MSITBlog

1 minute reading time (243 words)

ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (1)

ย้อนกันสักนิด เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ว (เช่น จากการระดมสมอง) ถ้าข้อมูลนั้นเราไม่สนใจในความเป็นเหตุเป็นผล (ไม่ว่ามันจะมี หรือ ไม่มีก็ตาม) เราจะเลืกใช้ผังเชื่อมโยงมาจับกลุ่ม แต่ถ้าข้อมูลนั้นเป็นตรรกะหรือเป็นเหตุเป็นผลกัน (และเราต้องการดูในลักษณะนั้น) เราจะใช้ผังความสัมพันธ์เข้าช่วยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในเชิงอันนี้เกิดแล้วอันนี้จึงเกิดที่แฝงอยู่

แผนผังความสัมพันธ์ คือ แผนผังที่นำข้อมูลที่ได้จากการระดมความคิด มีอธิบายให้เป็นเหตุเป็นผลที่มีความเป็นตรรกะมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับแก้ไขเรื่องยุ่งยากโดยการคลี่คลายการเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล (Logical connection) ระหว่างสาเหตุและผลที่เกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกัน (หรือ วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ที่จะบรรลุความสำเร็จในเรื่องนี้)

แม้ว่าผังความสัมพันธ์นี้มีความคล้ายคลึงกับผังแสดงเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) คือใช้ดูว่าแต่ละส่วนย่อย ๆ ของปัญหา หรือ สาเหตุที่เกิดขึ้นนั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ผังความสัมพันธ์จะสามารถแสดงความเชื่อมโยงทุก ๆ หน่วยย่อยของปัญหาให้สัมพันธ์กันทุกด้านทุกมุม แต่ผังแสดงเหตุและผลนั้นจะแสดงความสัมพันธ์ของสาเหตุซึ่งเป็นก้างปลาหนึ่งก้างกับปัญหาที่หัวปลาหนึ่งปัญหาเท่านั้น โดยที่สาเหตุแต่ละก้างปลามิได้แสดงความสัมพันธ์กันเลย กล่าวคือ เราจะไม่เห็นความสัมพันธ์กันของ Machines, Methods, Materials, Measurements, Environment และ People เลย … นี่คือจุดอ่อนจุดหนึ่งของผังก้างปลา

ในลักษณะนี้ จึงกล่าวได้ว่าข้อดีของแผนผังความสัมพันธ์ก็เช่น ทำให้ทีมมองเห็นภาพพจน์ของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนในขั้นตอนการวางแผน ทำให้สมาชิกของทีมเกิดการการพัฒนาและ/หรือเปลี่ยนกระบวนการคิดของพวกเขาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมสามารถกำหนดลำดับความสำคัญเพื่อชี้บ่งได้อย่างแม่นยำเพราะมองปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ของหลายสาเหตุได้อย่างชัดเจน ในที่สุดก็จะทำให้สามารถลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้ง่าย

เมื่อใดจะใช้แผนผังความสัมพันธ์

1) เมื่อต้องการเชื่อมโยงทุกหน่วยย่อยของสาเหตุ และปัญหาให้ชัดเจนและมีเหตุผลยิ่งขึ้น เนื่องจากแผนผังความสัมพันธ์นี้จะทำให้เห็นสถานการณ์โดยรวมได้อย่างชัดเจน

2) เมื่อต้องการประเด็นที่สอดคล้องกันในกลุ่มสมาชิก

3) เมื่อต้องการรังสรรค์ความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาจากกลุ่มสมาชิก เพราะรูปแบบของแผนผังที่ไม่ตายตัว (แบบผังแสดงเหตุและผล) ทำให้สมาชิกมีอิสระในการจัดกลุ่มหาความสัมพันธ์ได้มากขึ้น

4) เมื่อต้องการกำหนดความสัมพันธ์ของปัจจัยแต่ละข้อ

5) เมื่อต้องการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างสมาชิกกลุ่มทุกคน

วิธีการสร้างแผนผังความสัมพันธ์

1) อธิบายถึงปัญหาในรูปแบบของ “Why isn’t something happening?” เช่น ทำไมไฟจึงไม่ติด ทำไมสินค้าจึงมีคุณภาพไม่ดี ทำไมแผนกเราจึงไม่บรรลุความคาดหวังที่กำหนดไว้ พูดง่าย ๆ ว่า ทำไมมันจึงไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นนั่นแหละครับ

ทีนี้เมื่อกำหนดแล้ว ท่านประธานหรือหัวหน้าก็ต้องอธิบายให้สมาชิกของทีมแก้ปัญหาเข้าใจอย่างชัดเจน จะได้คิดไปในกรอบของปัญหาเดียวกัน

