MSITBlog

2 minutes reading time (413 words)

ผังพาเรโต (Pareto Chart) (1)

เรามาทบทวนกันหน่อย สมมติว่า ลูกค้าร้องเรียนมาว่าสินค้าของเรามีปัญหาทางด้านคุณภาพ โดยทั่วไปการร้องเรียนก็มักจะบอกออกมาเป็นเชิงคำพูด เช่น แป้นพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่เราผลิตขึ้นมามีปัญหา (สมมติว่า ผมใช้อักษร “Y” แทนปัญหาในภาพรวม) เมื่อเรารวบรวมข้อมูลมากขึ้น เราก็จะได้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น แป้นพิมพ์กดแล้วแข็งไป (สมมติว่า ผมใช้อักษร Y1 แทน) แป้นพิมพ์โยกคลอน (ใช้ Y2 แทน) ตัวอักษรบนแป้นไม่คมชัด (และใช้ Y3 แทน) เป็นต้น … ดังนั้นผมสามารถเขียนแบบทั่ว ๆ ไปได้ว่า

Y = Y1 + Y2 + Y3

หรือ ปัญหาเรื่องแป้นพิมพ์นั้น ประกอบไปด้วย แป้นพิมพ์กดแล้วแข็งไป แป้นพิมพ์โยกคลอน ตัวอักษรบนแป้นไม่คมชัด

ตามข้อมูลนี้ แสดงว่าเรามีปัญหาที่กระบวนการผลิตและประกอบแป้นพิมพ์แล้วละครับ ... และเพื่อจะให้ทีมแก้ปัญหาเข้าใจว่ากระบวนการผลิตแป้นพิมพ์อย่างไร เราก็ต้องใช้ผังการไหลของกระบวนผลิตและประกอบแป้นพิมพ์เข้ามาช่วย

ถ้าเราไม่รู้ว่า ปัญหามันน่าจะเกิดที่ขั้นตอนใด เราก็น่าจะใช้ C&E Matrix เข้ามาช่วยเพื่อประเมินดู หลักการก็คือทำการ map ขั้นตอนการผลิตเข้ากับข้อมูลเชิงคำพูดที่ลูกค้าร้องเรียนมา แล้วก็ช่วยกันให้คะแนนเพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของความเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใด ... แต่ถ้าข้อมูลที่ร้องเรียนมันชัด ๆ ทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า มันเกิดขึ้นที่ขั้นตอนใด พื้นที่ใด แบบนี้เราก็ไม่ต้องใช้ C&E Matrix มา map ให้เสียเวลานะครับ ... ลงไปลุยเลย

เมื่อเราประเมินได้แล้วว่า ปัญหามันน่าจะเกิดขึ้นที่ขั้นตอนใด พื้นที่ใด เราจะใช้เทคนิคของ 5G ลงไปเก็บข้อมูลทางเทคนิคที่สอดคล้องกับข้อมูลการร้องเรียนเชิงคำพูดที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อดูว่าปัญหาทางด้านคุณภาพที่ว่านั้น มันมีลักษณะ (หรือ รายละเอียดปลีกย่อย) อย่างไร แต่ละลักษณะที่ว่านั้นมีจำนวนมากน้อยเท่าใด

ตรงนี้ต้องขยายความกันหน่อย แป้นพิมพ์กดแล้วแข็ง (เป็นการร้องเรียนเชิงคำพูด หรือ Y1) แต่สิ่งที่เราต้องไปดูก็คือ เรื่องทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น แรงดันของสปริงที่รองอยู่ใต้แป้นกดด้านบนซึ่งมันจะแปรตามโครงสร้างของสปริง (เช่น ขนาดลวดที่มาใช้ทำสปริง (A1) จำนวนขดของสปริง (A2) ระยะห่างระหว่างขดลวด (A3) เป็นต้น) สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องทางเทคนิคที่เราต้องไปดูในกระบวนการผลิต

แป้นพิมม์โยกคลอน (เป็นการร้องเรียนเชิงคำพูด หรือ Y2) แต่สิ่งที่เราต้องไปดูก็คือ รูปร่าง (B1) ขนาด (B2) การประกอบเข้าด้วยกัน (B2) เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องเชิงเทคนิคเช่นกัน

ดังนั้นการลงไปเก็บข้อมูลในกระบวนการผลิต มันจึงเป็นข้อมูลเชิงเทคนิคที่สอดรับกับข้อร้องเรียนทางด้านคำพูด หรือ Y1 ย่อมเกิดจาก A1, A2, A3 และ Y2 ย่อมเกิดจาก B1, B2, B3 …

เพื่อให้ทำการเก็บข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เราจึงออกแบบใบตรวจสอบข้อมูลขึ้นมาใช้งาน เพื่อเก็บข้อมูล A1-A3, B1-B3, C1-C2 จากพื้นที่การผลิต 

