MSITBlog

3 minutes reading time (580 words)

Manufacturing Side (3) (ETO, MTO, ATO และ MTS)

ในบล็อกที่ผ่านมา เราคุยกันหนักไปในเรื่องการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือ การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) เป็นหลัก มันเหมือนคุยกันแค่ครึ่งเดียว เพราะอีกครึ่งหนึ่งเราคิดว่ามันมีพร้อมให้ใช้อยู่ตลอดเวลา ครึ่งที่ว่านี้ก็คือ ทรัพยกร (Resource) ที่ต้องใช้ในการผลิตนั่นเอง

เรากลับมาคุยกันเรื่องพื้นฐานกันก่อน ถ้าเราดูจากการดำเนินงานของโรงงานผู้ผลิตที่อิงอยู่กับคำสั่งซื้อแล้ว โดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

1) ออกแบบตามคำสั่งซื้อ (Engineering to Order, ETO) อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ลูกค้าให้ออกแบบสินค้าตามที่เขากำหนด Spec. มาให้ มันจึงเป็นการออกแบบเฉพาะขึ้นมาตามที่ลูกค้าต้องการ แล้วก็ผลิตขึ้นมาตามที่ออกแบบเอาไว้ ดังนั้นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาจึงเป็นสินค้าที่เราต้องออกแบบและผลิตขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้กับลูกค้าเฉพาะราย

สมัยแรกที่ผมเข้ามาทำงานในโรงงาน โรงงานแรกที่ผมเข้าทำงานก็จะเป็นโรงงานในลักษณะนี้ โดยมีแผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นแผนกหนึ่งอยู่ภายในโรงงาน เมื่อลูกค้าที่มี Idea ก็จะมาว่าจ้างเราออกแบบ ทำต้นแบบ และผลิตขึ้นมาเป็นสินค้า กระบวนการแบบนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แล้วแปลออกมาเป็น Spec. หรือ ข้อกำหนดทางวิศวกรรม จากนั้นก็ทำการออกแบบ ทำต้นแบบ (Prototype) ออกมา ทำการยืนยันแบบกับลูกค้า  อาจต้องทำการแก้ไขแบบอีกครั้ง ยืนยันกันอีกครั้ง แล้วจึงทำการผลิตสินค้านั้น ๆ ขึ้นมา สินค้าบางตัวกว่าจะผลิตออกมาเป็นจำนวนมากได้ก็ใช้เวลากันเป็นปีครับ

2) ผลิตตามคำสั่งซื้อ (Make to Order, MTO) ก็ตรงตัวครับ เราจะผลิตสินค้าก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาและสินค้าที่ต้องผลิตนั้นจะเป็นไปตามที่ลูกค้าระบุ ดังนั้นลูกค้าจะให้รายละเอียดของสินค้ามาให้เราผ่านทำ BOM, ข้อกำหนดทางวิศวกรรมต่าง ๆ เช่น Spec., Drawing เป็นต้น เราก็ผลิตสินค้าให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ ถ้าพูดแบบกว้าง ๆ แล้ว โรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้าก็จะตกอยู่ในข้อนี้

โรงงานที่สองที่ผมทำก็ถือได้ว่าเป็นโรงงานประเภทนี้ เพราะรับจ้างผลิตสินค้า (แผงวงจรไฟฟ้า) ให้กับลูกค้า 100% โดยไม่มีการออกแบบสินค้าใด ๆ ให้กับลูกค้าเลย ตรงนี้ก็กล่าวได้ว่า โรงงานแรกผมได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบเป็นหลัก ส่วนโรงงานที่สองผมได้เรียนรู้เรื่องการการผลิตเป็นหลัก

3) ประกอบตามคำสั่งซื้อ (Assemble to Order, ATO) โรงงานแบบนี้อาจจะไม่ได้ผลิตส่วนประกอบต่าง ๆ เอง เป็นเพียงแต่การนำมาประกอบเข้าด้วยกันตามที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น โรงงานสั่งซื้อ เมนบอร์ด แรม CPU ฮาร์ดดิสก์ Case อะไรพวกนี้จากซัพพลายเออร์เอามาไว้ในคลังสินค้าของโรงงาน พอลูกค้ามีสั่งซื้อเข้ามา เราก็นำสิ่งข้างต้นมาประกอบเข้าด้วยกันให้เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ (จึงเรียกว่า ประกอบตามคำสั่งซื้อ บางทีก็ใช้ภาษาอังฤษเป็น Configure to Order)

