MSITBlog

2 minutes reading time (337 words)

Mindset

Carol S. Dweck ได้เขียนหนังสือเรื่อง Mindset ออกมา (หนังสือ Mindset มีแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา) เขาได้แบ่ง Mindset (ผมแปลเอาง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจว่า ชุดหรือกรอบความคิดก็แล้วกันนะครับ) ออกเป็น Fixed Mindset (กรอบความคิดแบบตายตัว ปิดกั้น) และ Growth Mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต เปิดกว้าง)

เราลองมาเทียบกันเพื่อให้ชัดเจนขึ้น

คนที่เป็นแบบ Fixed Mindset เรามักจะเห็นสิ่งต่อไปนี้

                หลีกเลี่ยงความท้าทาย (ชอบอยู่ใน Comfort Zone)

                เจออุปสรรคใด ๆ ก็ยอมแพ้ง่าย ๆ (เจอปัญหาก็หลบเลี่ยง ถอดใจ ไม่เอาแล้ว)

                มองว่าพยายามไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร (ก็อยู่เฉย ๆ ดีกว่า พยายามไปก็เท่านั้น)

                ไม่สนใจคำข้อมูลย้อนกลับที่มีประโยชน์ (Useful feedback) (ไม่สนใจคำวิจารณ์ใด ๆ)

                มองความสำเร็จของคนอื่นว่าเป็นศัตรู (ขี้อิจฉา)

คนที่เป็นแบบ Growth Mindset เรามักจะเห็นสิ่งต่อไปนี้

                กล้าเผชิญกับความท้าทาย (กล้าทำสิ่งใหม่ ๆ)

                พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อเอาชนะอุปสรรค (สู้ยิบตา)

                มองว่าความพยายามคือเส้นทางในการพัฒนาตนเอง (ความพยายามคือเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ)

                เรียนรู้จากคำวิจารณ์ที่ได้รับจากผู้อื่น (เอาคำตำหนิ คำวิจารณ์ มาปรับปรุงตนเอง)

                ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น (เอาความสำเร็จของผู้อื่นมาเป็นแรงบันดาลใจ)

รูปจาก https://www.fearlessmotivation.com/2017/11/05/fixed-mindset-vs-growth-mindset/

คนที่อยู่ในกล่องนาน ๆ มักจะกลายเป็นประเภท Fixed Mindset ไปที่สุด มองว่า ไม่เห็นว่าจะต้องพัฒนาอะไรเลย อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว มีปัญหาใด ๆ ก็ไม่อยากฟัง ไม่สนใจ วัน ๆ ก็แสดงความฉลาดเข้าไว้ (จึงมักใช้อำนาจสั่งการ เพื่อปิดบังความไม่รู้ของตนเอง) … ถ้าเราเทียบแล้ว เราจะเห็นว่า เขาสามารถออกจากกล่องแล้วเปลี่ยนแปลงมาเป็น Growth Mindset ได้ โดยมองว่า เราสามารถพัฒนาตนเองได้ ก็แค่หัดคิดใหม่ ทำใหม่ ใส่ความพยายามเข้าไป มองคนรอบข้างเป็นเพื่อน เปิดหู เปิดใจ รับฟังเขา จริงใจกับเขา ร่วมเดินไปกับเขา ก็มองว่าเรื่องทุกเรื่องคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง มันก็ไม่เห็นจะยากอะไร ประเด็นมันอยู่ที่ใจว่า อยากจะเปลี่ยนแปลงตนเองไหม อยากจะออกจากกล่องไหม อยากจะออกจาก Comfort Zone ไหม 

รูปจาก https://buildingmathematicians.wordpress.com/2016/07/08/so-you-want-your-students-to-have-a-growth-mindset/#jp-carousel-1125 

ผมเห็นรูปในเน็ตรูปหนึ่ง ผมว่าน่าสนใจดี เราลองมาเทียบเคียงเอาจากรูปนี้ครับ

เริ่มจากล่างสุด มันจะเริ่มด้วยความคิดว่า ผมไม่อยากทำ (I won’t do it)” … ว่ากันแล้ว ตอนนี้ก็เหมือนเรานั่งสบาย ๆ อยู่ในกล่อง อยู่ในเขตสุขสบายแหละครับ ใครมาบอกว่า อะไรดี อะไรควรทำ ... เราฟังแล้วก็ดีนะ น่าสนใจ แต่ใจมันยังไม่อยากทำ ก็เลยไม่สนใจ

