MSITBlog

2 minutes reading time (456 words)

การ Excel ช่วยสร้าง Histogram Chart

เพื่อง่ายต่อการอธิบาย ผมก็จะใช้วิธีง่าย ๆ ผ่านการการอธิบายในเชิงจับข้อมูลมาใส่กระป๋องและใช้ข้อมูลที่ผ่านมาในบล็อก Histogram (2) มาสร้างเป็นตารางข้อมูลใน Excel (ตั้งแต่เซลล์ D5 ถึง M8 ซึ่งผมล้อมกรอบเอาไว้ด้วยเส้นสีแดง) ดังรูป ... ถ้าจะทำตามผมก็ขอให้คัดลอกข้อมูลให้ตรงเซลล์นะครับ เราจะได้ทำไปพน้อม ๆ กัน

ส่วนด้านล่างต่ำลงมา ผมจะสร้างตารางเอาไว้ (ใช้ชื่อว่า ตัวแปร” “คำนวณและ ค่าที่ใช้”) เพื่อเอาไว้ใส่ชื่อของตัวแปร ตัวเลขของตัวแปรที่คำนวณ และ ค่าที่นำมาใช้งานจริง (ในกรณีที่ต้องมีการปัดทศนิยม) … ส่วนที่อยู่ด้านขวาของตาราง (ที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย “=”) ผมแสดงคำสั่งของ Excel ที่ต้องใช้ในการคำนวณเอาไว้

เรามาดูตัวแปรที่ผมเขียนเอาไว้ในตารางช่อง "ตัวแปร" กันก่อน ... 

n หมายถึง จำนวนข้อมูลทั้งหมด 

Range หรือ R หมายถึง พิสัยของข้อมูล 

k หมายถึง จำนวนแท่งของกราฟ (หรือ จำนวนกระป๋อง)

I หมายถึง ความกว้างของแท่งกราฟ (หรือ ความกว้างของกระป๋อง) และ

Low value ก็คือ ค่าตัวเลขของขอบด้านซ้ายกราฟแท่งอันแรกที่อยู่ซ้ายมือสุด (หรือ ขอบด้านซ้ายของกระป๋องใบแรกด้านซ้ายมือ)

เราจะคำนวณหาค่าตัวแปรเหล่านี้ แล้วใส่ลงในคอลัมน์ที่ติดกัน ซึ่งก็คือ "คำนวณ"

เรามาเริ่มด้วยการหาค่า n หรือ จำนวนข้อมูลว่ามีทั้งหมดเท่าใด … ถ้าข้อมูลมีจำนวนไม่มาก เราจะนับเอาก็ได้ แต่ถ้าไม่ต้องการนับด้วยมือ (หรือ ข้อมูลมีจำนวนมาก) เราจะให้ Excel จัดการให้ก็ได้โดยใช้คำสั่ง Count

เริ่มด้วยทำการเลื่อนเคอร์เซอร์ของ Excel (ที่เป็นเหมือนรูปเครื่องหมายบวก) ไปที่เซลล์ C11 แล้วคลิกซ้าย เพื่อบอกว่า เราจะใส่ข้อมูลลงที่เซลล์นี้นะ ... แล้วก็พิมพ์คำสั่งตามที่แสดงไว้ด้านขวามือของตารางลงไป (ในที่นี้คือ =COUNT (D5:M8) ซึ่งหมายความว่า ให้ Excel นับข้อมูลตั้งแต่เซลล์ D5 ถึง M8) แล้วกดแป้น Enter …

 Excel ก็จะนับให้เรา (ในที่นี้คือ 40) แล้วใส่ผลการนับที่ได้ไว้ที่เซลล์ C11

ต่อมาเราก็มาคำนวณค่าพิสัย หรือ Range ที่เซลล์ C12 … คำสั่งตรง ๆ ในการหาค่าพิสัยนั้นไม่มี เราก็เลยต้องทำตามสมการคณิตศาสตร์ คือ Range = Max – Min โดยเราจะให้ Excel หาค่าสูงสุด (Max) ตั้งแต่เซลล์ D5 ถึง M8 แล้วก็หาค่าต่ำสุด (Min) ตั้งแต่เซลล์ D5 ถึง M8 แล้วนำผลที่ได้มาลบกัน คำสั่งที่ใช้ก็คือ =MAX(D5:M8) – MIN(D5:M8) ผลที่ได้ออกมาคือ 35 – 6 = 26 (ผมทำไฮไลต์สีเหลืองเอาไว้ในตารางข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์)

