MSITBlog

2 minutes reading time (382 words)

การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing)

ถ้าคุยกันเล่นสนุก ๆ แล้ว สมัยก่อนเรามักจะเขียนรูป ก้อนเมฆ (Cloud)” เป็นสัญลํกษณ์ใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกัน ทีนี้พอผมฝากข้อมูลไปเก็บไว้ยังผู้ให้บริการซึ่งตั้งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่ารันโปรแกรมของเขา แล้วก็โยนข้อมูลเข้าไป มันก็วิ่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปเก็บไว้ยังปลายทางซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อีกเช่นกัน

มองแบบนี้มันก็เหมือนผมโยนข้อมูลเข้าไปเก็บไว้ในอินเตอร์เน็ต (โยนข้อมูลไปเก็บไว้ในคลาวด์ หรือ ก้อนเมฆ อันเป็นสัญลักษณ์แทนอินเตอร์เน็ต) เวลาผมจะใช้ข้อมูล ผมก็ดึงออกมาจากอินเตอร์เน็ต (ดึงข้อมูลออกมาจากคลาวด์ หรือ ก้อนเมฆ) … แหม ก้อนเมฆนี้ดีจัง มันเก็บข้อมูลให้ผมได้ด้วยวุ๊ย … ก็เลยเรียกกันว่า Cloud Storage 

มีตัวอย่างโปรแกรมอะไรบ้างล่ะ ที่เราต้องรันเพื่อใช้เป็นทางผ่านเพื่อเอาข้อมูลไปเก็บเอาไว้ในคลาวด์ ... ที่คุ้น ๆ กันก็เช่น Dropbox, Box, Google Drive, OneDrive, iCloud … เพราะเขาให้เราใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลฟรี ๆ อยู่ปริมาณหนึ่ง

จริง ๆ แล้ว เครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เราเขียนเป็นรูปก้อนเมฆนั้น มันแค่เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกันเท่านั้น ข้อมูลที่เราโยนเข้าไป มันต้องวิ่งผ่านเครือข่ายแล้วก็ต้องมีที่จัดเก็บอยู่ดี ... ดังนั้น คนที่สร้างโปรแกรมขึ้นมา เขาก็ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดเก็บข้อมูลเอาไว้ด้วย มันจะรวมกันอยู่ที่เดียว หรือ แยกอยู่ต่างกันหลายที่ ก็แล้วแต่เขาออกแบบเอาไว้

ดังนั้น เทอม การประมวลผลบนคลาวด์ หรือ Cloud Computing” ที่ให้ความหมายแบบง่าย ๆ ก็จะหมายถึง การจัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (แทนที่จะผ่านทางฮาร์ดดิสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา)

ถ้ามองแบบนี้ก็เหมือนกับว่า ผมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของผมเข้าอินเตอร์เน็ต แล้วก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์ ใช้ระบบเทคโนโลยี และใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ผมสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกทรัพยากรที่ผมต้องการใช้ได้ตามต้องการ แต่ผมต้องจ่ายเงินให้เขานะ (ส่วนเขาจะอยู่ที่ไหนผมไม่สนใจ เพราะผมเชื่อมต่อกับเข้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้)

หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อผมจ่ายเงินให้เขาแล้ว ผมต่อคอมพิวเตอร์ของผมเข้าไป ผมจะมองเห็น ซอฟต์แวร์ประยุต์ใช้งาน (Application) ต่าง ๆ เช่น โปรแกรม ERP โปรแกรมด้านการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน รันอยู่บนแพลตฟอร์ม (Platform) หรือ OS ที่ผมต้องการใช้งาน มีฐานข้อมูลที่ผมจัดเก็บ สืบค้น มีการจัดคิวเวลา …. และมีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น Network, Storage และ Compute ให้ผมใช้งานพร้อมสรรพ (เหมือนกับผมมี Data Center พร้อมให้ผมใช้งาน) ดังรูปด้านล่าง

