MSITBlog

1 minute reading time (222 words)

ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (2)

บล็อกที่แล้ว เราก็คุยกันเรื่องหลักการหรือแนวทางในการสร้างผังความสัมพันธ์ บล็อกนี้เรามาดูตัวอย่างกันนะครับ สมมติว่า ผู้จัดการของบริษัทหนึ่งเป็นกังวลใจว่า การออกแบบสินค้ารุ่นใหม่ ๆ ของบริษัทมักจะไม่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในท้องตลาดสักเท่าใดนัก เขาจึงตั้งทีมงานขึ้นมาแก้ปัญหานี้

1) หลังจากสมาชิกของทีมงานได้เข้าใจถึงประเด็นปัญหาแล้ว ก็ได้ตั้งหัวข้อว่า สินค้าใหม่ที่ออกสู่ตลาดไม่เป็นที่นิยมของลูกค้า” … จากนั้นทีมก็ได้เขียนหัวข้อวางลงตรงกลางแผ่นกระดาษขนาดใหญ่ (หรือ โต๊ะ หรือ ผนัง ก็แล้วแต่สะดวก)

2) จากนั้นสมาชิกได้ช่วยกันระดมความคิดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แล้วก็เขียนความคิดลงไปในบัตรข้อมูล โดยเขียนบัตรละความคิดตามที่เราเคยทำผ่านมาแล้วในเรื่องของ Affinity Diagram นั่นแหละครับ จากนั้นสมาชิกก็นำไปบัตรข้อมูลที่เขียนความคิดลงไปแล้วไปวางเรียงกันบนแผ่นกระดาษ (หรือ โต๊ะ หรือ ผนัง) เพื่อให้ทุกคนมองให้ได้ทั่วกัน

3) จากนั้นสมาชิกของทีมก็ต้องช่วยกันจัดบัตรข้อมูลให้เป็นกลุ่ม โดยให้ข้อมูลที่มีลักษณะเดียวกัน (หรือ คล้ายกัน) มารวมกลุ่มเดียวกันแน่นอนครับ ขั้นตอนนี้มันก็ต้องมีการถกแถลงกัน มีการย้ายบัตรข้อมูลกันไปมาตามความเห็นของสมาชิกกันหลายรอบ ก็ใจเย็น ๆ กันครับ ทำไปจนกว่าจะมีความเห็นของสมาชิกไปทางเดียวกัน

ผมแสดงการจับกลุ่มโดยใช้เส้นประสีฟ้าล้อมรอบเอาไว้ โดยพิจารณาการจัดกลุ่มกันในเชิง การฟังเสียงลูกค้า (ก่อนการออกแบบ), การฝึกอบรมให้ความรู้ (ก่อนการออกแบบ), การออกแบบสินค้า, สินค้าหลังการออกแบบ และข้อมูลที่ไม่เข้ากับกลุ่มที่กล่าวมา ว่ากันจริง ๆ แล้ว ขั้นตอนที่ 2) และ 3) นี้จะคล้าย ๆ กับตอนที่เราทำผังความสัมพันธ์ (Affinity Diagram)

4) หลังจากสมาชิกได้จัดกลุ่มข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ให้สมาชิกช่วยกันดูบัตรข้อมูลในแต่ละกลุ่มโดยดูทีละใบเพื่อดูว่ามันเป็นเหตุเป็นผลกับบัตรข้อมูลใบอื่น ๆ บ้างหรือไม่ หากเป็นเหตุเป็นผลกันให้ลากลูกศร โดยให้หางลูกศรอยู่ที่บัตรข้อมูลอันเป็นเหตุ และหัวลูกศรอยู่ที่บัตรข้อมูลอันเป็นผล (ถ้าไม่เป็นเหตุเป็นผลกันก็ไม่ต้องโยง) ตรงนี้อาจจะต้องมีการเคลื่อนย้ายบัตรข้อมูลบ้างเพื่อให้ง่ายต่อการลากเส้นลูกศร สมาชิกก็ช่วยกันทำไปทีละกลุ่ม ๆ จนครบนะครับ

แม้ว่าสมาชิกจะได้ความสัมพันธ์เป็นขั้นเป็นตอนไปแล้ว แต่มันก็อาจจะยังไม่สมบูรณ์ในสายตาของสมาชิก เพราะว่าสาเหตุเหล่านั้นอาจจะมีความสัมพันธ์ขึ้นตรงต่อกันไปจนครบ หรือ มันอาจจะมีบางส่วนที่น่าจะเพิ่มเข้าไปเพื่อให้มันสมบูรณ์มากขึ้น หรือ อาจจะย้ายบางข้อมูลออกไปจากกลุ่มก็ได้ สมาชิกสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้นะครับ ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นเหตุเป็นผลของสาเหตุของปัญหาสมบูรณ์มากที่สุดในสายตาของสมาชิก

5) คราวนี้ สมาชิกจะดูความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มแล้วลากลูกศรเหมือนกับที่เราทำผ่านมาแล้ว (ผมใช้เส้นสีเขียวนะครับ)

