MSITBlog

2 minutes reading time (431 words)

Manufacturing Side (2) (MDS, MPS และ MRP)

ครั้งที่แล้ว เราคุยกันว่า ถ้าเราซื้อวัตถุดิบไม่ได้จะทำอย่างไร

ฝ่ายจัดซื้อก็ต้องแจ้งไปยังฝ่ายขายให้ทราบ และฝ่ายขายก็ต้องกลับไปคุยกับลูกค้าว่า เราไม่สามารถผลิตสินค้าให้ตามเวลาที่ระบุได้เพราะว่าเราจัดหาวัตถุดิบเข้ามาไม่ทัน มันก็จะเกิดการคุยกันแหละครับ

โดยทั่วไปไปก็จะเกิดขึ้นได้หลายกรณี แต่ที่พบโดยทั่วไปก็เช่น 1) ลูกค้าจะช่วยเราหาวัตถุดิบ 2) ลูกค้าให้เราหาซื้อจากแหล่งอื่นซึ่งอาจจะไม่อยู่ใน AVL และราคาอาจจะแพงขึ้น (เขาจะรับผิดชอบในส่วนต่างที่เกิดขึ้น) 3) ให้เราเสนอมาว่า เราจะเลื่อนการส่งของให้เขาไปถึงวันใด

ในข้อแรกนั้น เราต้องไม่ลืมว่าลูกค้าเป็นผู้ออกแบบสินค้า เขาย่อมรู้ว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เขาเลือกมาใช้นั้นหาซื้อที่ไหนได้บ้าง หรือ สามารถใช้ชิ้นส่วนอะไรที่ทัดเทียมกันมาใช้ได้ทดแทนได้บ้างและซื้อได้จากที่ไหน การที่เขาช่วยเราหาแหล่งขายหรือชิ้นส่วนทัดเทียมกันเพื่อนำมาทดแทนนั้น โดยทั่วไปเขาจะทำได้เร็วกว่าเรา แต่เขามักจะไม่ซื้อให้เรานะครับ เขาเพียงช่วยเราหาว่าจะซื้อชิ้นส่วนได้จากที่ใด จากนั้นเราก็ต้องติดต่อซื้อขายเอาเอง แน่นอนครับ มันก็ต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน แต่ลูกค้ารับรู้แล้ว ดังนั้น สินค้าที่ต้องผลิตก็อาจจะมีการเลื่อนออกไปบ้าง

ข้อที่สองนี้ ลูกค้าจะยอมให้เราหาซื้อจากแหล่งขายที่อยู่นอก AVL ซึ่งราคาอาจจะแพงขึ้นมาหน่อยและเราต้องมาใส่ใจในเรื่องคุณภาพให้มากขึ้น (หมายความว่า เราต้องตรวจสอบคุณภาพให้มากขึ้นกว่าตอนที่เราซื้อจากแหล่งขายที่อยู่ใน AVL ซึ่งเราเคยซื้อขาย หรือ ทำการ Qualify เขามาแล้ว)  การซื้อแบบนี้ก็คล้าย ๆ กับเราหาซื้อของในอินเตอร์เน็ตแหละครับ เราก็ค้นหาไปเรื่อย ๆ เจอในเว็บไหน ก็ถามไถ่ราคา ข้อกำหนดในการซื้อขายกัน ถ้าตกลงกันได้ก็ซื้อขายกัน โดยเราไม่รู้หรอกว่า ผู้ขายเป็นใคร บริษัทตั้งอยู่ที่ไหน มันจึงมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เรามักเรียกการซื้อแบบนี้ว่า Spot Buy และถ้าเราหาซื้อได้ช้า สินค้าที่ต้องผลิตก็อาจจะมีการเลื่อนออกไปเช่นกัน

ส่วนมากลูกค้าจะสนใจข้อสามก่อนเสมอ โดยเราก็จะบอกเขาว่า ชิ้นส่วนที่มี Lead Time ล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น (คือ เข้ามาช้ากว่าที่ควรจะเป็น) กี่วัน ดังนั้นเราก็น่าจะบอกได้ทันทีว่าลูกค้าน่าจะได้รับสินค้าล่าช้ากว่าเดิมกี่วัน แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะ ณ. วันที่ชิ้นส่วนตัวนี้เข้ามา สายการผลิตของเราอาจจะไม่ว่างที่จะทำการผลิตสินค้าตัวนี้ก็ได้ ดังนั้น เราต้องกลับมาดูที่ MPS ก่อนว่า ช่วงเวลานั้นสายการผลิตมันว่างพอที่จะผลิตให้ไหม ถ้าไม่ว่าง เราก็ต้องหาวันที่เหมาะสมเสียก่อน แล้วจึงค่อยไปคุยกับลูกค้า