ต่อมาก็ชักเริ่มสนใจขึ้นมา แต่ก็ยังคิดว่า ผมไม่น่าจะทำได้นะ (I can’t do it)” … ตอนนี้เหมือนกับ เรานึกอยากจะออกจากกล่อง (คือนึกอยากทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง) แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำได้ไหม

ต่อมาความสนใจมันกระตุ้นต่อมอยากมากขึ้น ๆ มันก็จะกลายเป็น เอ ผมอยากจะทำนะ (I want to do it)” … ตรงนี้ถ้าความสนใจมันลดลง มันก็จะทำให้เรากลับไปสู่สภาพเดิม (จากอยากทำ ก็ลดลงเป็นเบื่อ ๆ อยาก ๆ (เริ่มผลัดวันประกันพรุ่ง เช่น อีก 2 – 3 วันค่อยทำ) แล้วก็หายอยาก (จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ) … พอนึกภาพออกไหมครับ)

พอความอยากทำมันมากขึ้น ๆ สมองมันก็เริ่มคิดหาทาง ผมจะทำได้อย่างไรหนอ (How do I do it)” … แม้ว่า เราจะนั่งอยู่ในกล่องก็ตาม แต่เราจะเริ่มคิดหาทางออกจากกล่องแล้ว (หมายถึง เริ่มคิดหาแนวทางใหม่ ๆ ในการทำงาน หรือ แก้ปัญหา) แต่ถ้าความอยากมันลดลง เราก็จะเลิกคิด เลิกหาทาง ... ก็จบกันซีครับ

พอมองเห็นทาง ก็เอาว่ะ ผมน่าจะลองทำดูสักหน่อยนะ (I’ll try to do it)” … ตรงนี้แหละครับ มันเริ่มก้าวเท้าออกจากกล่องแล้ว ผมว่าเหมือนเราอาบน้ำในหน้าหนาวนะ ก่อนอาบมันต้องเอามือแหย่ ๆ ดูก่อนว่า น้ำมันเย็นมากน้อยเท่าใด ถ้าพอไหวก็อาบ ถ้ามาไหวก็ถอย ตรงนี้ก็ต้องสู้ ๆ หน่อยนะครับ ไม่อย่างนั้นพอเจออุปสรรคนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะเผ่นกลับเข้ากล่องไปนั่งเสวยสุขอยู่ในกล่องเหมือนเดิม (ซึ่งทำได้ง่ายกว่าอย่างแน่นอน)

เมื่อลองดูแล้ว มันก็เริ่มเห็นทาง เฮ้ย ผมว่าผมสามารถทำได้นะ (I can do it)” … กำลังใจมันก็มาละซีครับ

คราวนี้ก็ลงมือทำต่อไปด้วยความมั่นใจ ผมจะทำต่อไปละน่ะ (I will do it) … คราวนี้ก็ต้องอึด ๆ หน่อย เพราะเรากำลังเดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างจากเดิม มันย่อมมีอุปสรรคบ้างแหละครับ ถ้าไม่อึด ไม่สู้ ไม่ทน เดี๋ยวก็ถอดใจเผ่นเข้าไปนั่งเสวยสุขในกล่องตามความคุ้นเคยอีก

ในที่สุด เย้ ผมทำได้แล้ว (Yes, I did it)”

เราจะเห็นว่า เวลาสร้าง Comfort Zone และเข้าไปอยู่ในกล่อง มันง่าย มันเป็นไปโดยไม่รู้ตัว มันติดสุข มันจึงมองไม่เห็น ครั้นเมื่อเห็นแล้ว รู้แล้ว ก็ตาม มันก็ไม่ง่ายนักที่จะออกจากกล่อง ออกจาก Comfort Zone เพราะเราจะกลัวการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิมที่เราคุ้นเคย มันโน่น มีนี่ มาชวนเรากลับเข้าไปนั่งเสวยสุขอยู่ในกล่องอยู่ตลอดเวลา

แต่ถ้ามองในมุมกลับ การออกจากกล่องมันก็แค่ ออกมาพบปะผู้คน เริ่มเรียนรู้ และลองทำสิ่งใหม่ ๆ ให้แตกต่างออกไปจากเดิม เช่น หาทางปรับปรุงวิธีการทำงาน หาทางปรับปรุงประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล วุ๊ย ถ้าดูแบบนี้ มันก็ง่ายจะตายไป ... สรุปตามภาษาผมก็คือ มันอยู่ที่ใจครับว่าอยากทำหรือเปล่า ... สู้ ๆ ครับ 

เรื่องที่ทำไม่ได้มากกว่าครึ่งคือเรื่องที่ไม่ได้ทำ
ใครสร้างเขตสุขสบายเอาไว้ขังเรา

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 21 September 2018