MSITBlog

2 minutes reading time (364 words)

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) (1)

เมื่อเรารู้ว่า ปัญหาที่เราต้องการแก้คืออะไร (จากผังพาเรโต) สามารถวัดผลของปัญหาออกมาเป็นตัวเลขได้ (ผังฮิสโตแกรม) และสามารถกำหนดเป้าหมายใหม่ได้ ต่อไปก็ต้องช่วยระดมความคิดออกมาว่า ปัญหานั้นมันเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ตอนทำการระดมความคิดนั้นย่อมได้ความคิดออกมามากมายจากสมาชิก ถ้าเราสามารถจับกำหนดกลุ่มหรือเรื่องที่จะคิดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แล้วนำมาแสดงรวมอยู่ในภาพเดียวกัน ก็จะทำให้สมาชิกในทีมแก้ปัญหาซึ่งมาจากพื้นที่ต่างกันทำความเข้าใจปัญหาในมุมมองของพื้นที่อื่น ๆ ที่ตนเองมิได้ทำงานอยู่ได้รวดเร็วขึ้น

ตัวอย่างเช่น ผมอยู่ฝ่ายจัดซื้อผมย่อมมองปัญหาในมุมมองของการจัดหาวัตถุดิบเป็นหลัก ผมย่อมนึกไม่ออกว่าปัญหามันจะเกิดมาจากกระบวนการผลิตได้อย่างไร เมื่อสมาชิกของทีมที่อยู่ฝ่ายผลิตคิดออกมาและอธิบายให้ฟัง ผมก็ย่อมได้ความรู้และความเข้าใจไปด้วย ผังก้างปลาก็จะถูกนำมาช่วยตรงนี้แหละครับ

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) หรือ เรียกเป็นทางการว่า ผังแสดงเหตุและผล (Cause and Effect Diagram)” จะเป็นผังหรือภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ที่เป็นผลของปัญหา (Effect) กับสาเหตุทั้งหมดที่เป็นไปได้ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหานั้น (All Possible Causes) … โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกันในชื่อของ "ผังก้างปลา (Fishbone Diagram)" มากกว่า เพราะว่าหน้าตาของผังมันมีลักษณะคล้ายปลาที่เหลือแต่ก้างดังรูปด้านล่าง

เอาละครับ เรามาในดูส่วนรายละเอียดที่เราต้องใส่เข้าไปในผังก้างปลาแล้วกัน ได้แก่

1) ส่วนปัญหา (Problem) หรือ ผลลัพธ์ (Effect) อันเป็นซึ่งจะแสดงอยู่ที่หัวปลา

2) ส่วนของสาเหตุ (Causes) จะแสดงที่ก้างปลา ซึ่งสามารถแยกย่อยได้อีก คือ

ปัจจัย (Factors) หรือ กลุ่มของสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาที่ระบุไว้ที่หัวปลา เราจะเขียนเอาไว้ที่ปลายก้างปลาใหญ่ และจากรูปเราจะเห็นว่า มันก้างเล็กแตกแขนงออกมา เราจะเขียนสาเหตุหลักเอาไว้ที่นี่ ทำนองเดียวกัน มันอาจจะมีก้างแตกออกไปจากก้างนี้อีกก็ได้ มันก็จะเป็นการแสดง สาเหตุรอง สาเหตุย่อย สาเหตุย่อย ๆ ตามต่อไปอีกดังรูป

ขอเพิ่มเติมสักหน่อยครับ หนังสือบางเล่มเขาก็เอา ปัจจัยมาเรียกสาเหตุหลัก จากนั้นจึงเป็นสาเหตุรอง สาเหตุย่อย สาเหตุย่อย ๆ ไปเรื่อย แต่หนังสือหลายเล่มเขามองว่า ปัจจัยมันเป็นชื่อกลุ่มของสาเหตุ เขาก็เลยไม่นำมารวมด้วย ผมเอาตามนี้ก็แล้วกันนะครับ มันคงไม่ใช่ประเด็ยสลักสำคัญอะไร ผมว่าขอให้เข้าใจก็แล้วกัน 