4) ผลิตเพื่อเก็บเป็นสต็อก (Make to Stock, MTS) โรงงานแบบนี้ จะผลิตสินค้าแล้วเก็บเข้าคลังสินค้าเอาไว้ (เช่น สบู่ ยาสีฟัน) พอลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ทางฝ่ายขายก็เบิกของจากคลังสินค้าส่งไปให้เลย

เราจะเห็นว่า แบบที่ 4 หรือ MTS ลูกค้าจะได้สินค้าเร็วที่สุด แบบที่ 3 หรือ ATO ก็จะช้าหน่อย เพราะต้องประกอบก่อน แบบที่ 2 หรือ MTO ก็จะช้าออกไปอีกเพราะต้องผลิตส่วนประกอบย่อย ๆ ขึ้นมา เพื่อประกอบเป็นสินค้า และแบบที่ 1 หรือ ETO จะช้าที่สุด เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ทำการออกแบบ ทำต้นแบบ จัดหาวัตถุดิบใหม่ อะไรพวกนี้ มันจึงใช้เวลานาที่สุด     

โรงงานสุดท้ายที่ผมทำงานนั้น ก็เป็นแบบ MTO คือ รับจ้างผลิตแผงวงจรไฟฟ้า (เช่น ผลิตเมนบอร์ดคอมพิวเตอร์ แล้วส่งให้ลูกค้า) และ/หรือ ประกอบขึ้นมาเป็นตัวสินค้าที่แล้วเสร็จ (ผลิตแผงวงจรไฟฟ้าอันเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ส่งไปให้ลูกค้า)

เราจะรับจ้างผลิตสินค้าเฉพาะด้าน (เช่น กลุ่มอุปกรณ์ด้าน Storage and Server กลุ่มอุปกรณ์ด้าน Communication and IT เป็นต้น) … เราไม่ได้รับผลิตทุก ๆ อย่าง เพราะบางอย่างเราไม่มีประสบการณ์พอเราก็ไม่กล้ารับผลิตให้ เพราะถ้ามันเกิดปัญหาขึ้นมาเราจะแก้ไขไม่ได้  

เราจะผลิตให้กับลูกค้าเฉพาะราย โดยเลือกเฉพาะผู้มีสินค้าที่มีกระบวนการผลิตคล้ายกับกระบวนการผลิตที่เรามีใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบัน (แม้ว่าจะแตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ไม่มากนัก เพราะเราจะได้ไม่ต้องไปลงทุนเพิ่มทางด้านเครื่องมือ เครื่องจักร เทคโนโลยีการผลิตที่หลากหลาย) ดังนั้นกระบวนการผลิตสินค้าให้ลูกค้าต่าง ๆ ก็มักจะค่อนข้างคงที่

เราก็จะจัดวางเครื่องมือ/เครื่องจักรตามกระบวนการการผลิตเรียงต่อเนื่องกันไปตามยาวเหมือนรูปด้านล่าง  พอกล่าวให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า หนึ่งแถวก็คือหนึ่งสายการผลิต ถ้ามีสินค้าให้ผลิตจำนวนมาก ก็จะมีหลายสายการผลิต

พอโรงงานตั้งอยู่มานานเข้า สายการผลิตบางสายการผลิตบางสายการผลิตก็ตั้งมานาน บางสายการผลิตก็ยังไม่นานนัก บางสายการผลิตก็เพิ่งซื้อเขามา ดังนั้นเครื่องจักรต่าง ๆ ก็เริ่มแตกต่างกันไป เพราะมีทั้งรุ่นเก่า รุ่นกลางเก่ากลางใหม่ และรุ่นใหม่ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพและกำลังการผลิตที่ได้จากแต่ละสายการผลิตแตกต่างกันไป

เราก็จะแบ่งสายการผลิตออกเป็นสามกลุ่ม ขอสมมติว่าเป็นกลุ่ม A,B และC ก็แล้วกัน ถ้างานง่าย ๆ ก็ให้ทำการผลิตที่สายการผลิตกลุ่ม C ซึ่งเครื่องรุ่นเก่า ทำงานช้าหน่อย และทำงานไม่ค่อยจะซับซ้อนสักเท่าใดนัก

