MSITBlog

2 minutes reading time (490 words)

Manufacturing Side (1)

คราวนี้เรามั่งทางฝ่ายผลิตกันบ้าง ดูตามกรอบเส้นประสามเหลี่ยมที่แสดงไว้นะครับ

การผลิตนั้นใช่ว่า นึกอยากจะผลิตอะไรวันไหนก็ผลิตไปนะครับ มันต้องมีการวางแผนกันก่อนเพราะมันมีเรื่องเกี่ยวกับคนและเครื่องจักรจำนวนมาก (ตามกรอบของ 6M ที่ผมกล่าวผ่านมาแล้ว) ดังนั้นจะทำอะไรก็ต้องวางแผนให้ดีเสียก่อน

จากบล็อกที่ผ่านมา เมื่อฝ่ายขายรับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามาแล้ว เขาก็จะบันทึกเอาไว้ใน MDS ว่า เขาขายสินค้าอะไร ให้ใคร ต้องส่งสินค้าให้วันไหน

ขอย้อนหลังไปในบล็อกของการทำ NPI หน่อยนะครับ ตอนนั้น เราจะทดลองผลิตสินค้าให้ลูกค้าก่อน เพื่อให้มั่นใจว่า กระบวนการผลิตมัน OK แล้ว ตรงนี้ เราจะได้เวลาในการผลิตสินค้านั้น ๆ ออกมาว่า ชิ้นหนึ่งจะใช้เวลาในการผลิตนานเท่าใด (หรือ พูดง่าย ๆ ว่า ตั้งแต่วัตถุดิบชิ้นแรกผ่านเข้าสู่กระบวนการผลิต จนออกมาเป็นสินค้าที่แล้วเสร็จนั้น มันใช้เวลาประมาณกี่วัน) … เราจะเก็บตัวเลขนี้เอาไว้ เรามักจะเรียกว่า Production Lead Time (เวลานำในการผลิต) … เป็นธรรมดาครับ สินค้ายิ่งมีกระบวนการซับซ้อนมากขึ้น มันก็จะมี Production Lead Time ยาวนานมากขึ้น

นอกจากนั้น เมื่อเราขนส่งสินค้าที่ทดลองผลิตนี้ไปให้ลูกค้า เราก็จะรู้เช่นกันว่า ตั้งแต่สินค้าออกจากประตูโรงงานของเรา เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนถึงมือลูกค้านั้นใช้เวลากี่วัน (ผมเรียกว่า Transit Time หรือ ระยะเวลาในการขนส่ง ก็แล้วกัน) ดังนั้นต่อไป ถ้าลูกค้าต้องการให้สินค้าไปถึงมือเขาวันไหน ฝ่ายขายก็เพียงเอา Transit Time ไปลบออกเพื่อถอยหลังวันที่กลับไป ก็จะได้วันที่ต้องส่งของออกจากโรงงาน (Ship out Date) นั่นเอง แล้วก็จะเอาวันนี้ใส่เอาไว้ใน MDS

เราจะเริ่มกันที่ฝ่ายวางแผนการผลิตก็จะไปดึงข้อมูลจาก MDS มาดูว่า ต้องผลิตอะไรเพื่อจะได้ส่งให้ลูกค้าในวันเวลาที่กำหนดเอาไว้โดยฝ่ายขาย

เมื่อฝ่ายวางแผนการผลิตรู้ว่าจะต้องผลิตสินค้าอะไร จำนวนเท่าใด เขาก็จะรู้ว่า สินค้านั้น ๆ มีเวลานำในการผลิตเท่าใด สมมติว่า 10 วันก็แล้วกัน และสมมติต่อไปอีกว่า ถ้าฝ่ายขายต้องการส่งสินค้าไปให้ลูกค้าวันที่ 30 ฝ่ายผลิตจะต้องเริ่มผลิตในวันที่ 30 – 10 หรือก็คือวันที่ 20 (หรือก็คือนับถอยหลังไปเท่ากับเวลานำที่ใช้ผลิตสินค้านั้น ๆ)  

หรือ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือวันที่ 20 วัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้านี้ทั้งหมดต้องไปวางกองอยู่หน้าเครื่องจักรในสายการผลิตทั้งหมด เพื่อให้ฝ่ายผลิตเริ่มทำการผลิตสินค้า ประเด็นก็คือ ณ. วันที่ 20 นี้มีสายการผลิตว่างพอที่จะผลิตสินค้านี้ไหม ? …

