รูปบน กระบวนการของเรามีสองอินพุตคือ X1 กับ X2 แต่มีเอาต์พุตเดียวคือ Y … ถ้าวันดีคืนดี ค่า Y มันผันแปรหรือเปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรจะเป็น คำถามก็คือ เจ้าการเปลี่ยนแปลงของ Y นี้มันมาจากการเปลี่ยนแปลงของ X1 หรือ X2 หรือ ทั้งคู่ … เราก็นำผังการกระจายมาพล็อตดูความสัมพันธ์ระหว่าง Y กับ X1 และ Y กับ X2 … ถ้า Y มันมีสัมพันธ์กับอินพุตไหนมาก ก็ตัวนั้นแหละครับ … ส่วนรูปล่างก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

คราวนี้เรามาดูการสร้างกันบ้าง …

วิธีการสร้างแผนผังการกระจายก็ง่าย ๆ ครับ เราออกแบบแผ่นบันทึกข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลของตัวแปร X กับ Y ที่เราต้องการนำมาพล็อตกราฟ แล้วก็ไปเก็บข้อมูล ว่ากันโดยทั่วไปก็ควรจะ 30 คู่หรือมากกว่า

Continue reading
  162 Hits
  0 Comments
162 Hits
0 Comments

ผังการกระจาย (Scatter Diagram) (1)

ผังการกระจายนี้ สำหรับผู้ทำงานในสำนักงาน มักจะไม่ค่อยได้ใช้ในการแก้ปัญหาสักเท่าใดนัก … หลายแห่งจึงตัดผังการกระจายออกไป แล้วเปลี่ยนเอาเรื่องกราฟและการใช้กราฟเข้าไปแทน (เช่น กราฟวงกลม กราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟเรดาห์ เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม ผมขออธิบายผังการกระจายก็แล้วกัน

ผังการกระจาย คือผังที่ใช้แสดงค่าของข้อมูลที่เกิดจาก 2 ตัวแปรว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีแนวโน้มไปในทางใด … อ่านแล้วยัง ๆ ก็นึกภาพไม่ออกหรอกครับ

เอาอย่างงี้ครับ …. สมมติว่า ผมเขียนสมการว่า Y = 0.5 + 2X

จากสมการที่ผมเขียนขึ้นมานี้ จะเรียก ตัวแปร X ว่าเป็น ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หรือ ค่าที่เราต้องทำการปรับเปลี่ยนไป และตัวแปร Y คือ ตัวแปรตาม (Dependent Variable) หรือผลที่เกิดขึ้นในแต่ละค่าที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวแปร X … สมมติว่า ผมให้ค่า X = 10, Y = 0.5 + (2 x 10) = 20.5 ถ้าผมให้ค่า X = 20, Y = 0.5 + (2 x 20) = 40.5 เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของตัวแปร Y นั้นย่อมมาจากตัวแปร X แน่ ๆ

Continue reading
  250 Hits
  0 Comments
250 Hits
0 Comments