ถ้างานที่มีความซับซ้อนปานกลาง ก็มาผลิตที่สายการผลิตกลุ่ม B ซึ่งเป็นเครื่องกลางเก่า กลางใหม่ หรือ รุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อย  จึงรองรับได้ทั้งงานที่มีความซับซ้อนปานกลางและง่าย

ถ้างานที่มีความซับซ้อนมากก็มาผลิตที่สายการผลิตกลุ่ม A ซึ่งเป็นเครื่องรุ่นใหม่ จึงรองรับได้ทุกประเภทและมีความเร็วสูง มีคุณภาพดี

แต่แน่นอนว่า ถ้าเราใช้สายการผลิตกลุ่ม A ค่าใช้จ่ายก็ต้องแพงกว่าสายการผลิตกลุ่ม B และถ้าใช้กลุ่ม B ค่าใช้จ่ายก็ย่อมแพงกว่าสายการผลิตกลุ่ม C เป็นธรรมดา ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว เราจะไม่เอาสินค้าที่ควรจะผลิตโดยสายการผลิตกลุ่ม C ไปผลิตที่สายการผลิตกลุ่ม B (หรือเอา B ไปผลิตที่ A) โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ถ้าทำแบบนี้ พอเข้าห้องประชุมเพื่อสรุปต้นทุนการผลิต รับรองโดนฝ่ายการบัญชี/การเงินตีตายเลยครับ

ทำนองเดียวกัน เมื่อเราทำ RFQ เราย่อมรู้ว่า สินค้าที่ลูกค้าต้องการให้เราผลิตนั้นมีความซับซ้อนมาก ปานกลาง หรือ น้อย เราก็จะกำหนดได้ทันทีว่า เราควรรันที่สายการผลิตกลุ่มใด และเราย่อมประเมินได้ว่า ถ้าเรารันสายการผลิตทุกกลุ่มเต็มกำลัง เราจะสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนเงินเท่าใดต่อปี

สมมติเอาว่า ผมมีกำลังการผลิตคิดเป็นตัวเงิน 1 ล้านบาทต่อปี หรือ 2.5 แสนบาทต่อไตรมาสโดยเฉลี่ย (หรือ ผม Supply ได้ 1 ล้านบาท) พอปลายปี ผมก็เรียกฝ่ายขายมาถามว่า ลูกค้าที่มีอยู่ในมือคุณเขาบอกว่า ปีหน้าเขาจะสั่งซื้อเราเท่าใด แต่ละคนก็จะไปถามลูกค้าของเขา พอได้ยอดมา เราก็เอายอดมารวมกันถือเป็น Demand … ถ้ามันอยู่แถว ๆ 1 ล้านบาท ผมก็ OK แล้ว ถือว่า Supply เท่ากับ Demand ทั้งปี

ถ้า Demand ของลูกค้ามากกว่า ผมก็ต้องตัดสินใจแล้วว่า ผมจะลงทุนเพิ่มสายการผลิตไหม มันคุ้มไหม ถ้าไม่คุ้ม ผมคงต้องบอกฝ่ายขายให้ไปบอกลูกค้าหน่อยว่า ผมรับไม่ไหวเกินความสามารถของผมแล้ว ช่วย ๆ ลดยอดลงหน่อย ถ้าลูกค้าไม่ยอม ผมคงต้องวางแผน Outsource แหละครับ คือ ตัดงานที่รันง่าย ๆ กำไรน้อย ๆ ออกไปให้คนอื่นเขาช่วยทำให้

แต่ถ้า Demand ของลูกค้าน้อยกว่ามาก ผมก็ต้องบอกฝ่ายขายว่า ช่วยไปคุยกับลูกค้าว่า ช่วยซื้อเพิ่มให้มากขึ้นได้ไหม หรือ ไม่ก็ต้องไปหาลูกค้ารายใหม่มาเพิ่ม

ไม่รู้แหละครับ ยังไง ๆ ผมก็ต้องทำให้ Supply เท่ากับ Demand ให้ได้ ตรงนี้แหละครับมันคือการวางแผนทางธุรกิจ หรือ Business Planning    