ต่อไปก็หาค่า k (หรือ จำนวนกระป๋องที่ต้องนำมาใส่ข้อมูลว่ามีกี่ใบ) ที่เซลล์ C13 ซึ่งหาได้จากการถอดรากที่สองของ Range เราจะใช้คำสั่ง =SQRT(C11) ซึ่งได้ค่าออกมาเท่ากับ 6.3245 เราจะปัดขึ้นเป็น 7 ดังนั้น เราก็จะพิมพ์ 7 ลงไปที่เซลล์ D13 … หรือ เราจะให้ Excel คำนวณให้เลยก็ได้ โดยคลิกที่เซลล์ E13 แล้วใช้คำสั่ง =ROUNDUP(SQRT(C11),0)

ถัดมาก็คือหาค่า I (หรือ กระป๋องแต่ละใบมีความกว้างเท่าใด) ที่เซลล์ C14 โดยคำนวณได้จาก I = Range/k ... เราก็ใช้คำสั่ง =C12/C13 ซึ่งจะได้ค่าออกมาเท่ากับ 4.5853 เราจะปัดขึ้นเช่นกัน ก็จะได้เป็น 5 เราก็พิมพ์ลงไปในเซลล์ D14 … เราจะให้ Excel คำนวณให้ก็ได้ (ที่เซลล์ E14) โดยใช้คำสั่ง =ROUNDUP(C12/C13,0)

ค่า Lower value (หรือ กำหนดตัวเลขให้ขอบกระป๋องใบแรกที่จะใช้ใส่ข้อมูลทางด้านต่ำที่สุด) จะคำนวณจาก ค่าต่ำสุดของข้อมูล ครึ่งหนึ่งของความกว้างของกระป๋องหรือ (ที่เซลล์ C15) =6-(5/2) หรือ จะใช้สมการก็ได้นะครับ (ที่เซลล์ D15) =MIN(D5:M8) – (D14/2)

ผลการคำนวณที่เราทำมาจะได้ในตารางจะออกมาดังนี้

 ต่อมาเราก็มาสร้างตารางกระป๋องขึ้นมาดังรูป (ผมล้อมกรอบสีแดงเอาไว้) เพื่อทำการนับจำนวนข้อมูลโยนลงไปในกระป๋อง

จากที่เราคำนวณมา เราได้กระป๋องทั้งสิ้น 7 ใบ ผมจะเขียนเป็นหมายเลข 1 ถึง 7 ในคอลัมน์ กระป๋อง

ส่วนความกว้างในคอลัมน์ ความกว้างนั้น กระป๋องใบที่ 1 ก็จะเริ่มด้วย 3.5 ตามที่เราคำนวณไว้แล้ว และเรารู้ว่ากระป๋องแต่ละใบกว้างเท่ากับ 5 … ดังนั้น ขอบอีกด้านหนึ่งก็จะไปสุดที่ 3.5 + 5 = 8.5 … ผมจะเขียนความกว้างของกระป๋องใบแรกในช่อง "ความกว้าง" เป็น 3.5 – 8.5

ใบที่ 2 เราก็จะเริ่มขอบด้านล่างที่ 8.5 แล้วก็บวกความกว้างไปอีก 5 ก็จะกลายเป็น 13.5 ซึ่งเขียนได้เป็น 8.5 – 13.5

ใบที่ 3, 4, …., 7 ก็ทำในลักษณะเดียวกัน

ต่อไปก็ให้ Excel นับข้อมูลแล้วก็โยนข้อมูลลงกระป๋องครับ

กระป๋องใบที่ 1 เราจะให้ Excel นับข้อมูลทั้งหมดที่มีค่าเท่ากับ หรือ มากกว่า  3.5 (=> 3.5) แต่น้อยกว่า 8.5 (<8.5) ว่ามีกี่ตัว เราก็เลือกเซลล์ D19 แล้วพิมพ์คำสั่ง =COUNTIFS(D5:M8,”>=3.5”,D5:M8”<8.5”) เข้าไป … พอเรากด Enter ปั๊บ มันก็แสดงผลการนับออกมาได้เท่ากับ 3 ทันที