และเพื่อความเข้าใจ ผมขอยกตัวอย่างจากที่ผมขียนเอาไว้ในบล็อกต้น ๆ ว่า การออกแบบกระบวนการในโรงงานนั้น เราจะอิงอยู่กับปัจจัยหลัก ๆ 6 ตัว คือ วัสดุ (Material) เครื่องจักร (Machine) การวัด (Measurement) ผู้ทำงาน (Man) วิธีการทำงาน (Method) และ สภาพแวดล้อมในการทำงาน (Mother Nature หรือ Environment) ตามรูปด้านล่าง

ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เอาต์พุตมันผิดออกไปจากปกติ (หรือ ก็คือเกิดปัญหาขึ้นมา) มันก็ย่อมเกิดจากปัจจัย 6 ตัวตามที่กล่าวมาแล้ว เราก็จะเอาปัจจัย 6 ตัวนี้แหละ มาเขียนเป็นปัจจัยในก้างปลาแต่ละก้างในผังก้างปลา

คราวนี้เรามาดูวิธีการสร้างผังก้างปลากันบ้างโดยทั่วไปจะมี 6 - 7 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ก็เริ่มด้วยการเขียนรูปก้างปลาขึ้นมาก่อนและครับ โดยให้หัวปลาหันไปทางขวามือ ส่วนจะมีกี่ก้างมันย่อมเป็นไปตามปัจจัยที่ทีมตกลงกัน

2. กำหนดประโยคปัญหาขึ้นมา แล้วใส่เอาไว้ที่หัวปลา

ในการกำหนดหัวข้อปัญหานั้น เราควรกำหนดให้ชัดเจนและมีความเป็นไปได้ เพราะถ้าหากกำหนดประโยคปัญหาไม่ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว จะทำให้ใช้เวลามากในการค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะสมาชิกอาจมองกรอบของปัญหาที่เกิดขึ้นผิดออกไปจากความเป็นจริง และยังใช้เวลานานในการทำผังก้างปลาเพราะคงต้องใช้เวลาถกกันนาน

3. จากนั้นก็กำหนดกลุ่มปัจจัยที่อาจทำให้เกิดปัญหานั้น ๆ แล้วก็ใส่ไว้ที่ปลายของก้างปลา ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า แล้วแต่ทีมตกลงกัน เช่น ในกรณีของ 6M นั้น ถ้าสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Mother Nature (Environment)) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และ ไม่มีการวัด (Measurement) เพื่อเก็บข้อมูลใด ๆ ทีมก็อาจจะตัดปัจจัยสองตัวนี้ออกไปก็ได้ ดังนั้นปัจจัยที่เราเขียนเอาไว้ที่ก้างปลาก็จะมีแค่ 4M ที่เหลือเท่านั้น ประเด็นก็คือ เราต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมเราจึงเลือกปัจจัยเหล่านั้นมาพิจารณา (ถ้ามันเป็นกลุ่มของปัจจัยที่นิยมกันโดยทั่วไป เช่น 6M มันก็ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ทำไมเราจึงไม่ใช้ M ตั้วนั้น ตั้วนี้)

4. ระดมความคิดเพื่อหาสาเหตุในแต่ละปัจจัยตามที่กำหนดขึ้นมาทำไปทีละก้างแล้วก็เขียนเข้าไปในรูป

5. หาสาเหตุของปัญหาที่น่าจะเป็นไปได้ (จากข้อ 4) … มันอาจจะมีหลายข้อก็ได้

แนวทางง่าย ๆ ที่เรามักใช้กันในโรงงานก็คือ

5.1) ถือผังก้างปลาลงไปในพื้นที่เกิดเหตุ แล้วหาหลักฐานเพื่อตัดสาเหตุในผังก้างปลาทิ้งไป เช่น ในผังก้างปลาเขียนว่า พนักงานไม่มีการฝึกอบรม ถ้าเราไปดูแล้วพบว่า มีการอบรมแล้ว เพราะมีบันทึกการอบรมแสดงให้เราเห็น แบบนี้ เราก็มาร์กเรื่องนี้ทิ้งไป สุดท้ายแล้ว เราก็จะเหลือเฉพาะที่เราไม่มีหลักฐานที่จะตัดออกไป … (เราอาจจะใช้แนวทางข้อ 5.3 เข้าช่วยอีกก็ได้ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในข้อ 6)

