MSITBlog

2 minutes reading time (396 words)

On-Demand Business Framework

เศรษฐกิจยุค On-demand (หรือบางทีเราก็เรียกว่า Sharing Economy) นี้ ถ้าเราเอาผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง มันก็จะเป็นเรื่องของ ทั้งหลายทั้งปวงที่เราต้องการ มันต้องเดี๋ยวนี้ (now) และการสนองตอบดังกล่าวมันต้องเกิดขึ้นในทุกที่ (anywhere) และทุกเวลา (anytime) ทั้งนี้ก็เพื่อก่อให้เกิดความพึงพอใจขึ้นมาทันที

ลองดูครับ สมมติว่า ผมดันฝันไปว่า ตอนผมเดินจากห้องพักอาจารย์ไปยังห้องเรียนเพื่อสอนหนังสือ พอผมเดินผ่านกระจกที่ติดไว้เป็นผนังห้อง ผมดันเหลือบไปเห็นเงาของผมในกระจกว่า ผมเดินหลังงองุ้มเป็นคนแก่อายุสัก 100 ปีแล้ว ในฝันผมยังนึกว่า วุ๊ย ตูจะแก่หง่อมขนาดนี้จะสอนหนังสือไหวหรือ

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาสักประมาณตอนตีสองเห็นจะได้ ผมนึกถึงความันพลางคิดในใจว่า เอ หรือว่าหลังเราชักเริ่มงองุ้มแล้วกระมัง แหม ผมต้องไปหามีอุปกรณ์รัดหลังไหล่เอาไว้ไม่ให้ผมนั่งหลังงอเวลาใช้คอมพิวเตอร์ เวลาอ่านหนังสือ มันจะได้ฝึกนิสัยนั่ง ยืน เดิน ให้หลังตรง ๆ เอาไว้

นี่ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมคงต้องนั่งรอให้ห้างเปิดตอน 10 โมงเช้า ต้องอาบน้ำอาบท่า แต่งตัว แล้วเดินทางไปห้าง เดินเลือกดู เลือกซื้อ แล้วก็จ่ายเงิน แล้วก็เดินทางกลับ ผมต้องเสียเวลาไปครึ่งค่อนวัน

แต่ตอนนี้ (แม้ว่าผมอยากจะซื้ออุปกรณ์ชิ้นนี้ตอนตีสอง) ผมก็แค่ลุกขึ้นมาแล้วคว้าโทรศัพท์มือถือ แตะแอพพลิเคชั่นประเภทขายสินค้าออนไลน์ ป้อนคำค้นหา เขี่ยหน้าจอเพื่อเลือกดูอุปกรณ์ที่ต้องการ ทำการตัดสินใจสั่งซื้อ ผมก็ Happy ละครับ ห้านาที สิบนาที ก็เสร็จแล้ว

นี่แหละครับ เศรษฐกิจยุค On-demand service แหละครับ มันต้องเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ และมันต้องสนองตอบความต้องการของเราเดี๋ยวนี้เพื่อทำให้เราเกิดความพึงพอใจในทันที   

ดังนั้น On-demand หรือ Sharing economy จึงหมายถึง กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจ (economic activity … ไม่ต้องคิดมากครับ ก็กิจกรรมการซื้อ การขาย นี่แหละครับ) ที่สร้างขึ้นโดยบริษัทต่าง ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภค (consumer demand) ผ่านการจัดหาสินค้าและบริการที่ต้องการให้ทันที การจัดหานี้ได้ถูกขับเคลื่อนผ่านทางข่ายงานเชิงดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ (จำเรื่อง Technology Stack ได้ไหมครับ) และใช้งานง่าย (ก็แอพพลิเคชันบนมือถือนี่แหละ) ซึ่งวางตัวอยู่ชั้นบนสุดของเครือข่ายอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ (ก็เครือข่ายการสื่อสารที่เราใช้งานกันนั่นเอง) (Jaconi, 2014)

หรือผู้อ่านคิดว่า บ้านเรายังไม่เข้าสู่เศรษฐกิจยุค On – demand ครับผมว่ามันกำลังดำเนินอยู่แล้วนะครับ คราวนี้เรามาดูกรอบการทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูบ้าง

https://davidmarilyn.wordpress.com/2015/03/21/the-app-driven-on-demand-economy/

จากรูป ผมยกพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ซึ่งอยู่ด้านล่างขวามือมาแปลก่อนก็แล้วกันผู้บริโภคในยุค On –Demand ต้องการเรื่องของ ความสะดวก (Convenience … จะสั่งซื้อที่ไหน เวลาใด ก็ได้) ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency … หมายถึง การใช้ทรัพยากรในกระบวนการให้ได้มาซึ่งสินค้าต่ำที่สุด) การใช้งานได้ง่าย (Simplicity … แค่แตะ ๆ เขี่ย ๆ บนหน้าจอโทรศพท์ก็จบแล้ว) และเกิดความพอใจ (ความสมหวัง) ทันที (Instant Gratification)

เทคโนโลยีที่บริษัทต้องนำมาใช้กับผู้บริโภค (Consumer Technology) ซึ่งอยู่ด้านบนขวามือ … ต้องมีการเชื่อมต่อกับผู้ใช้ได้อย่างมากมาย (Ubiquitous Connectivity) ใช้ได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต) (Mobile Adoption) มีการซื้อขายผ่านทางแอพพลิเคชัน (App Marketplace)