ฝ่ายวางแผนเขาก็จะมีตารางอันหนึ่ง (เหมือนตารางเวลาที่แสดงว่าวันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง) ที่เขาเขียนเอาไว้ว่า วันไหน เวลาไหนถึงไหน สายการผลิตไหนต้องผลิตสินค้าอะไร เรียกกันทั่วไปว่า Poduction Schedule หรือ ตารางการผลิต หรือ หมายกำหนดการการผลิตก็ได้

พอฝ่ายวางแผนอยากรู้ว่าวันที่ 20 มีสายการผลิตว่างไหม เขาก็เปิดตารางการผลิตดู ถ้าไม่ว่าง เขาก็จะขยับไปข้างหน้าอีกเพื่อดูว่า วันที่ 19 ว่างไหม วันที่ 18 ว่างไหม (ขยับถอยหลังมาเป็นวันที่ 21 ไม่ได้นะครับ เพราะเวลามันจะเหลือแค่ 9 วัน มันจะผลิตไม่ทัน) พอพบว่าว่าง ก็จะบันทึกลงใน Production Schedule

ดังนั้น ฝ่ายวางแผนจะให้ฝ่ายผลิต ๆ สินค้าอะไร ก็จะมาลงเอาไว้ที่ตารางนี้ ใครอยากจะรู้ว่า วันไหนฝ่ายผลิตจะผลิตอะไรก็ต้องมาดูที่ตารางนี้ จึงมีชื่อเรียกขานกันทั่วไปว่า Master Production Schedule หรือ MPS หรือ ตารางการผลิตหลัก ซึ่งผมเคยอธิบายมาแล้วในบล็อกก่อน ๆ

ฝ่านวางแผนก็จะบอกฝ่ายจัดซื้อให้เตรียมจัดหาวัตถุดิบเข้ามาให้กับฝ่ายผลิตในวันที่ 19 (สมมติว่า ล็อกเอาไว้ในตารางการผลิตแล้ว) ตรงนี้ฝ่ายจัดซื้อเขาก็จะรู้นะครับว่า ถ้าวัตถุดิบทุกรายการเข้ามากองรวมกันในคลังสินค้าแล้ว เขาต้องใช้เวลาจัดเตรียมวัตถุดิบ แล้วส่งไปให้ฝ่ายผลิตในพื้นที่สายการผลิตช่วงหนึ่ง ผมสมมติว่า เขาใช้เวลา 2 วันก็แล้วกัน ดังนั้น หมายกำหนดการที่วัตถุดิบทุกรายการต้องเข้ามากองรอในคลังสินค้าก่อนจัดเตรียมก็คือวันที่ 19 – 2 หรือ ก็คือวันที่ 17

นึกย้อนไปอีกนะครับ พอวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์เข้ามาถึงโรงงาน ก็ไม่ใช่ว่า จะแบก จะหาม เข้าไปเก็บในคลังสินค้าได้เลยนะครับ มันต้องมีการตรวจรับ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพกันก่อน เอาว่า ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 2 วันก็แล้วกันดังนั้น วันที่วัตถุดิบทุกชิ้นต้องเข้ามาที่โรงงานก็คือ 17 – 2 หรือ ก็คือ วันที่ 15 … ห้ามช้ากว่านี้ เดี๋ยวจะตรวจรับและจัดวัตถุดิบให้กับฝ่ายผลิตไม่ทัน

ทีนี้ฝ่ายจัดซื้อเขาก็จะสั่งซื้อวัตถุดิบแหละครับ เขาก็จะเอา BOM มาเปิดดูว่า มีวัตถุดิบกี่รายการที่เขาต้องสั่งซื้อ ผมขอสมมติอีกแหละครับว่ามี 3 รายการ คือ A, B และ C

พอเปิด BOM ดูเขาก็รู้ว่า รายการนี้ต้องซื้อจาก Supplier รายใด มี Lead Time (เวลาตั้งแต่ Suppier ได้รับใบสั่งซื้อจนกระทั่งส่งของมาถึงเรากี่วัน) ….. ผมก็สมมติเอาว่า

รายการ A ต้องซื้อจาก Supplier X มี Lead Time 3 วัน

รายการ B ต้องซื้อจาก Supplier Y มี Lead Time 5 วัน

รายการ C ต้องซื้อจาก Supplier Z มี Lead Time 7 วัน

ถ้าจะให้รายการ A เข้ามาถึงโรงงานวันที่ 15 เข้าต้องเปิดใบสั่งซื้อไปที่ Supplier X วันที่ 15 – 3 ซึ่งก็คือวันที่ 12

ถ้าจะให้รายการ B เข้ามาถึงโรงงานวันที่ 15 เข้าต้องเปิดใบสั่งซื้อไปที่ Supplier X วันที่ 15 – 5 ซึ่งก็คือวันที่ 10

