MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy

A

ผมขอคัดลอกความหมาย Digital Economy มาจากเว็บไซต์ https://www.etda.or.th ซึ่งเขียนเอาไว้ว่า เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยการนำเอาไอทีหรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลงาน โดยใช้เวลาน้อยลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อให้เราแข่งขันกับชาติต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคปัจจุบันที่การใช้สมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง (Wireless Broadband) เช่น 3G, 4G ซึ่งใช้งานได้ง่ายกว่า PC มาก ทำให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง แม้กระทั่งในคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตมาก่อน ซึ่งทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ มากมายในแทบทุกสาขาเศรษฐกิจ

จากข้อความนี้ เราจะเห็นภาพกว้าง ๆ ว่า มันก็คือการนำเอา เทคโนโลยีดิจิทัล (หรือ ง่าย ๆ ก็คือ IT) มาผนวกเข้ากับการสื่อสาร (เช่น เครือข่ายไร้สายความเร็วสูง) มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเชิงทำให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น และทำได้เร็วขึ้น จนสามารถแข่งกับชาวโลกได้

ถ้ามองแบบแคบ ๆ ตามที่ผมพบเห็นทั่วไปอยู่ตอนนี้ ผมก็จะเหมาเอาว่า มันคือการทำมาค้าขายโดยอาศัย IT และเครือข่ายการสื่อสารมาเป็นสื่อกลาง เช่น ถ้าผมจะซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่ง ผมก็จะสั่งซื้อผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าโทรศัพท์มือถือของผมก็จะส่งข้อมูลดิจิทัลผ่านเครือข่ายการสื่อสาร (หรือ Connect) ไปยังผู้ขาย

ถ้ามองเอาเฉพาะผู้ขายกับเราในฐานะผู้ซื้อ มันคือการเชื่อมต่อกัน (Connect) ระหว่างเศรษฐกิจ (การค้าขาย) แบบดั้งเดิม (Traditional Economy) กับ เศรษฐกิจ (การค้าขาย) แบบดิจิทัล … จนบางคนเรียกว่า Connected Economy เพราะมันต้องเชื่อมต่อกัน

ประเด็นก็คือ องค์กรที่ทำมาค้าขายแบบเดิม ๆ จะ Connect กับผู้ซื้อที่ใช้อุปกรณ์ดิจิตอลเชื่อมต่อเข้ามาได้ไหม ?!? … เราหยุดเอาไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ

เรามาดูใน Wikipedia บ้าง (https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_economy) ส่วนหนึ่งเขาเขียนเอาไว้ แนวคิดของ Thomas Mesenbourg (2001) ในเรื่อง Digital Economy เขาบอกว่าจะมีอยู่ 3 องค์ประกอบหลัก คือ

1) e-business infrastructure (ซึ่งประกอบด้วย hardware, software, telecoms, networks, human capital, etc.)

2) e-business (มองว่า ธุรกิจดำเนินไปอยางไร โดยดูที่กระบวนการต่าง ๆ ที่องค์กรดำเนินการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer-mediated networks))

3) e-commerce (การถ่ายโอน (transfer) ส่งมอบสินค้า เช่น การขายหนังสือแบบออนไลน์)

ผมว่าสามข้อนี่จะช่วยขยายให้เห็นภาพชัดมากขึ้น เพราะนอกจากลูกค้าจะใช้โทรศัพท์มือและเครือข่ายการสื่อสารเชื่อมต่อเข้ามาหาองค์กรการค้าแล้ว องค์กรการค้าแบบดั้งเดิมก็ต้องเปลี่ยนตัวเองให้มีศักยภาพตาม 3 ข้อข้างต้นด้วย ไม่งั้นมัน Connect กันไม่ได้ การค้าการขายโดยอาศัยดิจิทัลเป็นสื่อมันก็ไม่เกิด มันจะเข้าสู่ยุค Digital Economy ไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่องค์กรแบบดั้งเดิมต้องทำให้มีขึ้นก็คือ ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT ด้านการสื่อสาร ด้านเครือข่าย และมีพนักงาน (ที่มีความรู้) เพื่อให้สามารถทำมาค้าขายโดยอาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อได้ มันต้องมีอันนี้ก่อน (ข้อ 1)