แกนหลักของ On – demand service (Core On-Demand Service) อยู่ด้านบนซ้ายมือ … ต้องเปลี่ยนการให้บริการจากแบบออฟไลน์ (ผู้บริโถคต้องมาที่แหล่งขาย) ให้ไปเป็นแบบออนไลน์ (Offline services move to Online) มีการจัดการลอจิสติกส์ที่ดี (Logistics Management) เพื่อจัดส่งสินค้าไปให้ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว มีการจัดการผู้จัดหาสินค้าที่ดี (Vendor Management) มีการชั้นที่เชื่อมต่อกับผู้บริโภค (ในแอพพลิเคชั่น) ที่ดี (Interface Layer)

ทรัพยากรเสริม (Complementary Resources) … มีระบบการจ่ายเงินที่สะดวกและปลอดภัย (Payment Systems) ใช้บริการคลาวด์เพื่อเพิ่มศักยภาพ (Cloud Services) ใช้แพลตฟอร์ม CRM (CRM Platform) และใช้ชุมชนบนสื่อสังคมให้เป็นประโยชน์ (Social Community)

จากที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจแบบเดิม ๆ จะไม่สามารถสนองตอบต่อสิ่งที่กล่าวมาได้เลยถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานขององค์กร ทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีที่นำมาปรยุกต์ใช้ และพนักงานทั้งหลาย เราจึงได้ยินคำว่า Digital Transformation กันหนาหู

ประเด็นก็คือ เราจะทำธุรกิจแบบเดิม ๆ อยู่ต่อไปได้ไหม ผมว่ามันก็คงได้นะครับ แต่มันจะเดินต่อไปได้อีกนานแค่ไหนถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่เราทำอยู่ด้วยนะครับ) มันเป็นเรื่องที่เราต้องคิดอยู่เหมือนกัน

มีผู้กล่าวว่า ภูมิภาพในการดำเนินธุรกิจ (Business landscape) และความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมากและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ IT ต้องโฟกัสไปที่เป้าประสงค์ทางธุรกิจ 6 ด้านต่อไปนี้

1) Product Development … IT จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

2) Stakeholder Integration … IT จะช่วยให้บริษัทสามารถสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งมีอยู่มากมายหลายกลุ่ม (เช่น ผู้ลงทุน นักวิเคราะห์ ผู้เกี่ยวข้องกับตลาด) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ได้อย่างไร

3) Process Improvement … IT จะช่วยปรับปรุงให้กระบวนการในการดำเนินธุรกิจภายในองค์กรให้ดีขึ้นได้อย่างไร (เช่น นำระบบ ERP เข้ามาแทนระบบเดิม) ทั้งนี้เพื่อทำให้กระบวนการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลทางด้านค่าใช้จ่าย

4) Cost Efficiencies … IT จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกรรมทางธุรกิจลงได้อย่างไร

5) Competitive Advantage … IT จะช่วยให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับบริษัทได้อย่างไร

6) Globalization … IT จะช่วยให้บริษัทติดต่อกับพนักงาน เพื่อนคู่ค้า ลูกค้า ซัพพลายเออร์ บริษัทที่เราเอาต์ซอร์สงานออกไปให้ทำ ที่มีอยู่ทั่วโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุก ๆ วัน (24/7) ได้อย่างไร

ในช่วง 4 – 5 ปีมานี้ ผมได้ยินเสียงบ่นจากคนทางฝ่ายธุรกิจหนาหูว่า ผู้จัดการ IT ของเขาชักทำงานไม่ได้อย่างที่เขาต้องการ ครั้นพอคุยลึกลงไปในรายละเอียดว่ามันติดขัดตรงไหน ถึงเกิดความไม่ค่อย Happy ขึ้นมา มันก็คือการอยากให้ผู้จัดการทางด้าน IT ของเขานำเอา IT ที่มีอยู่มาช่วยขับเคลื่อนความต้องการใน 6 เรื่องที่กล่าวมานี่แหละครับ

บางแห่งก็เด้งผู้จัดการ IT คนเก่าออกไป (นัยว่าอายุเยอะแล้ว อาจจะตกยุค ตกเทรนด์ ไม่ทันสมัย) แล้วก็รับคนใหม่อายุสัก 45 เข้ามา พอลงมือทำงาน มันก็พอ ๆ กันแหละครับ เพราะช่วงที่เขาเติบโตมาในสายงานของเขานั้น โลกมันยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมายและรวดเร็วเหมือนตอนนี้

มีบริษัทหนึ่ง ผมยุให้รับคนที่เรียนมาทางด้านนี้ซึ่งมีอายุแถว ๆ สัก 30 - 35 ปี เข้ามาเป็นผู้จัดการ IT จะได้ไม่ตกยุค ตกเทรนด์ ผู้บริหารระดับสูงปฏิเสธปากคอสั่นบอกว่า ไม่ได้ครับ อาวุโสยังน้อยไปที่จะเป็นผู้จัดการ ต้องสัก 40 โน่น เดี๋ยวเสียระบบหมด

อ้าว เป็นงั้นไป ตอนมี (IT คน) แก่ก็ไม่เอา แต่จะเอา (IT คน) เก่ง พอตอนนี้ (เรื่องของเส้นทางอาชีพ) กลับมองคนเก่ง แต่จะกลับไปโฟกัสที่คนแก่ เฮ้อ ตูละเบื่อ ผมก็ได้แต่ยิ้มและพยักหน้ารับทราบแหละครับ

 

Business – IT Alignment มันสำคัญมากแค่ไหน
On-Demand Services

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Thursday, 23 May 2019