MSITBlog

1 minute reading time (205 words)

ความรู้สึกถึงความเร่งด่วน (Sense of Urgency)

ตอนที่ผมทำงานในโรงงานใหม่ ๆ ผมจำได้ว่าวันหนึ่งผมเจ้านายฝรั่งของผมเดินหน้าตาแสดงอาการเบื่อหน่ายผ่านโต๊ะทำงานของผม ผมก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหน้าตาถึงออกอาการอย่างนี้ ท่านก็บ่นเรื่องงานที่ลูกค้าเร่งรัดเพราะต้องเอาสินค้าไปออกบูตในงานแสดงสินค้าที่จองเอาไว้แล้ว แต่พวกเราดูไม่ค่อยกระตือรือร้นกันเลย เดี๋ยวก็ส่งงานไม่ทัน ลูกค้าก็ไม่มีสินค้าไปเปิดตัวในงาน เสียชื่อเสียงตายเลย แล้วก็บ่น ๆ ๆ

สุดท้ายผมได้ยินคำว่า เราจะทำอย่างไรให้พนักงานของเรามี Sense of Urgency ยูไปทางดูหน่อยซิ โถ เจ้านาย ผมก็เพิ่งได้ยินศัพท์คำนี้ครั้งแรกเหมือนกัน คงยังหาทางไม่เจอหรอก แต่ผมชอบนะ เพราะผมได้มีโอกาสเรียนรู้อีกแล้ว

ค้นไปค้นมาก็ไปเจอว่า John Kotter ได้เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “A Sense of Urgency” ผมก็ไปหามาอ่าน แล้วก็ไปคุยกับเจ้านายว่า Sense of Urgency ที่ยูพูดวันนั้น มันหมายถึงอย่างนี้ ๆ ใช่ไหม ท่านก็ตอบว่า You got it

ตามมุมมองของผมนั้น Sense of Urgency ก็คือ ความสามารถในการรับรู้ได้ว่าอะไรที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ทีนี้ผู้บริหารนั้น มันต้องรับรู้ถึงความเร่งด่วนในเรื่องอะไรละครับ มันก็ต้องเป็นเรื่องของความอยู่รอดขององค์กร หรือ การเอาชนะคู่แข่ง หรือ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในสภาพการณ์ที่ (การตลาด การแข่งขัน … ) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ถ้าผู้บริหารไม่มี Sense of urgency หรือไม่สามารถรับรู้ว่าเรื่องอะไรต้องทำก่อน ต้องทำอย่างเร่งด่วนแล้ว ก็อาจจะทำให้องค์กรตกยุค หลุดกระแสความนิยม จนถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

ยิ่งยุคนี้มันเป็นยุค 4.0 ที่วิ่งด้วยดิจิทัล มันเร็วถึงใจพระเดชพระคุณ ลูกค้าอยากได้อะไร ต้องเร็ว ต้องไว เขาไม่อดทนรอหรอกครับ เขาจึงต้องการอะไรที่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงบอกถึง Demand ของเขา ดังนั้น ยุคสมัยมันจึงกลายเป็น Demand Driven (องค์กรถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการของลูกค้า) ไปแล้ว

การมัวแต่รอคิด รอทำ รอจังหวะ มันไม่ทันกินแล้ว เพราะลูกค้าเขาไม่รอด้วย เขาเลือกที่จะไปหาผู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้เร็วกว่า ไวกว่า ดีกว่า นี่แหละครับจึงทำให้ Sense of urgency มีความสำคัญมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ในหนังสือของ John Kotter ที่ชื่อ “A Sense of Urgency” ได้อธิบายวิธีการสร้าง Sense of urgency เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน พอยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างดังนี้

1) ทำให้คนในองค์กรรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ง่าย ๆ ก็คือ เลิกหลงตัวเองว่าเรารู้ทุกเรื่องแล้ว ขอให้เปลี่ยนมาดูข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวดีกว่า เช่น ข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งต่าง ๆ รายงาน ข้อความทั้งหลาย ทั้งที่ได้มาจากภายนอกองค์กร เราจะได้รู้ว่าสภาพการณ์ข้างนอกเขาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่แข่งว่าเขาทำอะไรอยู่ เขาไปถึงไหนแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อก่อให้เกิดพลังขับดันในการแข่งขันไปสู่การทำให้ดีกว่าคู่แข่ง

2) แสดงพฤติกรรมตื่นตัวที่บอกถึงความเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง หมายถึง เลิกนิสัยการทำงานแบบสบายไปวัน ๆ เลิกติดสุขอยู่ใน Safety zone เราต้องเริ่มแสดงบทบาทความต้องการความเร่งด่วนอันเป็นการแสดงให้เห็นความสำคัญว่าทำไมต้องทำเรื่องนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนเห็นว่าถ้าไม่ทำ มันจะเกิดความเสียหายแก่องค์กร

3) มองวิกฤติให้เป็นโอกาส ในขณะที่คนเขามองว่าวิกฤติก็คือปัญหา เขาก็จะจมอยู่กับการแก้ปัญหา ถ้าเราสามารถสร้างโอกาสจากวิกฤตินั้นได้ มันจะเกิดความสามารถใหม่ ๆ ขึ้นมาซึ่งใช้เป็นพลังขยายโอกาสให้ใหญ่ขึ้นได้ (เพราะเราทำในขณะที่คนอื่นไม่ทำในเวลาที่เกิดวิกฤติ) เมื่อวิกฤติเกิดขึ้น ก็ให้ดูว่าจะแก้วิกฤติหรือสร้างโอกาสจากวิกฤตินั้นได้อย่างไร

4) รับมือกับคนที่ปฏิเสธและคัดค้านไปทุกเรื่อง ... ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมมีคนบางคนที่มองไม่เห็นความสำคัญของความเร่งด่วนจึงไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เราก็ควรพาเขาไปเจอกับสภาพแวดล้อมที่สำคัญ ๆ อันเป็นเรื่องของความเร่งด่วนต่าง ๆ เช่น ความบีบคั้นทางด้านเวลา ความเร่งรีบของลูกค้า หรือ ให้เขาเข้าไปทำงานในทีมที่เจอกับสถานการณ์เร่งด่วน เพื่อให้เขารับรู้ถึงสภาพนั้น ๆ และเข้าใจถึงความสำคัญของความเร่งด่วน  

จริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายวิธีด้วยกันที่สามารถนำมาพัฒนาให้ตัวเรามี Sense of Urgency แต่ละวิธีก็ไม่ยากเย็นอะไร ประเด็นมันอยู่ที่อยากจะสร้างมันขึ้นมาหรือไม่เสียละมากกว่า ผู้บริหารที่ไม่รู้สึก (หรือ ตระหนักรู้) ถึงการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร มองไม่เห็นความเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงที่ควรทำ (การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง) องค์กรของเขาจะยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร … 

 

เราได้กลิ่นที่กระตุ้นให้ทำการเปลี่ยนแปลงไหม
ปัจจุบันบ่งชี้อนาคต

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 18 July 2018