2) จากนั้นก็ระดมความคิดแหละครับว่า มันมีสาเหตุใดที่ส่งผลกระทบถึงปัญหาที่กำหนดเอาไว้ เราจะวนถามไปเรื่อย ๆ แล้วก็บันทึกลงในบัตรข้อมูล หรือ จะให้สมาชิกคิดแล้วก็เขียนบัตรข้อมูลก็ได้ อย่าลืมนะครับ เขียนแต่ละสาเหตุลงบนบัตรข้อมูลใบหนึ่ง

3) จากนั้นสมาชิกก็นำบัตรข้อมูลมาแปะบนกระดาษแผ่นใหญ่ หรือ บนโต๊ะ หรือ ที่ผนัง

 แล้วสมาชิกก็ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้นจนกว่าจะมีใครคนใดคนหนึ่งเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลทั้งหมดนั้น มันมีลักษณะร่วมกันอย่างไร (เพื่อแบ่งกลุ่มเหมือนตอนเราทำ Affinity Diagram แหละครับ) แล้วก็ทำการรวมบัตรที่มีลักษณะเดียวกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน 

4) จากนั้นก็ใช้คำถาม “Why” ดูความเป็นเหตุเป็นผลในข้อมูลแต่ละกลุ่ม (เช่น เมื่อสิ่งนี้ (A) เกิด จึงทำให้สิ่งนั้น (B) เกิด สิ่งนั้น (B) เกิด จึงทำให้สิ่งโน้น (C) เกิด) เพื่อแบ่งลำดับความสำคัญเป็น Primary (A) , Secondary (B) และ Tertiary causes (C) … ตรงนี้ถ้าไม่ใช้ Why เข้าช่วย มันจะทำให้เราจะไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อน/หลัง เมื่อได้แล้ว ก็เชื่อมต่อบัตรทั้งหมดเข้าด้วยกันโดยอาศัยความสัมพันธ์ข้างต้น

5) ทำการวิเคราะห์ต่อไปจนกระทั่งสาเหตุทั้งหมดถูกบ่งชี้อย่างชัดเจน แล้วทบทวนผังทั้งหมดโดยเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุต่าง ๆ

6) จากนั้นก็เชื่อมต่อกลุ่มที่สัมพันธ์กันเข้าด้วยกันอีก

ผังที่สมบูรณ์ก็จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นดังรูปบัตรข้อมูลที่อยู่ติดกับ “Why doesn’t X happened? ก็จะเรียกว่าเป็น Primary Cause (ถ้าเป็นผังก้างปลาก็คือสาเหตุหลัก) ถัดออกไปก็จะเป็น Secondary Cause (สาเหตุรอง) ถัดออกไปก็จะเป็น Tertiary Cause (สาเหตุย่อย), 4th Level Cause (สาเหตุย่อย ๆ) , 5th Level Cause, ….

ที่เขียนให้ดูแบบนี้ก็เพื่อให้เข้าใจถึงลำดับความสำคัญของข้อมูลที่อนุกรมกันอยู่ เพราะสิ่งที่เราเห็นบนกระดาษ/โต๊ะ/ฝาผนังนั้น มันจะมีแต่บัตรข้อมูลวางเรียงกันแล้วเขียนลูกศรเชื่อมโยงบัตรข้อมูลเข้าด้วยกันด้วยปากกาเมจิก ... ส่วน Primary Cause, Secondary อะไรพวกนี้ เรามักจะเขียนกำกับเอาไว้ในภายหลัง (เหนือบัตรข้อมูล หรือ เขียนบนกระดาษเล็ก ๆ อีกแผ่นหนึ่งไปแปะเอาไว้) 

 เรามาสรุปการใช้ผังความสัมพันธ์ในเชิง Cause and Effect กันสักหน่อย ในเชิงของ Cause and Effect แล้ว เราจะลากลูกศรออกจากเหตุไปหาผล (Effect) เสมอ บัตรข้อมูลที่มีแต่ลูกศรออก จะเป็นสาเหตุรากเหง้า (Root Cause) ซึ่งจะต้องทำการแก้ไขก่อนเป็นลำดับแรกบัตรข้อมูลที่มีลูกศรเข้ามากกว่าลูกศรออก อาจจะก่อให้เกิดปัญหาแบบคอขวด สาเหตุใด ๆ ที่มันน่าสนใจสำหรับเรา เราจะใช้กรอบสี่เหลี่ยมสองเส้นล้อมรอบเอาไว้ เพื่อนำมาพิจารณาในลำดับต่อไป 

แล้วคุยกันต่อนะครับ

 

 

ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (2)
ผังความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interrelationship Diagr...

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 06 December 2019