MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

ERP (2)

พอหลาย ๆ ส่วนมันบูรณาการเข้าด้วยกัน มันสบายก็จริง แต่มันยังมีประเด็น สมมติต่อไปว่า เมื่อฝ่ายจัดซื้อได้วัตถุดิบเข้ามา หลังจากตรวจรับแล้ว ก็เก็บเข้าไปในคลังสินค้า มันก็ต้องมีการจัดการวัตถุดิบที่กองอยู่ในนั้น ทีนี้ถ้าไม่รู้ว่า มีอะไรกองอยู่บ้าง ก็จะซื้อเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ กองวัตถุดิบก็สุมอยู่ในนั้น มันเงินของเราทั้งนั้นนะครับ ธุรกิจการผลิตใหญ่ ๆ นี่ มีเงินกองอยู่ในคลังสินค้าตามมูลค่าของวัตถุดิบเป็นสิบ ๆ ล้านบาทเลยทีเดียว มันไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริง

นอกจากนั้น เมื่อคลังสินค้าจ่ายวัตถุดิบเข้ามาให้ฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตก็ผลิตไปเรื่อย แทนที่มันจะไหลไปเรื่อย ๆ มันกลับมีสินค้าที่ยังผลิตไม่เสร็จกองรออยู่ในสายการผลิตเต็มไปหมด (เราเรียกว่า Work in process หรือ WIP หรือ งานระหว่างทำ) … เงินของเราก็ไปกองอยู่ในสายการผลิตอีกทำผลิตเสร็จแล้ว สินค้าก็ถูกส่งกลับเข้าไปเก็บในคลังสินค้าเพื่อรอขาย รอจัดส่ง เงินของเราก็กองอีก นี่ถ้ากู้เงินธนาคารมาซื้อวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้า ไอ้ที่กอง ๆ อยู่นี่ก็เสียดอกเบี้ยบานแล้ว

ถ้าเรามองในแง่นี้ เราจะทำอย่างไรให้วัตถุดิบที่รับเข้ามามันไม่ต้องกองรออยู่ที่คลังสินค้า ให้มันไหลเข้าสู่สายการผลิต แล้วก็ผลิต ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย โดยไม่ให้มี WIP กองอยู่ในสายผลิต เมื่อผลิตเสร็จแล้ว ก็ขนขึ้นรถส่งไปให้ลูกค้า รีบเก็บเงินเก็บทองเข้ามาจ่ายค่าวัตถุดิบให้ซัพพลายเออร์ เอากำไรมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเงินเดือนพนักงาน เราจะเห็นว่า มันเป็นเรื่องของการทำให้วัตถุดิบมันเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างราบลื่น ไหลไปให้เร็วที่สุด และไม่มีโน่น นี่ นั่น กองให้เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา ไปโดยเปล่าประโยชน์

การพิจารณาในเชิงการไหลแล้ว เราจะเห็นว่า กระบวนการด้านหน้าเป็นผู้ส่งมอบงานให้กับกระบวนการถัดไป เช่น Purchasing ก็ย่อมส่งวัตถุดิบให้กับ Production เมื่อ Production ผลิตเสร็จแล้ว ก็ต้องส่งมอบให้กับ Distribution … ทีนี้ถ้าการส่งมอบข้างต้นไม่สอดประสานกัน เช่น Purchasing จ่าย (Supply) วัตถุดิบล่าช้า หรือ ไม่ตรงกับที่ Production ต้องการ มันก็เกิดปัญหา ทำนองเดียวกัน Production ผลิตล่าช้า มันก็ไม่มีของส่งไปให้ Distribution เมื่อ Distribution ไม่มีสินค้า ก็ส่งให้ลูกค้าไม่ได้ มันก็เคาะลูกระนาดกันไปเรื่อยตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง

ถ้าเรามองแบบนี้ แต่ละส่วน ๆ มันก็เหมือนโซ่ข้อหนึ่งที่ซัพพลายหรือจ่ายของให้กับโซ่อีกข้อหนึ่งที่ตามหลังมา (เช่น คลังสินค้าเหมือนโซ่ข้อหนึ่งที่ซัพพลายจ่ายวัตถุดิบให้กับฝ่ายผลิตซึ่งเป็นโซ่อีกข้อหนึ่ง) การทำงานแต่ละส่วนนั้นมันต้องอนุกรมกันไปก้เหมือนโซ่แต่ละข้อมันร้อยเรียงกันกันไป ต่างข้อต่างซัพพลายให้กันไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบที่รับเข้ามา ไปจนถึงการส่งสินค้าที่ผลิตแล้วเสร็จออกไป เราก็เรียกว่า Supply Chain หรือ โซ่อุปทาน นั่นเอง แต่มันเป็นการจัดการโซ่อุปทานที่อยู่ภายในองค์กร (Internal Supply Chain Management หรือ Internal SCM) 

ถ้ามันโซ่ข้อใดข้อหนึ่ง มีปัญหาซัพพลายให้กับฝ่ายอื่น ๆ ได้ไม่ดี (เช่น ซัพพลายไม่ได้ หรือ เกิดความล่าช้า) มันก็เกิดปัญหาขึ้นกับโซ่ข้อที่ตามหลังมาทั้งหมด