ถ้าผู้ให้บริการทำได้แบบนี้ ผมก็มีทางเลือกให้เล่นอยู่สามทางเลือกคือ

1) ขอใช้เฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของเขา เราเรียกการให้บริการแบบนี้ว่า Infrastruncture as a Service (Iaas) โดยผู้ให้บริการจะมีโครงสร้างพื้นฐานให้เราใช้งาน (เหมือนกับมี Data Center ให้เราใช้) เช่น ส่วนประมวลผลให้เราใช้ มีระบบจัดเก็บข้อมูล มีระบบเครือข่ายในรูปแบบเสมือน (Virtualization) …

ถ้านึกง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมากก็คือ เขามีเวิร์เวอร์ มีที่จัดเก็บเอาไว้ให้เราพร้อมสรรพ เราอยากจะลงโปรแกรมอะไรก็เป็นเรื่องของเรา เราอยากจะเอาข้อมูลอะไรไปเก็บก็เชิญตามสบายครับ

จะเห็นว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็ไม่ต้องไปลงทุนทางด้านฮาร์แวร์เหล่านี้ เหมือนเช่าเขาใช้งานทั้งชุดนั่นเอง ข้อดีก็คือ เราจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไรก็ได้ จะขยายเพิ่มขึ้นหรือจะลดลงก็ได้ จะเพิ่มขึ้นทีละน้อยหรือจะตูมตามใหญ่โตไปเลยก็ได้ ที่สำคัญก็คือ เราไม่ต้องดูแลบำรุงรักษาใด ๆ เพราะผู้ให้บริการเข้าทำให้

ดังนั้น การเก็บข้อมูลในคลาวด์ก็เป็นส่วนหนึ่งของ IssS เพราะขอใช้บริการแค่พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเท่านั้น เราจะขอใช้บริการเซิร์ฟเวอร์เพิ่มก็ได้ จะต้องการพลักงานการคำนวณผลเท่าใดก็กำหนดได้ (เพื่อนำมาลงซอฟต์แวร์ของเรา)

2) ขอใช้แพลตฟอร์ม (Platform) เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ทำงานบนเว็บไซต์หรือบนมือถือที่ต้องทำงานผ่านเครื่องแม่ข่าย ดังนั้นเราต้องการเครื่องแม่ข่ายที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบเครือข่าย ต้องการสภาพแวดล้อมเพื่อทดสอบซอฟต์แวร์ของเรา เช่น มีการติดตั้งฐานข้อมูล เว็บเซิร์ฟเวอร์ Runtime Software libray เครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เราเรียกว่าแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการเขาก็จะจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้เรา และเรียกการให้บริการแบบนี้ว่า Platform as a Service (PaaS)

การที่เราใช้บริการแบบนี้ มันก็จะช่วยลดต้นทุนและเวลาที่ใช้พัฒนาซอฟต์แวรไปได้มาก เพราะผู้ให้บริการได้จัดเตรียมเอาไว้ให้เราแล้ว (มองในแง่ของผู้ให้บริการ ก็เพียงแต่เพิ่มซอฟต์แวร์อันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาลงไปในข้อ 1 นั่นเอง)

3) ขอใช้ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรมประยุกต์เลยก็แล้วกัน เรียกว่า โปรแกรมทั้งหลาย เช่น ERP, CRM นั้น รันอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ผมขอเช่าทุกอย่างทั้งฮาร์แวร์ ซอฟต์แวร์ ผมจะได้ไม่ต้องลงทุน เวลาจะใช้ก็ใช้ผ่านคลาวด์ เราเรียกการให้บริการแบบนี้ว่า Software as a Service (PaaS) ... 