ทำแบบเดียวกัน กระป๋องใบที่ 2 โดยเราจะให้ Excel นับข้อมูลทั้งหมดที่มีค่าเท่ากับ หรือ มากกว่า 8.5 (=> 8.5) แต่น้อยกว่า 13.5 (<13.5) ว่ามีกี่ตัว คำสั่งต้องพิมพ์ลงไปในเซลล์ D20 ก็คือ =COUNTIFS(D5:M8,”>=8.5”,D5:M8”<13.5”) … ผลก็คือ 4

เราใช้คำสั่งเดิมนี่แหละ เพียงแต่เปลี่ยนขอบกระป๋องทั้งสองด้านให้สอดคล้องกับหมายเลขของกระป๋องเท่านั้นเอง และเมื่อทำครบ เราจะได้ผลดังนี้

นอกจากนั้น เราจะหาค่าเฉลี่ย (Average) เอาไว้ด้วย โดยพิมพ์คำว่า Average เอาไว้ที่เซลล์ B27 และใช้คำสั่ง =AVERAGE(D5:M8) ที่เซลล์ C27 ผลที่ได้ออกมาก็คือ 19.35 หรือ กล่าวได้ว่า เวลาเฉลี่ยของการรอคอยอาหารจะเท่ากับ 19.35 นาที

ที่เซลล์ B29 เราก็พิมพ์คำว่า Over 15 Min. ลงไป แล้วเราก็จะให้ Excel หาว่า เวลาที่ลูกค้ารอคอยอาหารเกิน 15 นาทีนั้นมีกี่ครั้ง ที่เซลล์ C29 เราจะใช้คำสั่ง =COUNTIF(D5:M8,">15") ผลที่ได้จากการคำนวณก็คือ 27 ครั้ง ... คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในเซลล์ D29 ผ่านทางคำสั่ง =(27/40)*100 = 67.5%

เราจะเอาตัวเลขในคอลัมน์ ความกว้าง” (C19 - C25) กับ จำนวน” (D19 - D25) มาทำผังฮิสโตแกรมครับเริ่มต้นก็เลือกข้อมูลที่จะพล็อตก่อนครับ ... ก็แค่คลิกที่เซลล์ C19 กดแล้วก็ลากเมาส์มาจนถึงเซลล์ D25 ... Excel จะ Highlight ข้อมูลให้เราดังรูป

จากนั้นคลิกที่ “Insert” คลิกที่รูปกราฟ Histogram มันจะให้เมนูออกมา คลิกที่กราฟรูปฮิสโตแกรมซ้ายมือ (ตามวงกลมสีแดง)

กราฟที่ได้ออกมามันยังไม่ถูกต้อง เราต้องปรับกันหน่อย ให้ใช้เมาส์ชี้ที่ตัวแท่งกราฟสีฟ้า แล้วคลิกซ้าย ตามด้วยคลิกขวา ก็จะได้เมนูออกมาตามรูป คลิกที่ Format Data Series

ด้านขวาของจอภาพจะให้เมนูออกมา เลื่อนเมาส์คลิกที่สามเหลี่ยมทึบหัวลงหลัง “Series Option” มันจะให้เมนูออกมา คลิกที่ “Horizontal Category Axis”

เมนูใหม่จะปรากฏออกมา ให้คลิกที่ “By Category”

ผลจะออกมาดังรูปด้านล่าง

หาเซลล์ว่าง ๆ แล้วเลื่อนเคอร์ไปที่นั่น แล้วคลิกซ้าย กรอบที่เราเลือกปรับแก้รูปกราฟก็จะหายไปเสร็จแล้วครับผังฮิสโตแกรมของเรา 

แล้วพบกันในบล็อกต่อไปในหัวข้อผังก้างปลาครับ

 

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) (1)
ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (3)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 21 July 2019