MSITBlog

1 minute reading time (291 words)

On-Demand Services

ผมหายไป 2-3 สัปดาห์เนื่องจากติดภารกิจต้องไปประชุมต่างจังหวัดบ้าง ไปเป็นวิทยากรฝึกอบรมบ้าง และตามมาด้วยบรรยากาศของสงกรานต์ ก็เลยหายยาวไปเลย ทำให้อนุกรมของบล็อกชุดนี้ (IT and Business Alignment) ยังไม่ได้ปิดตามที่ตั้งใจไว้ ก็ขอต่อให้จบนะครับ

จากอดีตที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามันเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) หรือ การทำมาค้าขายโดยอาศัยเครื่องมือทางดิจิทัลเข้ามาช่วยตั้งนานแล้ว และตอนนี้มันเคลื่อนมาเป็นแบบการให้บริการเชิงตอบสนองต่อความต้องการ (On-demand services) อย่างชัดเจน

ถ้าเราลองมานั่งนึกดู เราจะเห็นว่า สมัยก่อนเราต้องเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าเว็บ แล้วก็เลือกสินค้า ชำระเงิน มันช้าไปแล้ว เพราะตอนนี้เรามีแอพพลิเคชันต่าง ๆ มาอยู่บนโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น เช่น แอพในการสั่งซื้อสินค้า สั่งอาหาร เรียกใช้บริการรถแท็กซี่ จองโรงแรม เป็นต้น ผมก็แค่แตะไอคอน เอานิ้วเขี่ย ๆ แล้วแตะเลือกมันก็จบแล้ว

พูดภาษาผมก็คือองค์กรทั้งหลายต่างก็พยายามใส่ธุรกิจของเขา (หรือ แอพพลิเคชันของเขา) เข้าไปอยู่ในมือของลูกค้า (เข้าไปอยู่ในโทรศัพท์ของลุกค้า) กันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้สนองตอบต่อความต้องการ (On-demand) ของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว  

แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปอีกหน่อย เราจะเห็นว่า บนสมาร์ตโฟนของเรานอกจากจะมีแอพพลิเคชั่นที่เฉพาะเจาะจงแล้ว มันยังมี เรื่องของ AI เรื่องของการชำระเงิน เรื่องของ GPS แผนที่ เรื่องของเทคโนโลยีการระบุตัวตนทางสังคม (Social authentication)  และ อื่น ๆ

ถ้าเรามองสิ่งเหล่านี้รวม ๆ กัน มันก็เหมือนเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่จำเป็นสำหรับ On-demand services ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี่เอง เจ้าโครงสร้างพื้นฐานนี้ เรามักจะได้ยินชื่อเรียกกันว่า เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม (Technology platform) หรือ สั้น ๆ ก็คือ แพลตฟอร์ม นี่แหละครับ

ถ้าผมแปลคำว่า แพลตฟอร์มแบบกำปั้นทุบดิน ก็แปลได้ว่า ฐาน หรือ แท่น ทีนี้พอจับมาเราเข้ากับคำว่า เทคโนโลยีเป็น เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม มันก็จะแปลว่า ฐาน (รองรับ) เทคโนโลยี

เรามาขยายความกันหน่อย เจ้าฐาน (หรือ แท่นรองรับ) นี้ ผมขอให้ผู้อ่านจินตนาการเอาว่า มันเกิดจากการเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แบบขนมชั้นที่เราทานกัน โดยแต่ละชั้นมันก็คือเทคโนโลยีแต่ละเรื่องที่เข้ามาทำงานร่วมกัน พอมันเป็นแบบนี้ บางทีเราก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Technology Stack หรือ การกองซ้อนกันของเทคโนโลยี

สำหรับผมชอบใช้คำว่า Technology Stack อยู่เหมือนกัน เพราะว่ามันสะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า แพลตฟอร์มย่อมประกอบไปด้วยการกองซ้อนกัน (ในเชิงทำงานร่วมกัน) ของ ฮาร์ดแวร์ (เช่น เครื่องโทรศัพท์) ซอฟต์แวร์ (เช่น แอพพลิเคชัน) การเชื่อมต่อกับเครือข่าย (เช่น การเชื่อมต่อกับเครือข่ายการสื่อสาร อินเตอร์เน็ต) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data analytics capabilities) (เช่น การเลือกรายการอาหารที่ชอบ) และทำงานประสานกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น

แต่เวลาเรากำโทรศัพท์มาใช้งาน เราก็มักจะเห็นเฉพาะชั้นด้านบนสุดที่เราเหยียบยืนอยู่ คือ ตัวโทรศัพท์ และ แอพพลิเคชัน เราก็จะคิดว่า มันมีอยู่แค่นั้น ทำงานอยู่แค่นั้น แต่จริง ๆ แล้ว มันมีชั้นต่าง ๆ ทำงานสัมพันธ์กันอยู่ดังที่กล่าวมาแล้ว