เวลาลูกค้า A ให้ยอดมาอาจจะบอกรวม ๆ ว่า ปีหน้าจะซื้อเรา 1 แสนบาท แต่พอแยกเป็นไตรมาส (Quarter หรือ Q) แล้ว Q1 อาจจะซื้อ 10,000 บาท Q2 อาจจะซื้อ 30,000 บาท Q3 อาจจะซื้อ 40,000 บาท และ Q4 อาจจะซื้อ 20,000 บาท รวม 4 ไตรมาสก็ 100,000 พอดี

ดังนั้นผมก็ต้องให้ฝ่ายขายแต่ละคนนำตัวเลขแต่ละ Q มารวมเข้าด้วยกัน แล้วดูว่ามี Q ไหนที่เกินที่ผมจะรับได้บ้าง (ตามที่ผมสมมติไว้ก็คือ ผมรับได้ Q ละ 2.5 แสนบาท) มี Q ไหนขาดบ้าง ผมก็จะพยายามเฉลี่ยให้เท่ากัน เช่น Q2 เกินอยู่ส่วนหนึ่ง ผมก็อาจจะดึง (Pull – in) มารันที่ Q1 บ้าง หรือ ผลักออกไป (Push – out) รันที่ Q3 บ้าง ฝ่ายขายก็ต้องคุยกับลูกค้าอีกแหละครับ มันคุยกันแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่ปลายปี มันก็คุยกันง่ายครับ เพราะต่างฝ่ายก็ต่างวางแผนช่วย ๆ กัน เพราะมันมองกันเป็นตัวเงินลอย ๆ มันยังไม่ได้บอกว่า ต้องผลิตสินค้าอะไรบ้าง

ต่อมาลูกค้าจะเริ่มบอกแล้วครับว่า Q หน้าที่บอกยูว่า จะให้ยูผลิตสินค้าเป็นจำนวน 10,000 บาทนั้น มันประกอบไปด้วยสินค้า A 50 ชิ้น B 100 ชิ้น C 250 ชิ้น รวม ๆ แล้วประมาณ 10,000 บาทพอดี ตามที่ไอบอกยูเอาไว้ แต่ไอต้องการสินค้า A 10 ชิ้น B 30 ชิ้น C 50 ชิ้น เดือนหน้านะ เดือนถัดไป ไอขอ A 20 ชิ้น B 20 ชิ้น C 100 ชิ้นนะ ที่เหลือของเป็นเดือนสุดท้ายของ Q ก็แล้วกัน ฝ่ายขายที่ดูแลลูกค้ารายนี้ก็จะป้อนข้อมูลเข้า MDS ทันที

ถ้าฝ่ายขายทุกคนทำแบบนี้ ก็หมายความว่า เราจะรู้ได้ว่า Q นี้เรามียอดขายเท่าใด มันตรงตามที่เราคาดการณ์เอาไว้ไหม เดือนนี้เรามียอดขายเท่าใด มันตรงตามที่เราคาดการณ์เอาไว้ไหม ถ้ายอดขายมันน้อยไป เราก็คุยกับลูกค้าเพื่อขอดึงบางส่วนเข้ามาผลิตก่อนในเดือนนี้ หรือ Q นี้ (Pull – in) เพราะกำลังการผลิตเราเหลือถ้ามันมากไป เราก็คุยกับลูกค้าเพื่อขอผลักบางส่วนออกไปผลิตเดือนหน้า หรือ Q หน้า (Push – Out) เพราะกำลังการผลิตของเราไม่พอ

ผมเล่ากระบวนการที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังก่อนเพื่อให้เข้าใจ ... แล้วเราในฐานะ IT จะช่วยเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร ง่าย ๆ ครับ ก็ช่วยทำให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ กับ กำลังการผลิตที่เรามีอยู่ในมือ สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้ตัดสินใจวางแผนได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ... บล็อกหน้าเราจะคุยกันเรื่อง MRP II นะครับ

ในบล็อกแรก ๆ ผมเล่าให้ฟังว่า MRP II คืออะไร ... คราวนี้ผมจะเล่าให้ฟังว่า เราเอา MRP II มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรและใช้ตอนไหน ... 

 

Manufacturing Side (4) (S&OP)
Manufacturing Side (2) (MDS, MPS และ MRP)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Monday, 18 June 2018