การใช้บริการแบบ SaaS นั้นก็ทำให้เราสามารถลดภาระค่าใช้จ่าย ภาระการที่จะต้องดูแลบำรุงรักษา และลดความยุ่งยากลงไปได้มาก ... เพราะเราก็ใช้ทุกอย่างจากผู้ให้บริการ (เหมือนโยนห้อง IT ของเราซึ่งมีทั้งฮาร์แวร์ ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นไปอยู่บนคลาวด์แหละครับ) ดังนั้นก็ต้องจ่ายแพงหน่อย

เมื่อจับมาเปรียบเทียบกันเพื่อจะได้เข้าใจมากข้น ก็จะเป็นดังรูปด้านล่าง

ซ้ายมือสุด ก็จะเป็นแบบปกติทั่วไป คือ เราซื้อเองทุกอย่างแล้วเอามาติดตั้งไว้ในองค์กรของเรา (On Premises) แบบนี้เราก็จัดการเองทั้งหมด

ทีนี้ถ้าเราตัดโครงสร้างพื้นฐานออกไป โดยไปเช่าระบบเครือข่าย (Networking) เซิร์ฟเวอร์ (Server) พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) และการทำระบบเสมือน (Virtualization) ของผู้ให้บริการ (นี่ก็คือ Iaas ซึ่งถูกจัดการโดยผู้ให้บริการ (Service Provide)) เขาก็จะดูแลส่วนนี้ให้เรา แล้วเราก็เอาซอฟต์แวร์ เอาข้อมูล ของเราไปลง ดังนั้นเราก็ต้องจัดการกับส่วนนี้ไป (ในรูปแทนด้วยคำว่า You manage)

ต่อมา ถ้าเราใช้ OS, Midleware, Runtime ของเข้าด้วย มันก็จะกลายเป็น PaaS … จะเหลือเฉพาะโปรแกรมประยุกต์และข้อมูลที่เราจะต้องดูแล นอกจากนั้นเขาดูแลให้หมด

ต่อมา เราใช้โปรแกรมประยุกต์ของเขาด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ก็เก็บไว้ที่เขา แบบนี้ก็ออนโลน์อยู่กับเขาทั้งปี 365 วัน โดยเขาดูแลให้ทั้งหมด อันนี้ก็เป็น SaaS แล้ว  

ดังนั้น เขาก็เลยเขียนแบบจำลอง Cloud Computing เอาไว้ดังรูปด้านล่าง เราก็เป็น Cloud Clients คือเป็นผู้ใช้โดยเชื่อมต่อเข้าไปยังผู้ให้บริการผ่านทาง Web browser หรือ Mobile Application เป็นต้น

ตอนแรกที่ผมเห็นการให้บริการแบบ IaaS แล้ว ผมชอบมาก เพราะผมฝากเข้อมูลได้ ... ไม่ต้องดูแล ไม่ต้อง Backup ... วุ๊ย Happy  

ต่อมาผมเหมือนกับโยนเมล์เซิร์ฟเวอร์และโปรแกรมไปอยู่ที่เขาอีก … วุ๊ย ยิ่ง Happy มากข้น ... แต่มันเริ่มเป็น SaaS ไปแล้วนะครับ ตอนนั้นยังไม่รู้ตัว

ถ้าต่อมาโปรแกรมตัวใหญ่ ๆ เช่น ERP อะไรพวกนี้ ถูกโยนออกไปอยู่บนคลาวด์อีก (เช่น ใช้ Cloud ERP) … แทนที่จะโคตร Happy กลับกลายเป็นชักเริ่มหวาดหวั่นแล้ว

ทำไมหรือครับ ... ในแง่ของ IT แล้ว ผมจะเหลืองาน IT อะไรให้ทำอีกละครับ

ลองคิดดูครับ ผมก็น่าจะเหลือแค่เซิร์ฟเวอร์ตัวเดียวที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและเครือข่าย (ไร้สายหรือมีสาย) ของผู้ใช้ในองค์กร แล้ววัน ๆ หนึ่ง ลูกน้องของผมตั้งหลายคนจะทำอะไรละครับ  คิดหนักนะครับ

ในที่สุดก็ปิ๊งครับ ก็เอา IT ไปสนับสนุนกระบวนการผลิตซีครับ เพราะผมทำงานในโรงงานผลิตนี่ นี่ไงครับ IT Management หรือ การจัดการ (โรงงงาน) โดยใช้ IT เข้าช่วย … มันก็มีทางออกอยู่ครับ 

 

Cloud อีกหน่อย
ฝากไว้ให้ช่วยดูแล

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Monday, 10 December 2018