5.2) ถือผังก้างปลาลงไปในพื้นที่เกิดเหตุ แล้วก็ไปเก็บข้อมูลเพื่อดูว่าที่เขียนเอาไว้หลาย ๆ หัวข้อนั้น มันมีเรื่องใดเกิดขึ้นบ้าง เกิดขึ้นบ้าง เกิดขึ้นกี่ครั้งในเวลาที่กำหนด (เช่น เราลงไปสังเกตดู 1 สัปดาห์ ถ้าเราพบว่ามีสาเหตุใดเกิดขึ้นบ้างเราก็วงกลมล้อมรอบหัวข้อเอาไว้ เกิดขึ้นกี่ครั้ง เราก็จดบันทึกเอาไว้ที่หัวข้อนั้น) … ถ้าเราทำแบบนี้ การจัดลำดับความสำคัญในข้อ 6 จะทำได้ง่าย

5.3) ถ้าไม่มีหลักฐาน หรือ เหตุการณ์ให้สืบสาวราวเรื่อง เราก็ใช้แนวทางของพาเรโต (80/20) โดยลองพิจารณาดูว่า มีสาเหตุใดบ้างที่เกิดขึ้นแล้ว มันน่าจะส่งผลกระทบไปสิ่งที่เขียนไว้ถึง 80% … ถ้าไม่เคยทำก็อาจจะนึกไม่ออก แต่ถ้าเคยทำมาบ้างมันก็พอจะมองออกครับ เพราะสมาชิกในทีมนั้นรู้จัดกระบวนการทำงานในส่วนของตนกันเป็นอย่างดี พอเห็นปั๊บก็จะพอบอกไว้ว่า เรื่องนี้มันเป็นไปได้น้อย เรื่องนี้มันเป็นไปได้มาก

6. เราก็นำผลที่ได้จากข้อ 5 มาจัดลำดับความสำคัญของสาเหตุ

7. จัดทำแนวทางการปรับปรุงหรือแก้ไขตามความจำเป็น

ในแง่ของการกำหนดปัจจัยบนก้างปลานั้น เราสามารถกำหนดกลุ่มปัจจัยอะไรก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่ากลุ่มที่กำหนดไว้เป็นปัจจัยนั้นสามารถที่จะช่วยให้แยกแยะและกำหนดสาเหตุต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ และเป็นเหตุเป็นผลกับปัญหาที่ยกขึ้นมาพิจารณา

ในกระบวนการผลิต (Manufacturing) แล้ว ส่วนมากมักใช้หลักการ 6M เป็นกลุ่มปัจจัยตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น บางแห่งก็ใช้ 8M โดยเพิ่มอีก 2M เข้าไป (ซึ่ง 2M นี้ไม่ค่อยได้รับความนิยม และส่วนมากต้องการคงสภาพของ 6M เอาไว้มากว่า) คือ Management (การจัดการ)/Money Power (กำลังเงิน) และ Maintenance (การดูแลรักษา)

แต่ไม่ได้หมายความว่า การกำหนดก้างปลาจะต้องใช้ 6M เสมอไป เพราะหากไม่ได้อยู่ในกระบวนการผลิตแล้ว ปัจจัยนำเข้า (input) ในกระบวนการก็จะเปลี่ยนไป เช่น

ถ้าเป็น Service industry ซึ่ง Product = Service แล้ว ปัจจัยนำเข้าอาจจะเป็น 4P ได้แก่ Place , Procedure, People และ Policy หรือ 8P ได้แก่ Price, Place, Promotion/Entertainment, People (key person), Process, Physical Evidence, Productivity & Quality

หรือ 4S ได้แก่ Surrounding, Supplier, System และ Skill

หรือ 5S ได้แก่ Surroundings, Suppliers, Systems, Skills และ Safety

หรืออาจจะเป็น MILK (Management, Information, Leadership, Knowledge) ก็ได้

เราจะคุยกันต่ออีกหน่อยในบล็อกหน้านะครับ

 

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) (2)
การ Excel ช่วยสร้าง Histogram Chart

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 15 November 2019