MSITBlog

1 minute reading time (299 words)

Connect

a

เมื่อระบบทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว การเชื่อมต่อก็เกิดขึ้น

ถ้าจะยกตัวอย่างให้ทันสมัยหน่อย ก็ลองมาดูการทำธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) กัน สมมติว่า บริษัท A ทำมาค้าขายกับบริษัท B (และสมมติว่าบริษัท B เป็นลูกค้าของบริษัท A) เมื่อผู้บริหารทั้งสองบริษัทคุยกันแล้ว ก็มีการกำหนดกลยุทธ์ร่วมกัน วงจรการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งสองก็จะเชื่อมเข้าด้วยกัน หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ Business ของ A ก็เชื่อมเข้ากับ Business ของ B … อันนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไป

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ถ้าบริษัท A กับ B ยังมีการส่งข้อมูลในการดำเนินธุรกิจระหว่างกันนั้นจะเป็นแบบเดิม ๆ คือ พิมพ์เอกสารแล้วก็ Fax หรือ Email กันไปมา แล้วก็มีการโทรศัพท์ซักถามหรือยืนยัน มันคือการดำเนินธุรกิจตามแบบที่เราคุ้นเคยกัน ... และย่อมก็เกิดความล่าช้าไม่ทันใจในยุคที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตกันแล้ว

เอ แล้วถ้าบริษัท A และ B ต่างก็มี IT อยู่แล้วทั้งคู่ แล้วทำไมไม่เชื่อม IT เข้าด้วยกันละครับ ข้อมูลต่าง ๆ มันจะได้ไหลระหว่างกันได้เร็วขึ้น มันก็จะกลายเป็นการ Connect ตามรูปด้านล่าง อันเป็นหัวข้อบล็อกนี่แหละครับ

ถ้าระบบของ IT ของทั้งสองบริษัทมีโครงสร้างแบบเดียวกัน (หมายถึง เข้ากันได้ เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน) อันนี้มันก็ง่ายแล้ว ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้นึกภาพออกก็คือ เมื่อบริษัท B ทำคำสั่งซื้อในระบบ ERP ของเขา แล้วก็ส่งผ่านระบบ IT ของเขาผ่านเข้าระบบ IT ตรงเข้ามายังระบบ ERP ของบริษัท A โดยตรง เป็นต้น ถ้าเป็นแบบนี้ ข้อมูลมันก็วิ่งไปวิ่งมาระหว่างสองบริษัทตรง ๆ มันไม่ต้องไปเปลี่ยนให้ข้อมูลกลับไปกลับมา (เช่น บริษัท B ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนข้อมูลคำสั่งซื้อให้เป็นเอกสารเชิงอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งมาให้บริษัท A เมื่อบริษัท A ได้รับแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนจากเอกสารอิเล็กทรอนิกส์กลับมาเป็นข้อมูลอีก เสียทั้งเวลาและอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย) … แต่ถ้าระบบ IT ของทั้งสองบริษัทมีโครงสร้างต่างกัน การที่จะทำให้ข้อมูลไหลไปโดยไม่ติดขัด มันก็เป็นไปได้ยาก

ผมทำงานในโรงงาน เวลาลูกค้าต้องการให้เสนอราคางานที่เขาต้องการว่าจ้างให้เราผลิต เขาก็จะส่งรายการวัตถุดิบ (Bill of Material, BOM) ที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวงานมาให้เรา ซึ่งเราจะเอารายการวัตถุดิบมาดูว่า ราคาของวัตถุดิบที่เขาระบุมาให้นั้น คิดเป็นต้นทุนเท่าใด แล้วก็บวกค่าแรง ค่าโสหุ้ย กำไรเข้าไป แล้วก็บอกราคาเข้าไป

งานบางงานมีรายการวัตถุดิบหลายร้อยรายการ บางงานเป็นพันรายการก็มี ลูกค้าบางคนส่งมาเป็นไฟล์ Excel อันนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย ใช้เวลาเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลใส่เข้าระบบ ERP ไม่นาน บางรายก็ให้เป็นไฟล์ Word มา อันนี้ เราเขียนโปรแกรมเข้าไปดึงข้อมูลเปลี่ยนมาเป็น Excel ก่อนเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แล้วค่อนเปลี่ยนเข้าระบบ ERP ก็วุ่นวายขึ้นมาหน่อย

