MSITBlog

1 minute reading time (243 words)

ผังความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interrelationship Diagram)

ผังนี้ไม่อยู่ในกลุ่ม 7 (New) QC Tool นะครับ แต่ผมหยิบมาเล่าให้ฟัง เพราะบางทีมันอาจจะต้องใช้ต่อเนื่องกันไปกับผังเชื่อมโยง ผมจะอธิบายแค่พอเข้าใจผ่านทางการยกตัวอย่างก็แล้วกัน

ผังความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interrelationship Diagram) ใช้ระบุและสำรวจความสัมพันธ์เชิงความเป็นเหตุเป็นผล (Cause and Effect) ระหว่างแนวคิดหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน โดยมันแสดงให้เห็นว่าทุกความคิดสามารถเชื่อมโยงเชิงกับความคิดอื่น ๆ ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ตรงนี้มันจะช่วยให้ทีมงานเกิดการคิดออกไปด้านข้าง (Lateral thinking) ทำให้มองเห็นบางสิ่งที่แฝงอยู่ เทคนิคนี้มักจะใช้หลังจากผังเชื่อมโยงได้ทำให้แสดงการจัดกลุ่มของเรื่องราวหรือปัญหาแล้ว

ย้อนกลับไปหน่อยครับ จากบล็อกที่แล้ว สมมติว่าเราได้เรื่องที่จำเป็นต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ออกมาดังรูป

(เพื่อให้มีข้อมูลมากหน่อย ตอนนำมายกตัวอย่าง) สรุปได้ก็คือ Customer Value, Work Environment, Customer Service, ROI, Technology, Product Innovation … พอผู้จัดการได้ข้อมูลเหล่านี้ ก็เกิดคำถามว่า ที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ตัวใดมันมันส่งผลต่อตัวใด ตัวใดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จะได้ขับเคลื่อนไปได้อย่างถูกต้อง ผู้จัดการจึงขอให้ทีมช่วยทำการยืนยันให้หน่อย ทีมได้ตัดสินใจใช้ Interrelationship Diagram เข้ามาช่วย โดยทีมได้เขียนเรื่องต่าง ๆ ลงในกระดาษดังนี้

แล้วก็ดูไปทีละตัวว่า เมื่อตัวมันเป็นเหตุ (Cause) มันส่งผล (Effect) ไปยังตัวใดบ้าง เช่น เราดูตัว สภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ Work Environment” ก่อนโดยถือว่ามันเป็นเหตุ แล้วมันส่งผลไปยังตัวใด เราก็ลากเส้นไปยังตัวนั้น

ถ้าเรามีทีมงานที่ดี ทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร สิ่งนี้ย่อมส่งผล (หรือ ทำให้เกิด) การบริการลูกค้าด้วยความเต็มใจ ก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มแก่ลูกค้าได้มาก เขาย่อมต้องการเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้งาน (เพื่อออกแบบสินค้า)  และสามารถคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ แต่จะไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องของ ROI …. เราก็ลากเส้นจาก Work Environment (เหตุ) ไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง (ผล) ดังรูปด้านล่าง  

คราวนี้ เราก็เอาเทคโนโลยี (Technology) มาเป็นเหตุบ้าง เราก็พิจารณาแบบที่ผ่านมาแหละครับ แล้วก็ลากเส้นไปยังผล ในกรณีนี้ เราจะเห็นว่า เทคโนโลยีนี้จะนำมาออกแบบสินค้าเท่านั้น (ดูจากกลุ่มข้อมูลในผังเชื่อมโยง) จึงลากได้เส้นเดียว ดังรูปด้านล่าง

จากนั้น เราก็เอา นวัตกรรมของสินค้า (Product Innovation) เป็นเหตุบ้าง นวัตกรรมของสินค้า ย่อมก่อให้เกิดคุณค่าต่อลูกค้าและ ROI … เราก็ลากเส้นไปยังส่วนที่กล่าวมา

จากนั้น เราก็เอา การให้บริการลูกค้า (Customer Service) เป็นเหตุบ้าง ถ้าให้บริการแก่ลูกค้าได้ดี มันก็จะส่งผลให้เป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าและ ROI … เราก็ลากเส้นไปยัง Customer Value และ ROI ดังรูปด้านล่าง

แล้วก็เอา คุณค่าที่ให้แก่ลูกค้า (Customer Value) เป็นเหตุบ้าง ถ้าคุณค่าที่เราให้แก่ลูกค้าทำได้ดี ย่อมส่งผลให้ลูกค้ามาซื้อสินค้ามากขึ้น มันย่อมส่งผลต่อ ROI … ดังนั้นเราก็ลากเส้นไปยัง ROI

 จากนั้น เราก็นับที่แต่ละตัวว่า มันมีลูกศรวิ่งออก (Out) กี่อัน มีลูกศรวิ่งเข้า (In) กี่อันผลการนับเป็นดังรูปด้านล่าง 

ตัวใดที่มีลูกศรวิ่งออกมากกว่าวิ่งเข้า (Out > In) ก็จะถือว่ามันเป็น ตัวขับเคลื่อน (Driver) … ตัวใดที่มีลูกศรวิ่งออกน้อยกว่าวิ่งเข้า (Out < In) ก็จะถือว่ามันเป็น ตัวผลลัพธ์ (Result) … จากรูปด้านบนจะเห็นว่า ตัวขับเคลื่อนต้นทาง หรือ ตัวขับเคลื่อนหลักของวิสัยทัศน์ก็คือ “Work Environment” เพราะมีแต่ลูกศรออกโดยไม่มีลูกศรเข้าเลย (ถ้าเป็นการแก้ปัญหา ตรงนี้ก็คือต้นเหตุแหละครับ) และ ROI จะเป็นตัวผลลัพธ์สุดท้าย เพราะมีแต่ลูกศรเข้า แต่ไม่มีลูกศรออกเลย

สังเกตนะครับ ถ้าเรามองตามรูปแล้ว เราจะเห็นว่า เรื่องหนึ่งในฐานะที่มันเป็นต้นทาง มันสามารถส่งผลไปยังไปยังปลายทางได้หลายเรื่อง หรือ มองในมุมกลับ เราก็จะเห็นว่าเรื่องหนึ่งที่อยู่ด้านหลังมันได้รับปัจจัยอินพุตมาจากหลายเรื่องทั้งทางตรง (เรื่องที่อยู่ข้างหน้า) และทางอ้อม (เรื่องที่อยู่ก่อนหน้าโน้น หรือ ข้างเคียง)

ส่วนมากแล้ว เรามักจะคิดอะไรเป็นเชิงเส้น (Linear Thinking) เช่น ทีมงานจะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ใส่เข้าไปในตัวสินค้า ทำให้สินค้ามีคุณค่ามากขึ้น ลูกค้าก็จะชอบและหันมาซื้อสินค้าของเรา ทำให้เรามีผลกำไรมากขึ้น อะไรแบบนี้แหละครับมันจะมองในเชิงตรงไปตรงมา อะไรที่มาอ้อม ๆ มาข้าง ๆ ก็จะไม่ได้ยกข้นมาพิจารณา บางทีก็ทำให้เราพลาดไปก็มี  

การทำ Interrelationship Diagram มันจะไปคล้าย ๆ กับ ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagrams) ที่เราจะคุยกันในบล็อกหน้าครับ

 

 

ผังความสัมพันธ์ (Relations Diagram) (1)
ผังเชื่อมโยง (Affinity Diagram) (2)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 06 December 2019