หลังจากเราดูข้อมูลแล้ว เราก็จะรู้แล้วว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ใด เช่น A2 กับ B3 เป็นต้น ถ้าปัญหามันมีแค่เรื่องสองเรื่อง มันก็ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องมาพิจารณามากมาย แต่ถ้าปัญหามันมีหลายเรื่อง อันนี้เราก็ต้องมาดูว่า เราควรจะแก้ปัญหาใดก่อนหลัง คราวนี้เราจะใช้ผังพาเรโตเข้ามาช่วยตัดสินใจแล้วละครับ ... ซึ่งมันก็คือเรื่องที่เราจะยกมาคุยกันในบล็อกนี้

ผังพาเรโต เป็นผังที่ใช้สำหรับแสดงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเรียงลำดับปัญหาเหล่านั้นตามความถี่ที่พบจากมากไปหาน้อย และแสดงขนาดความถี่มากน้อยด้วยกราฟแท่งควบคู่ไปกับการแสดงค่าสะสมของความถี่ด้วยกราฟเส้น ซึ่งแกนนอนของกราฟเส้นจะเป็นประเภทของปัญหาและแกนตั้งเป็นค่าร้อยละของปัญหาที่พบ

เราจะผังพาเรโตมาเลือกปัญหาที่จะลงมือทำการแก้ไข เพราะปัญหาสำคัญจะมีอยู่ไม่กี่ประการ แต่มันสามารถสร้างข้อบกพร่องทางด้านคุณภาพขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันปัญหาปลีกย่อยมีอยู่มากมายนั้น กลับแต่ไม่ส่งผลกระทบด้านคุณภาพมากเท่าใดนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงควรเลือกแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าเราแก้ไขได้ก็จะลดข้อบกพร่องด้านคุณภาพลงไปได้มาก

เพื่อความเข้าในเบื่องต้น ผมจะขยายความเทียบกับรูปก็แล้วกัน เราจะผังพาเรโตมาเลือกปัญหา (จากรูปมี A, B, C, …. G) ที่จะลงมือทำการแก้ไข เพราะปัญหาสำคัญจะมีอยู่ไม่กี่ประการ (มีแค่ A, B, C) แต่มันสามารถสร้างข้อบกพร่องทางด้านคุณภาพขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก (ประมาณ 80%) ในขณะเดียวกันปัญหาปลีกย่อยมีอยู่มากมายนั้น (D, E, F, G, …..) กลับแต่ไม่ส่งผลกระทบด้านคุณภาพมากเท่าใดนัก (ประมาณ 20%) เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงควรเลือกแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าเราแก้ไขได้ก็จะลดข้อบกพร่องด้านคุณภาพลงไปได้มาก

พาเรโต (Vilfredo Pareto, 1848 - 1923) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้ค้นพบหลักการ 80/20 ได้กล่าวไว้ว่า 80% ของรายได้ประชาชาติของประเทศในยุโรป มาจากกลุ่มคนเพียง 20% และ กลุ่มที่เหลือ 80% ของประเทศมีรายได้รวมกันเพียง 20% เท่านั้น

เราจะสังเกตพบว่า หลักการนี้ใช้ได้กับหลาย ๆ พื้นที่ เช่น 80%ของลูกค้าที่ไม่พอใจในการไม่เอาใจใส่ในการรับโทรศัพท์ (หรือ 80% ของปัญหา) มาจากพนักงานรับโทรศัพท์เพียง 20% เท่านั้น (20% ของสาเหตุ) ดังนั้น (เมื่อมองย้อนกลับทิศ) ถ้าเราแก้ไขกลุ่มพนักงาน 20% นี้ได้ เราก็จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ลูกค้าไม่พอใจในการรับโทรศัพท์ ไปได้ถึง 80% ทีเดียว

ในปี 1925 ดร. โจเซฟ จูรัน กูรูด้านการควบคุมคุณภาพ ได้สังเกตและทำการวิจัยพบว่า หากข้อมูลที่เก็บมาได้นั้นมีเสถียรภาพ (Stability) แล้ว “ข้อมูลที่มีความสำคัญมากจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อย และข้อมูลที่มีความสำคัญเพียงเล็กน้อยจะมีจำนวนมาก (Vital Few, Trivial Many)” และเขาได้ทราบว่า พาเรโต ได้พบหลักการนี้แล้ว เขาจึงได้ตั้งชื่อหลักการนี้ว่า “หลักการพาเรโต”  และได้เรียกการแยกแยะของข้อมูลในกราฟแท่งที่เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยว่า แผนผังพาเรโต (Pareto Diagram)