จากนั้น ก็ต้องมีกระบวนการดำเนินธุรกิจ (Business Process Flow) อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวมาข้างต้น (อันนี้คือ ข้อ 2)

แล้วก็ต้องเชื่อมกับลูกค้าที่ Connect เข้ามาเพื่อซื้อของ ขายของ แบบออนไลน์ได้ (อันนี้คือ ข้อ 3)

เรามาสมมติกันเล่น ๆ ตามรูปด้านล่าง เมื่อลูกค้าใช้โทรศัพท์มือถือสั่งซื้อสินค้าเข้ามา โดยอาศัยเครือข่ายการสื่อสารเป็นสื่อ บริษัทก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเครือข่ายการสื่อสารที่ลูกค้าใช้งาน นี่ไงครับข้อ 1

สังเกตุไหมครับ ลูกค้าไม่ได้ฮัลโหล ๆ เข้ามาคุยโขมงโฉงเฉงกับผู้ขายแบบการค้าขายในยุคสมัยก่อนแล้วนะครับ ลูกค้าอาจโหลด App. มาใว้ในมือถือ หรือ ใช้โทรศัพท์มือถือเปิดเข้าไปใน Website ของผู้ขาย แล้วสั่งซื้อสินค้าโดยตรง ดังนั้น ข้อมูลในการสั่งซื้อมันจะเป็นข้อมูลที่เชื่อมเข้ามาตรง ๆ … จากนั้นก็ต้องมีกระบวนการเพื่อนำข้อมูลมาประมวลที่ลูกค้าส่งเข้ามาประมวลผล มันต้องมีกระบวนการ E – Busines Process เพื่อให้ข้อมูลได้รับการประมวลผลตามกระบวนการที่ไหลไปตามเครือข่ายที่วางเอาไว้ นี่คือข้อ 2

การตรวจดูว่า สินค้าที่สั่งเข้ามานั้นมีอยู่ใน Warehouse หรือไม่ ถ้ามีก็ตอบรับคำสั่งซื้อไปยังลูกค้าแล้วก็ส่งข้อมูลไปยัง Warehouse เพื่อให้หยิบสินค้าใส่กล่อง (WMS) ถ้าลูกค้าอยู่ใกล้ ๆ เราก็อาจจะส่งสินค้าได้โดยตรง ถ้าลูกค้าอยู่ไกลออกไป เราก็ต้องจัดส่งไปยังศูนย์คัดแยกสินค้า (Segregation Hub) แล้วก็จัดส่งสินค้าจากศูนย์ไปยังลูกค้า (Last Mile Delivery) เช่น ใช้รถจักรยานยนต์ หรือ ปิกอัพ เป็นต้น (TMS) … มันก็คือ ข้อ 3 นั่นเอง

ในส่วนด้านล่างของรูป บริษัท E – Commerce ได้ทำการวางแผนความต้องการสินค้าของลูกค้า (Demand Planning) แล้วก็ส่งการพยากรณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecast) ไปทำการวางแผนนำสินค้าเข้ามา (Supply Planning) โดยการส่งใบสั่งซื้อ (Purchasing Orders) ไปให้ซัพพลายเออร์

ถ้าเรามองซัพพลายเออร์ว่าเป็นโรงงานตามที่ผมอธิบายมาแล้ว หรือ พูดง่าย ๆ ว่า โรงงานมีโซ่อุปทานแบบดิจิทัลตามที่กล่าวไว้ในบล็อกที่แล้ว ก็แสดงว่า โรงงานก็สามารถรองรับการสั่งซื้อจากบริษัท E – Commerce ในเชิงการใช้ข้อมูลดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย เพราะมีโครงสร้างพื้นฐาน มีกระบวนการ มีซอฟต์แวร์ต่าง ๆ รองรับอยู่แล้ว

คราวนี้เราจะเห็นว่า การทำธุรกรรมจากลูกค้า มายังผู้ขาย มายังซัพพลายเออร์ และสินค้าวิ่งจากซัพพลายเอร์ ไปยังผู้ขาย ไปยังลูกค้า ล้วนแล้วแต่สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งสิ้น นี่แหละครับ การดำเนินธุรกิจในยุค Digital Economy 

 

Rate this blog entry:
พาทัวร์แบบดิจิทัล
Digital Supply Chain

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 22 April 2018