บางรายให้มาเป็นไฟล์ PDF ยาวพรืดเป็นพันบรรทัด (บรรทัดหนึ่งก็เท่ากับวัตถุดิบ 1 รายการ) … อันนี้หน้ามืดครับแม้ว่าเราจะมีโปรแกรมเปลี่ยนจาก PDF ให้เป็น Word ได้ก็ตาม แต่มันไม่ถูกต้อง 100% หรอกครับ ก็ต้องมาไล่ดูกันไปทีละรายการ ๆ เจอแบบนี้บางทีใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะแล้วเสร็จ และมีโอกาสผิดพลาดสูงด้วย

ลองคิดดูว่า ถ้าลูกค้าสร้าง BOM ในระบบ ERP ของเขาอยู่แล้ว เขาก็แค่ผลักจากระบบเขาผ่าน IT ของเขาออกมา เราก็รับเอาเข้ามาผ่านทาง IT ของเรา แล้วก็โหลดเข้าระบบ ERP ของเราทันที มันเร็ว (ช่วยลดเวลาทางโรงงานลงไปได้มาก) และไม่เพี้ยนด้วย   

ทำนองเดียวกัน เมื่อผมต้องการซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ของผม และเขาก็มีโครงสร้างแบบเดียวกัน มันก็จะ Connect เข้าด้วยกันอีก ทั้ง Business และ IT … ข้อมูลต่าง ๆ มันก็ไหลจาก ERP ของผมวิ่งตรงเข้าสู่ ERP ของซัพพลายเออร์ได้ทันที ... ซัพพลายเออร์ก็สามารถดำเนินการตามความต้องการของผมได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมาวุ่นวายเรื่องเอกสารแบบเดิม ๆ อีกแล้ว

ในกรณีนี้เราจะเห็นว่า มันเป็นการเชื่อมสมาชิกในโซ่อุปทานเข้าด้วยกันด้วยโลกดิจิทัลหรือ อีกนัยหนึ่งก็คือเราสามารถจัดการโซ่อุปทานผ่านทางการเชื่อมโยงกันของระบบ IT (ระบบ IT นี้ผมหมายรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ที่ IT เกาะเกี่ยวอยู่ด้วยนะครับ) ได้ง่ายขึ้น ดังรูปด้านล่าง

ตรงนี้แหละครับที่ ERP มันจึงเพิ่มส่วนขยาย (Extended) ขึ้นมาส่วนหน้าที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ (Suppliers) ก็มีโมดูลการจัดการโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Management (SCM) เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ส่วนหลังที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับลูกค้า (Customers) ก็มีโมดูลการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management (CRM) เข้ามาช่วยเช่นกัน (บางรายก็โยนส่วนของการขายและการตลาดเข้าไปอยู่ในส่วนนี้ด้วย) … ไหน ๆ ก็ Connect กันแล้วนี่ การทำงานค้าขายก็อาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อแล้ว ก็เพิ่มโมดูล E-Business เข้ามาด้วยตามรูปด้านล่าง ซึ่งผมได้เล่าให้ฟังผ่านมาแล้วในบล็อกเรื่อง ERP … ขอเอารูปมาแสดงให้ดูเพื่อเพิ่มความเข้าใจก็แล้วกัน

พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อโลกมันเปลี่ยนไป ธุรกิจก็พัฒนารูปแบบไป ผู้พัฒนาโปรแกรม ERP ก็เพิ่มส่วนนั้น ส่วนนี้เข้ามาเพื่อสนองตอบต่อการใช้งานของลูกค้าของเขา แต่ละค่ายก็ว่ากันไปตามตัวแบบที่เขาคิดขึ้นมา ผมก็เล่าให้ฟังแบบกว้าง ๆ แบบทั่ว ๆ ไปก็แล้วกันนะครับ 

Global Connect
Verify Processes, Validate Results

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 20 May 2018