มองในมุมของเรา มันมักไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าใดหรอกครับ เพราะสินค้ามันเลื่อนถอยหลังออกไปได้ (คือผลิตให้ล่าช้าออกไป) แต่เมื่อมองในมุมของลูกค้า อันนี้บางรายเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว เพราะลูกค้าอาจจะไม่มีของขายให้กับลูกค้าของเขา เขาอาจจะโดนปรับ เสียลูกค้า เสียภาพลักษณ์ ก็เป็นได้

ในกรณีเช่นนี้ ลูกค้าจะเริ่มต่อรองแล้วครับ เช่น ขอให้เราบี้ Supplier B หน่อยได้ไหมลองดูว่า จากที่เขาเคยบอกว่า 20 วันได้นั้น เขาจะทำได้เร็วเท่าใดเราก็กลับไปคุยกับ Supplier B สมมติว่า Supplier B ตอบมาว่า เร่งสุด ๆ ได้ 18 วัน

ลูกค้าเราอาจจะถามเราอีกว่า โอย ไอรับไม่ได้ ลองคุยอีกครั้งได้ไหม สมมติว่าถ้าเราจ่ายค่าเสียเวลาให้เขา (มันมีศัพท์คำหนึ่งคือ Expedite Charge หรือ Expedite Fee เช่น เรายอมจ่ายค่าทำงานล่วงเวลา การขนส่ง ให้เขาเพื่อให้เราได้สินค้าเร็วขึ้น)  เราก็ไปคุยอีก Supplier B ก็อาจจะบอกว่า ถ้าเราจ่ายค่า Expedite Charge ให้เขา เราน่าจะได้ของภายใน 12 วัน นี่ Best Case แล้วนะเราก็ต้องไปดู MPS ของเราอีกว่า ถ้าได้ของภายใน 12 วัน เราจะผลิตให้เขาได้เมื่อใด แล้วก็กลับไปคุยกับลูกค้าอีกลูกค้าก็อาจจะบอกว่า ก็ยังช้าไป ยูลองหาซื้อแบบ Spot Buy ดูซิว่าจะทำได้ไหม ราคาเป็นอย่างไรบ้าง เราก็ต้องทำต่อไปแหละครับ สมมติว่าเราหาซื้อได้ เราก็ต้องกลับมาดูที่ MPS อีก แล้วก็ต้องกลับไปคุยกับลูกค้าอีก เรียกว่า คุยกันจนหาวันผลิตจนได้แหละครับ

วัตถุดิบบางอย่าง เช่น กล่องโลหะอะไรแบบนี้ มันเป็นวัตถุดิบที่ Supplier ต้องผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะ (เราเรียกพวกนี้ว่า Custom Made หมายถึง ทำขึ้นมาเฉพาะเพื่อขายให้ลูกค้ารายใดรายหนึ่ง) ดังนั้นจึงมักจะไม่สามารถหาซื้อแบบ Spot Buy ได้ ถ้าจะเร่งรัดกันแล้ว ส่วนมากก็ต้องจ่ายค่า Expedite Charge … แต่ถ้าเป็นวัตถุดิบที่เป็นของมาตรฐานที่ใคร ๆ ก็ทำกัน แบบนี้ยังพอหาซื้อแบบ Spot Buy ได้      

พอได้วันผลิตแล้ว ฝ่ายขายก็จะกลับไปแก้วันจัดส่งใน MDS และฝ่ายวางแผนก็จะล็อกวันใน MPS ฝ่ายจัดซื้อก็จะรัน MRP เพื่อทำการเปิดใบสั่งซื้อวัตถุดิบอีกครั้ง มันน่าจะจบใช่ไหมครับ

บางครั้งมันไม่จบครับ เพราะว่าวัตถุดิบแบบ Custom Made ที่ทางซัพพลายเออร์ทำให้เรานั้น เขาอาจจะทำให้เราไม่ได้ในช่วงเวลานั้น ๆ ก็เป็นได้ เพราะกำลังการผลิตเขาเต็ม (โรงงานโดยทั่วไปจะถือแบบเดียวกัน คือใครสั่งมาก่อน ก็จะผลิตให้ก่อน (First Come, First Serve) นะครับ) ถ้าเร่งก็ต้องจ่ายค่า Expedite Charge ให้เขา บางครั้ง แม้ว่าเรายอมจ่าย แต่กำลังการผลิตของเขาเต็มจริง ๆ หรือ ผลิตไม่ได้จริง ๆ (เช่น ถ้าเราซื้อวัตถุดิบจากประเทศจีน ช่วงตรุษจีนโรงงานจะหยุดกัน 2-3 สัปดาห์ พนักงานก็จะกลับบ้านกัน (เหมือนสงกรานต์บ้านเรานี่แหละ) จึงไม่มีพนักงานทำงาน ดังนั้นช่วงนี้ เขาผลิตไม่ได้แน่ ๆ และลูกค้าก็จะรู้ว่าตรุษจีนโรงงานจะปิดยาว ทุกคนก็จะเปิดคำสั่งซื้อไปช่วงก่อนตรุษจีนสักเดือนหนึ่ง อันนี้ก็จะทำให้กำลังการผลิตของเขาเต็ม) เขาก็ไม่สามารถทำให้เราได้