เราต้องไม่ลืมว่า MRP II ซึ่งเป็นตัวย่อยอยู่ใน ERP นั้น สามารถนำข้อมูลจาก Shop Floor เข้าไปเทียบกับการวางแผนการผลิตจริง ๆ ได้แล้ว มันก็จะมองเห็นถึงความไม่สอดรับกันระหว่างส่วนต่าง ๆ (หรือ โซ่ข้อต่าง ๆ) แต่มันยังล้วงมือจัดการไม่ได้ คราวนี้มันก็เพิ่มโปรแกรมเพื่อเชื่อมมายังโซ่ข้อต่าง ๆ สำหรับใช้ส่งสารสนเทศมาบอกว่า ช่วงนั้นเวลานั้น โซ่ข้อนั้นต้องส่งของประเภทนั้น จำนวนเท่านั้นไปให้กับโซ่ข้อต่อไป หรือ โซ่ข้อนั้นต้องไปรับของประเภทนั้น จำนวนเท่านั้น มาประกอบเข้ากับของจากโซ่ข้อโน้น อะไรแบบนี้ การทำอย่างนี้ ก็จะทำให้สามารถจัดการกับโซ่ข้อต่าง ๆ ได้ (และสามารถมอนิเตอร์ข้อมูลกลับเข้าไปได้ด้วย) ทำให้การทำงานประสานกัน ไปทางเดียวกัน สินค้ามันก็ไหลได้ราบลื่นขึ้น

พอเพิ่มส่วนนี้เข้าไป ก็ทำให้เราสามารถบริหารจัดการกับโซ่อุปทานภายในขององค์กร (Internal Supply Chain Management, SCM) ได้นั่นเอง ดังนั้นในแถว ๆ ปี 1990 - 2000 ERP ได้เพิ่มเรื่อง Internal SCM เข้าไป เพื่อให้การไหลของกระบวนการธุรกิจภายในทำได้เร็วขึ้น

ตอนนี้ จึงกลายเป็น ERP + Internal Customers and Suppliers = ERP + Internal SCM

ด้วยแนวคิดนี้ องค์กรต่าง ๆ ก็เริ่มขยายการจัดการออกไปทั้งด้านหน้า (ไปดูแลซัพพลายเออร์ที่ขายวัตถุดิบให้เรา) และ ยื่นออกไปด้านหลัง (ไปดูแลการจัดส่ง การกระจายสินค้า และลูกค้าภายนอกองค์กร) ช่วงนี้เราจะได้ยินเรื่องการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management, SCM) กันมาก แรก ๆ ก็อยู่ภายในประเทศเรา แล้วก็ยืดออกไปจนกลายเป็นทั่วโลก (Global Supply Chain)

ดังนั้นแถว ๆ ปี 2000 ERP ก็ได้เพิ่มเรื่องนี้เข้าไป โดยผนวกเข้ากับเรื่องการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management, CRM) … หลาย ๆ คนเรียกชื่อว่า Extended ERP

ตอนนี้ก็จะกลายเป็น ERP + SCM + CRM = Extended ERP หรือ ERP ที่รวม SCM ทั้งชุดเข้าไปอยู่ในตัวด้วย

แถว ๆ ปี 2005 ก็เพิ่มเรื่อง Business Intelligence (BI), E-Commerce (EC), เพิ่มขีดความสามารถของ CRM และ Knowledge Management (KM) เข้าไป คราวนี้มันกลายเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับระบบวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือ Enterprise System ไปแล้ว …  

ยังจำเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังได้ไหมครับว่า มีทีมมาวิเคราะห์ระบบสารสนเทศเพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย โดยที่ผมต้องเข้าไปเป็นติ่งอยู่กับทีมเทพ/ทีมเซียนสุดท้ายเขาเอา ERP ตัว Enterprise System ตัวนี้แหละครับมาให้ผมใช้ ....

ตอนแรก ๆ ผมก็คิดว่า มันเป็นตัว Extended ERP ผมก็ OK แหละครับ ก็ใช้ไป เรียนรู้ไป เรื่อย ๆ ต่อมาเขาก็มีการปิดระบบเพื่อ Upgrade บ้าง อะไรบ้าง ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรมากนัก แต่ต้องรู้เพราะผมเป็น CCB (Change Control Board) ร่วมอยู่กับเขา พอเขา Upgrade เสร็จ ผมก็ใช้งานต่อมาเรื่อย ๆ ตามปกติ ... ต่อมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมเกิดบ้าเรื่อง KM (การจัดการความรู้) ขึ้นมา มีการเอาซอฟต์แวร์โน่น นี่ นั่น เข้ามาใช้งาน และก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ไอ้เจ้า ERP ตัวนี้มันมี KM ให้ใช้ไหม พอเปิดเข้าไป เจอหน้า Knowledge Management Portal โผล่ขึ้นมา ผมก็ Happy ซีครับ ... แสดงว่า เขา Upgrade เป็น Enterprise System ให้แล้ว ก็มันซีครับคราวนี้ มันทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่อง BI/EC/KM เพิ่มขึ้นมาอีกเยอะเลยครับ … 

Rate this blog entry:
Master of Science Program in Information Technolog...
ERP (1)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Saturday, 16 December 2017