ถ้าจะให้รายการ C เข้ามาถึงโรงงานวันที่ 15 เข้าต้องเปิดใบสั่งซื้อไปที่ Supplier X วันที่ 15 – 7 ซึ่งก็คือวันที่ 8

ส่วนจะซื้อจำนวนเท่าใด …. เขาก็เอาจำนวนสินค้าที่ต้องผลิตคูณเข้าไปก่อนค่าที่ได้ออกมาก็คือปริมาณวัตถุดิบที่ต้องใช้ในแต่ละรายการ จากนั้นก็หักออกด้วยปริมาณวัตถุดิบของรายการนั้น ๆ ที่มีอยู่ในคลังสินค้าอยู่แล้วผลที่ได้ก็คือปริมาณที่ต้องการสั่งซื้อนั่นเอง พอทำแบบนี้เสร็จก็จะรู้แล้วว่า รายการ A ต้องซื้อปริมาณเท่าใด และรายการ B, C ก็ทำแบบเดียวกัน

จากนั้นก็ออกใบขอซื้อวัตถุดิบ (PR, PO) แล้วก็ส่งไปให้ Supplier แต่ละรายในวันที่คำนวณออกมาแล้ว เช่น วันที่ 12 ก็ส่งใบสั่งซื้อรายการ A ไปให้ Supplier X แล้ววันที่ 10 ก็ส่งใบสั่งซื้อรายการ B ไปให้ Supplier Y เป็นต้น

ตรงนี่เอง ถ้ามีสินค้าที่ต้องผลิตหลายชนิดในแต่ละวัน ก็ต้องซื้อวัตถุดิบมากขึ้น ก็ต้องคำนวณกันอุตลุด มันก็ไม่ไหว ก็ต้องหาโปรแกรมเข้ามาช่วยเขาหน่อย โปรแกรมที่ทำงานแบบนี้ เรารู้จักกันนาม Material Requirement Planning หรือ MRP หรือ โปรแกรมช่วยในเรื่องการวางแผนความต้องการวัสดุนั่นเอง ผมเคยกล่าวผ่านมาแล้วในครับ ... ผมว่า ถ้าเป็นเรื่องการผลิตสินค้าแล้ว ผมว่ามันหนีโปรแกรม MRP ได้ยากครับ

หลังจากส่งใบสั่งซื้อไปให้ Supplier Y แล้ว เขาตอบกลับมาว่า ตอนนี้เขาไม่สามารถจัดส่งวัตถุดิบรายการ B มาให้ได้ตาม Lead Time 10 วันที่เคยตกลงกันไว้ เพราะเครื่องจักรเขาเสีย กว่าจะซ่อมเครื่องจักรขึ้นมาและผลิตส่งมาให้ได้ก็โน่น 20 วัน คุณจัดซื้อที่รัก คุณจะรอไหวไหม

ตรงนี้แหละครับ ถ้าเรามี Supplier หลายรายอยู่ใน BOM เช่น รายการ B เราสามารถซื้อได้จาก Supplier Y, Supplier M, Supplier N … แบบนี้เราก็จะถือว่า Supplier M, N เป็น Alternative Supplier … เราก็จะโทรไปถาม Supplier M กับ N ว่า เขามีรายการ B ขายไหม ส่งของได้ภายในเวลา 10 วันไหม ถ้าใครตอบว่า มีและได้เราก็จะกลับไปขอบอกขอบใจ Supplier Y “ขอบใจนะครับที่ให้ข้อมูล เราคงรอไม่ไหว เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันแล้วเราก็ยกเลิกใบสั่งซื้อที่ส่งไปให้ Supplier Y แล้วเปิดใบสั่งซื้อใหม่ส่งไปให้ Alternative Supplier … อันนี้ก็จบใช่ไหมครับ

สังเกตไหมครับ เรายิ่งมี Alternative Supplier มากขึ้น เราก็มีทางเลือกมากขึ้น คงเห็นแล้วนะครับว่า ทำไมฝ่าย Sourcing ต้องหา Supplier ที่ดี มีคุณภาพ เข้ามาเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดการชดเชย Supplier ที่มี Performance ไม่ดีเราจึงเลิกทำมาค้าขายด้วย และเพื่อให้มี Alternive Supplier มากขึ้น

ทีนี้ถ้าหาไม่ได้ล่ะจะทำอย่างไร เราจะคุยกันในครั้งหน้าครับ  

 

Manufacturing Side (2) (MDS, MPS และ MRP)
Sale Side

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Monday, 10 December 2018