MSITBlog

1 minute reading time (234 words)

Collaborative Commerce

ตอนที่ผมทำงานในด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์นั้น ผมเดินทางไปไต้หวันบ่อยมาก เพื่อไปจ้างเขาทำแผงวงจรไฟฟ้า (Printed Circuit Board, PCB) และหาซื้อวัตถุดิบเข้ามาใช้งาน

สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยมากคือการช่วยกันทำมาหากิน ตัวอย่างเช่น ผมนัดกับผู้ขายรายหนึ่งไว้ว่าจะคุยกับเขาเรื่องจอภาพคอมพิวเตอร์ พอคุยเสร็จก็ถามว่า รู้จักผู้ขายแป้นพิมพ์ไหม เพราะผมจะซื้อด้วย เขาก็บอกว่า มีเพื่อน ๆ ทำเรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวโทรเรียกมาพบได้ พอคุยรายนี้เสร็จ ผมอาจถามว่า รู้จักคนขายเมนบอร์ดไหม เพราะสนใจจะซื้อเหมือนกัน เขาก็บอกว่า มีเพื่อน ๆ ทำอยู่ เดี๋ยวโทรเรียกมาคุยด้วยได้ ในที่สุดก็ทราบว่า ก็คือเพื่อน ๆ ของเขาในกลุ่มเดียวกันนั่นเอง ใครช่วยกันได้ ก็ต่างช่วยกันไป

การค้าขายโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อก็เช่นกัน ต่อมาก็ได้รวมกลุ่มกันมาขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกัน หรือ สัมพันธ์กัน หรือ อยู่กลุ่มเดียวกัน ตามตัวอย่างที่ผมเล่ามานั่นแหละครับ ก็ใช้คำเรียกขานว่า Collaborative (ทำงานร่วมกัน) Commerce หรือ C – Commerce

ตัวนี้น่าสนใจครับ เพราะมันค่อย ๆ กลายมาเป็น การทำงานร่วมกันในเชิงโซ่อุปทานไปในที่สุด ลองกระโดดข้ามมายุคสู่ปัจจุบันนี้หน่อย เราจะเห็นว่า เรากำลังอยู่บนยุคการจัดซื้อโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ (E – Procurement) แล้ว ดังนั้น ถ้าฝ่ายจัดซื้อ/จัดหา เข้าไปที่เว็บหนึ่งแล้วสามารถหาซื้อวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อสัมพันธ์กันได้ครบ มันก็ง่ายใช่ไหมครับ ตอนนี้พวก C – Commerce จึงมักนำมาใช้ในเรื่องโซ่อุปทานกันมาก (อ้อ แม้แต่ตัวโซ่อุปทานเองก็เข้าสู่ยุค E – Supply chain ไปแล้วนะครับ เราจะคุยกันในตอนต่อ ๆ ไป)

พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่ผมพอนึกเทียบเคียงได้ขึ้นมา ก็อยากมาเล่าให้ฟัง … เมื่อเดือนที่แล้ว ฝนตกหนักมาก ผมพักอยู่แถวลาดพร้าว น้ำท่วมในซอยและถนนลาดพร้าวสูงมาก เอาเป็นว่า ในซอยที่ผมพักอยู่นั้นมอเตอร์ไซวิ่งไม่ไหวก็แล้วกัน แต่ผมต้องไปสอนก็ตอนเช้าก็เลย ลุย ก็ขับรถลุยออกมา …. ไปสอนได้สบายครับ แต่รถผมไม่สบายไปซะนี่

เริ่มด้วยบิดกุญแจแล้วไม่มีเสียงสตาร์ตเลย ผมตามช่างคนแรกมา เขาพบว่า กล่องควบคุมการล็อกประตูรถไหม้ไปเรียบร้อย เนื่องจากรถผมเก่าประมาณ 20 ปีแล้ว ก็ต้องหาของนานหน่อย

ในที่สุดก็ได้มา เปลี่ยนเข้าไปก็มีเสียงสตาร์ตแบบไอแค็ก ๆ แต่ไม่ติด ช่างวัดลองไฟดู ผลปรากฏว่า ไดสตาร์ตพังตามไปด้วย เขาบอกว่า เขาไม่เก่งเรื่องนี้ เดี๋ยวตามเพื่อนมาทำให้

พอเปลี่ยนไดสตาร์ต ก็สตาร์ตติด แต่อาการยังไม่ปกติ ตอนนี้พระลามลง คือเริ่มลามแล้ว กล่องควบคุมน่าจะมีปัญหา ช่างสองคนมองหน้ากัน แล้วก็โทรเรียกอีกคนหนึ่งมาช่วย สักครึ่งชั่วโมงก็ควบมอเตอร์ไซมาแล้ว

ในที่สุดก็แล้วเสร็จ โดยใช้ช่างที่โทรตาม ๆ กันมา 5 คน มอเตอร์ไซ 5 คัน จอดเรียงกันอยู่หน้าบ้านผม ผมสังเกตว่าแต่ละคันก็มีกล่องเครื่องมือที่ใช้ซ่อมผูกท้ายมาด้วย แต่ละคนต่างเก่งคนละเรื่อง ต่างคนต่างช่วยกันทำมาหากิน เช่น คนหนึ่งเก่งเรื่องระบบไฟ คนหนึ่งเก่งเรื่องกล่องควบคุม คนหนึ่งเก่งเรื่องเครื่อง เป็นต้น มันก็ Collaborative เหมือนกัน แต่เป็น Collaborative Services ผ่านทางการใช้โทรศัพท์เม็มเบอร์กันไว้ ... และเมื่อรวมตัวกัน มันเป็นทีมเฉพาะกิจแบบ Tiger Team ชัด ๆ 

ผมก็ถามพวกเขาว่า ทำไมไม่เปิดอู่ซ่อม เขาชี้ไปที่คน ๆ หนึ่งแล้วบอกว่า ช่างที่ซ่อมเครื่องคนนั้นมีอู่เล็ก ๆ อยู่ ถ้ารถมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ ก็ตาม ๆ กันเอาแบบนี้แหละ ผมถามต่อว่า แล้ววิ่งรอกซ่อมแบบนี้จะพอกินหรือ เขาก็บอกว่า ก็อาศัยรู้จักกันเป็นกลุ่มแบบนี้ และแต่ละคนก็รู้จักกับหลายอู่ซึ่งอยู่ต่างพื้นที่กัน ดังนั้นก็มีงานให้ทำทุกวันอยู่ วัน ๆ ก็มีรายได้แถว ๆ 800 บ้าง พันนึงบ้าง ก็พอได้อยู่ ... ผมเลยได้เรียนรู้ Business Model ของกลุ่มพวกเขาแล้ว ... ผมถามต่อว่า แล้วถ้าซ่อมแล้วมีปัญหาละ จะติดต่ออย่างไร เขาบอกว่า ให้ขับไปที่อู่คนนี้ แล้วมันจะโทรตามพวกผมเอง ... อ้อ ... มิน่า ทำไมจึงต้องมีคนหนึ่งที่มีอู่ซ่อมอยู่ในกลุ่มด้วย

แล้วคุยกันต่อนะครับ ...

อาจารย์เเละนักศึกษาได้รับการตอบรับเเละนำเสนอผลงานว...
Brick and Mortar มาสู่ Brick and Click

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 15 August 2018