แน่นอนว่าเครื่องโทรศัพท์เป็นของลูกค้า แต่ตัวแอพพลิเคชันนั้นผู้ดำเนินธุรกิจย่อมต้องพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ (On-demand) ใช้งานง่าย (เช่น แตะเพื่อเปิด แตะเพื่อเลือก) และให้บริการตรงกับความต้องการของพวกเขา (เช่น การเลือกสินค้า การสั่งซื้อ การชำระเงิน การติดตามคำสั่งซื้อ การเลือกช่องทางในการจัดส่ง เป็นต้น)

ดังนั้นตัวแบบธุรกิจ (Business model) ที่สร้างขึ้นมาในปัจจุบันย่อมแตกต่างออกไปจากตัวแบบธุรกิจดั้งเดิม เช่น Uber ให้บริการแท็กซีแต่ไม่มีแท็กซีเป็นของตัวเองเลย หรือ Airbnb ให้บริการเรื่องที่พักแต่ไม่มีที่พัก (เช่น โรงแรม) เป็นของตนเองเลย หรือ ง่ายกว่านั้น บ้านเรามีเว็บขายอาหารโดยที่เขาก็ไม่มีร้านอาหารเป็นของเขาเลย 

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ตัวแบบธุรกิจดั้งเดิมนั้น ผมจะขายอะไร ผมก็ต้องมีสิ่งนั้นอยู่ในมือผม แต่ตัวแบบธุรกิจสมัยนี้ ผมไม่มีสิ่งนั้นอยู่ในมือเลย ผมเพียงแต่จับผู้มีสิ่งที่ลูกค้าต้องการมาพบกับลูกค้าเท่านั้น

ทีนี่รายได้ของผมจะมาจากไหน ... ก็มาจากการหักเปอร์เซ็นต์เอาจากทั้งคู่ (เหมือนคิดค่าคอมมิชชันส่วนหนึ่งจากผู้ขายสินค้า เช่น 12%  และคิดค่าบริการส่วนหนึ่งจากลูกค้า เช่น 3% รวมแล้วก็ 15%) 

เราจะเห็นว่า ตัวแบบทางธุรกิจที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องอิงอยู่กับแพลตฟอร์มที่เขาต้องทำการสร้างขึ้นมา หรือ บางทีเราเรียกว่า Platform-based business model

ในกรณีนี้มันก็คือการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) ขึ้นมาก่อน เพื่อบอกว่า เราจะเข้าไปทำธุรกิจในอุตสาหกรรมอะไร (เช่น ค้าปลีก) เราจะโดดเข้าไปในตลาดอะไร (เช่น เสื้อยืดคอกลม) และเราจะกำหนดกลุ่มลูกค้าโดยใช้อะไร (ลวดลายแปลกตา มีสีสันสดใส ราคาไม่แพง) จากนั้นก็จะเริ่มสร้างตัวแบบทางธุรกิจขึ้นมา

คราวนี้ตัวแบบธุรกิจ (ความหมายง่าย ๆ ก็คือ ตัวแบบธุรกิจมันจะบอกเราว่าเราจะสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างไร) มันก็จะไปผูกพันกับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่นำมาใช้งานด้วย

เมื่อตัวแบบถูกสร้างขึ้นแล้ว กระบวนการต่าง ๆ มันก็จะถูกสร้างขึ้นตามมา มันย่อมต้องทำให้สอดรับกับแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นมาเช่นกัน  

ดังนั้นในยุค On-Demand Service นี้ … IT จะมีบทบาทมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ในกรณีเช่นนี้ทางฝ่ายธุรกิจย่อมต้องการความคิดเห็น ความร่วมมือ การประสานงาน จากทางฝ่าย IT เป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการกำหนดกลยุทธ์และการบูรณาการกระบวนการเข้าด้วยกัน

เห็นไหมครับ Business – IT Alignment จึงมีความสำคัญมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่เรา (คนทางฝ่าย IT อย่างผมนี่แหละครับ) กลับไม่ค่อยมองเรื่องพวกนี้กันสักเท่าใด มารู้ตัวอีกที มันก็โดนคลื่นของเทคโนโลยีต่าง ๆ โถมเข้ามาเหยียบเอาแบนตะแลดแต๊ดแต๋จนสุดจะจัดการไหว ต้องเก็บข้าวเก็บของออกไปจากบริษัทไปนอนเลียแผลอยู่ที่บ้านก็มาก ผมจะเล่าให้ฟังในบล็อกหน้านะครับ

 

On-Demand Business Framework
กระบวนการทำ Alignment

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 23 August 2019