เพื่อความชัวร์ เวลาเราคุยกับลูกค้าไป เราก็ต้องดูใน MPS ไป รัน MRP ไปด้วย เพื่อตรวจสอบว่าวัตถุดิบตัวไหนน่าจะเป็นปัญหาบ้าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก Custom Made) แล้วก็โทรสอบถามกัน ขอ Confirm กันให้วุ่นวายไปหมด เพราะว่า ถ้าเราไปสัญญิงสัญญากับลูกค้าแล้วทำไม่ได้ เดี๋ยวก็เป็นเรื่องตามมาอีก คือ ลูกค้าก็โวยเราว่า สัญญาแล้วทำไม่ได้ (ไม่เป็นไปตาม Available To Promise (ATP))   

จากที่เล่ามานี้ ก็จะเห็นว่า โปรแกรมที่ช่วยวางแผนการผลิต (MPS) กับ โปรแกรมที่ช่วยในการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ (MRP) ถือเป็นโปรแกรมที่สำคัญในการช่วยฝ่ายวางแผนการผลิตและฝ่ายจัดซื้อเลยทีเดียว   

ถ้าจะให้มันไหลไปอย่างราบรื่น เราจะเห็นว่า MPS นั้นรับข้อมูลมาจาก MDS และ MRP มันจะใช้ข้อมูลจาก BOM และ Inventory มาใช้ในการคำนวณใช่ไหมครับ มันก็ต้องไปเพิ่มส่วนข้างต้นเข้าไปด้วย มันถึงจะไหลไปได้อย่างราบรื่น ยังจำรูปข้างล่างนี้ได้ใช้ไหมครับ ผมเคยกล่าวมาแล้วในบล็อกก่อน ๆ

จากรูปก็จะเห็นว่า ฝ่ายขายจะอินพุตเข้า MDS สองเรื่องด้วยกัน คือ Sale Order กับ Sale Forecast (ลูกค้าบางรายก็บอกเราเลยว่า ให้ผลิตให้เขาทุกเดือน ๆ ละเท่านั้น เท่านี้ จะได้ไม่ต้องมาสั่งซื้อกันทุกเดือน) ผลที่ได้จาก MDS ก็จะนำมาวางแผนการผลิตใน MPS และผลที่ได้จาก MPS ก็จะมารัน MRP เพื่อสั่งซื้อวัตถุดิบ

ตัว MRP ก็จะนำข้อมูลจาก BOM และ Inventory On Hand (วัตถุดิบที่มีอยู่ในคลังสินค้าแล้ว) หรือ Scheduled Receipt (วัตถุดิบที่เราสั่งซื้อไปแล้วทราบว่าจะเข้ามาถึงเราวันไหน) เข้ามาร่วมในการคำนวณเพื่อออกใบสั่งซื้อ ในกรณีที่ Lead Time มีการเปลี่ยนแปลง มันก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนใบสั่งซื้อให้เหมาะสม (Order Modifier)

ผลที่ได้จาก MRP ก็คือใบสั่งซื้อที่วางแผน (คำนวณให้ซื้อวันไหน) เอาไว้แล้ว (หรือ Planned Order) ก็อย่างที่ยกตัวอย่างมาละครับ ถ้ามีรายการใดมี Lead Time ยืดออกไป มันก็จะทำให้รายการอื่น ๆ ต้องยืดตามไปด้วย เพราะเราก็ไม่อยากให้วัตถุดิบรายการอื่น ๆ เข้ามากองรออยู่ในคลังสินค้า (เงินจม เปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บ เสียค่าใช้จ่าย) มันก็จะเกิด Reschedule Order (เปลี่ยนแปลงวันสั่งซื้อ ส่วนจะเลื่อนเข้าหรือเลื่อนออกก็ว่ากันไป) หรือ บางทีก็ต้องยกเลิกคำสั่งซื้อ (Cancel Order) ไปก่อนก็มี (เพราะยังคุยกับลูกค้าไม่จบ หรือ ลูกค้ายกเลิกคำสั่งผลิต) … เชื่อผมเถอะครับ อะไรที่ไม่เป็นไปตามแผนล้วนแล้วแต่มีเรื่องให้ปวดหัวทั้งนั้นละครับ

จากที่อธิบายมาแล้วนี้ จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับวัตถุดิบก่อนเป็นอันดับแรก โดยเราจะปรับตารางการผลิตตามการเข้ามาของวัตถุดิบไปเรื่อย ๆ ในกรณีแบบนี้ การโยกย้ายสับเปลี่ยนตารางเวลาในการผลิตมันสามารถทำได้ไม่ลำบากลำบนมากมายนัก … 

 

Manufacturing Side (3) (ETO, MTO, ATO และ MTS)
Manufacturing Side (1)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Monday, 10 December 2018