เมื่อย้อนกลับไปดูรูปผังพาเรโต ก็จะเห็นว่า โครงสร้างของผังพาเรโตนั้น จะประกอบด้วยกราฟแท่งและกราฟเส้นรวมอยู่ด้วยกัน โดยมีแกนตั้ง (ด้านซ้ายมือที่มีตัวเลข 0 - 90) และแกนนอน (แกนที่เขียนเป็น A, B, C, … G) ใช้แสดงขนาดของกราฟแท่ง และแกนนอน (แกนที่เขียนเป็น A, B, C, … G) กับแกนตั้งด้านขวามือที่แสดงค่าร้อยละ หรือ เปอร์เซ็นต์ (%) ของข้อมูลสะสมอยู่ทางด้านขวามือเพื่อใช้แสดงขนาดของกราฟเส้นอีกด้วย นอกจากนั้นความสูงของกราฟแท่งจะเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย โดยเรียงจากซ้าย (มาก) ไปขวา (น้อย) ยกเว้นกลุ่มข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จับมารวมกันและกำหนดเป็น “ข้อมูลอื่น ๆ” จะนำไปวางอยู่ขวาสุดเสมอ ไม่ว่าจะมีขนาดสูงเท่าใดก็ตาม

ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมทำงานอยู่นั้น มีวิศวกรใหม่คนหนึ่งเดินมาถามผมว่า ในช่วงปีแรกนี้เขาต้องเรียนรู้เรื่องอะไรบ้างจึงจะทำให้เขามีผลงานอยู่ในระดับดี หรือ OK … แหม ผมชอบมาก หมอนี่มันรู้จักคิด ผมก็ให้การบ้านเขาไปก่อนว่า พรุ่งนี้ลองมาบอกผมซิว่า แผนกของคุณเขาวัดผลงานกันอย่างไร

วันต่อมา เขาก็มาบอกผม ผมก็ให้การบ้านเขาต่อไปว่า พรุ่งนี้มาบอกผมว่า คุณต้องเรียนรู้ (หรือทำงาน) อะไรบ้างเขาก็อุตส่าห์ไปหามาจนได้ อืม สงสัยมันเอาจริงแฮะ

จากนั้นผมก็การบ้านเขาไปลอง Map ดูว่า ถ้าให้เขาเลือกเรื่องสำคัญ ๆ ที่ต้องเรียนรู้มาสัก 20% จากรายการที่เขาทำขึ้นมา มันควรจะมีเรื่องใดบ้างที่สามารถทำให้ผลงานของเขาได้ออกมาสูงสัก 80% … หายไปสักอาทิตย์หนึ่งก็กลับมาหาผม พร้อมสิ่งที่ผมให้ไปทำ ผมดูแล้วก็พอไหวแต่ก็ปรับให้นิดหน่อย (อาศัยจากประสบการณ์ที่เคยทำงานมานาน)

ที่ผมบอกให้เขาไปลองทำดู มันก็คือหลักการของพาเรโต (หลักการ 80/20) นั่นเองใช่ไหมครับ ... แทนที่เขาจะต้องเริ่มด้วยการทุ่มเทความพยายามไปศึกษาทุก ๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ในช่วงเริ่มต้นนั้นก็เอาแค่เรื่องสำคัญ ๆ สัก 20% ก่อน โดยเรื่องสำคัญ ๆ นี้ เขาต้องใช้ในการสร้างผลงานของเขาให้ได้ถึง 80% (เช่น เรื่องที่ต้องทำทุกวันและมันส่งผลไปยังการวัดประสิทธิภาพของเขา เป็นต้น)

ในแง่ของการแก้ปัญหาแล้ว เราจะใช้ผังพาเรโตเมื่อ:

1) เราต้องการกำหนดสาเหตุที่สำคัญ (Critical Factors) ของปัญหาเพื่อแยกออกมาจากสาเหตุอื่น ๆ (Possible causes)

2) เราต้องการยืนยันผลลัพธ์จากการแก้ปัญหา โดยทำการเปรียบเทียบในเชิง “ก่อนทำ” กับ “หลังทำ” (เอาผังพาเรโตก่อนทำการแก้ปัญหามาทียบกับผังพาเรโตที่ทำขึ้นหลังจากแก้ปัญหาแล้ว)

จากรูปข้างบน พอเทียบกันแล้ว เราจะเห็นว่า ปัญหาในเรื่อง "Wait time หรือ การเสียเวลารอคอย" ลดลงไป 33% 

3) เราต้องการค้นหาปัญหาและหาคำตอบในการดำเนินกิจกรรมในการแก้ปัญหา

ขอคุยต่อในบล็อกหน้านะครับ … เขียนไปเขียนมารู้สึกว่ามันจะยาวไปแล้ว

 

ผังพาเรโต (Pareto Chart) (2)
ใบบันทึกข้อมูล (Check Sheet)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 15 November 2019