6) จากนั้น เราก็มองหาบัตรข้อมูลใบที่มีลูกศรออกอย่างเดียว ซึ่งจะกลายเป็นสาเหตุรากเหง้าของปัญหา แล้วเขียนล้อมรอบบัตรข้อมูลนั้นด้วยเส้นทึบ (หรือ ทำให้มันมองเห็นได้ชัดเจนกว่าบัตรอื่น ๆ)

ต่อไปเราก็มองหาบัตรข้อมูลที่มีลูกศรเข้ามาก แต่มีลูกศรออกน้อยซึ่งมันน่าจะเป็นคอขวด เราจะใช้เส้นทึบสองเส้นเขียนล้อมรอบบัตรข้อมูลเอาไว้อันแสดงว่า มันน่าสนใจ มันน่าจะมีปัญหา เราจะมาดู มาแก้ ในภายหลัง

มีส่วนใดที่เราสนใจเป็นพิเศษ (เช่น เราไม่มีคู่มือมาตรฐานที่ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ ซึ่งจะสัมพันธ์กับ คู่มือมาตรฐานในการเลือกใช้วัตถุดิ[ให้เหมาะสม สองส่วนนี้จะต้องสอดรับกัน) เราจะใช้เส้นทึบสองเส้นเขียนล้อมรอบบัตรข้อมูลเอาไว้เอาไว้เช่นกัน

 7) การทำความเข้าใจ หรือ ทำการอธิบายผังที่เราสร้างขึ้นมา

เมื่อผังความสัมพันธ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว ต่อไปก็จะเป็นการตีความหรืออ่านผังความสัมพันธ์นี้ เราจะเริ่มอ่านจากกล่องที่มีลูกศรวิ่งออก (หรือ หางลูกศรออก) มากที่สุดก่อน โดยบัตรข้อมูลที่หางลูกศรจะหมายถึงสาเหตุ และบัตรข้อมูลที่หัวลูกศรจะหมายถึงผล จากผังข้างต้นเราสามารถอ่านได้ว่า (เอาพอเป็นตัวอย่างนะครับ)

สินค้าออกแบบแล้วไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน ส่งผลให้ลูกค้าไม่ชอบสินค้าเรา ทำให้สินค้าใหม่ที่ออกตลาดไม่เป็นที่นิยมของตลาด/ลูกค้า”

บริษัทไม่ให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรม ส่งผลให้ไม่มีการวางกลยุทธ์ในการฝึกอบรม ทำให้สินค้าใหม่ที่ออกตลาดไม่เป็นที่นิยมของตลาด/ลูกค้า”

อื่น ๆ

ว่ากันตามหลักการแล้ว บัตรข้อมูลที่เป็นสาเหตุรากเหง้า (Root Cause) นั้นจะส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ (ซึ่งก็คือบัตรข้อมูลที่ตามหลังมันมาทั้งหมด) ซึ่งหากแก้สาเหตุรากเหง้าแล้วก็น่าจะทำให้ผลลัพธ์ (Effect) ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย (ที่หัวลูกศรชี้ไป) หมดลงไปได้

ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่แก้ปัญหาก็ให้ดูบัตรข้อมูลที่มีลูกศรวิ่งออกมาที่สุดก่อน เพราะมันแสดงถึงสาเหตุรากเหง้า เพื่อนำมาแก้ไข แต่ถ้าหากสาเหตุรากเหง้านี้ยากต่อการแก้ไข ก็สามารถนำสาเหตุที่รอง ๆ ลงมา มาทำการแก้ไขก่อนก็ได้ แล้วจึงขยับไปแก้ไขสาเหตุที่ใหญ่ขึ้น สาเหตุรากเหง้าในที่นี้ก็คือ

1) ไม่มีการสร้างกลุ่มลูกค้า (หรือ ไม่มีการแบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน)

2) ไม่ให้ความสำคัญในการฝึกอบรม

3) สินค้าออกแบบแล้วไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน

4) ออกแบบแล้วสร้างขึ้นมาได้ยาก

5) ไม่มีการจัดการวงรอบอายุของสินค้า (Product Life Cycle Management)

สำหรับผู้บริหารก็ควรจะดูที่ผลลัพธ์เป็นหลัก โดยดูที่บัตรข้อมูลที่มีหัวลูกศรวิ่งเข้ามากที่สุด (เช่น สินค้าไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ) ก็จะทำให้เห็นว่าผลลัพธ์นั้นมันมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ส่วนจะมอบหมายให้ใครไปทำการแก้ไขก็ว่ากันไป หรือ เรื่องที่เห็นว่ามันเป็นประเด็นที่สำคัญที่เราใช้กรอบเส้นทึบสองเส้นล้อมรอบเอาไว้ (เช่น ไม่มีคู่มือมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบ (Design guideline) และ ไม่มีคู่มือการเลือกใช้วัสดุที่จำเป็น (Hand book of material)) ซึ่งหมายความว่า เรื่องนั้น/ประเด็นนั้นถ้ามีการแก้ไข/ปรับปรุง มันน่าจะทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ผู้บริหารอาจจะนำสาเหตุต่าง ๆ ไปมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป

ตัวอย่างข้างต้นก็เอาพอเป็น Idea นะครับ บล็อกหน้าเรามาคุยกันต่อในเรื่องผังต้นไม้ (Tree Diagram) กัน

 

ผังต้นไม้ (Tree Diagram) (1)
ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (1)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 23 August 2019