MSITBlog

1 minute reading time (269 words)

Closed Loop MRP และ MRP II

a

เราได้คุยกันในเรื่อง MRP (Material requirement Planning หรือ การวางแผนความต้องการวัสดุ) ว่า หลัก ๆ ก็คือ ทำการกำหนดตารางการผลิต (หรือ วางแผนการผลิต) ขึ้นมาแล้ว เราก็รัน MRP เพื่อสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาทำการผลิตตามที่ได้อธิบายผ่านมาแล้ว และเราก็คาดหวังว่าวัตถุดิบมันจะเข้ามาตามที่เรากำหนดหนดไว้

โดยทั่วไป เมื่อวัตถุดิบเข้ามา เราก็ต้องทำการตรวจสอบประเภทว่า มันตรงกับที่เราสั่งซื้อเข้ามาไหม ปริมาณเป็นไปตามนั้นไหม คุณภาพเป็นไปตามที่เรากำหนดไหม ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ เช่น เข้ามาผิดประเภท ปริมาณไม่ครบ คุณภาพไม่ตรงตามต้องการ อันนี้ยุ่งแล้ว มันต้องมีกระบวนการอื่นเข้ามาแทรก เช่น ทำการส่งคืน หรือ คัดแยกเอาของดีเอามาใช้ มันมีโอกาสที่การผลิตจะล่าช้าออกไป ก็ต้องปรับหมายกำหนดการผลิตใหม่

OK … สมมติว่า มาเข้ามาตรงตามความต้องการของเราเป๊ะ ๆ เราก็จัดวัตถุดิบป้อนเข้าสู่สายการผลิต แล้วก็เริ่มทำการผลิต อย่าลืมว่า กระบวนการผลิตย่อมประกอบไปด้วยขั้นตอนมากมาย ถ้าเราอยากรู้ว่า ตอนนี้สินค้ามันผลิตไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ผลิตได้จำนวนเท่าใดแล้ว มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ สมัยนั้นก็ต้องเดินดูในสายการผลิต ถามข้อมูลเอา จดเอา แล้วก็มานั่งคำนวณดูว่า มันจะทันหรือเป็นไปตามหมายกำหนดการที่กำหนดเอาไว้ไหม

ต้องเข้ากันเรื่องหนึ่งว่า เวลาทำการวางแผนการผลิตนั้น เราจะวางแผนต่อเนื่องกันไป เช่น 8:00 - 13:00 ผลิตสินค้า A จำนวน 1,000 ชิ้น 13:00 - 20:00 ผลิตสินค้า B จำนวน 1,500 ชิ้น ..... ดังนั้น ถ้าการผลิตสินค้า A เกิดความล่าช้า ก็ย่อมส่งผลให้การผลิตสินค้า B ต้องล่าช้าไปด้วย เมื่อสินค้า B ล่าช้า การผลิตสินค้าอื่น ๆ ที่ตามหลังมาก็ล่าช้ากันไปหมด ... เราก็ต้องปรับตารางการผลิตใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

การที่เราไปรวบรวมข้อมูลที่เกิดในพื้นที่การผลิต (Shop floor data collection) ขึ้นมาดู มาคำนวณ มาวิเคราะห์ ก็เพื่อจะได้ปรับแผนการผลิต/กำลังการผลิตเสียใหม่ให้เหมาะสมในกรณีที่เกิดความล่าช้า ... ลองนึกต่อไปว่า ถ้าเรามีข้อมูลในพื้นที่การผลิตอยู่ในมือแล้ววางกองไว้ที่หนึ่ง พอเราเปิดโปรแกรม MRP ขึ้นมา ก็ให้มันมาดึงข้อมูลที่กองเอาไว้นี้ขึ้นมาดู เราก็สามารถเทียบได้ทันทีว่า ตารางการผลิตที่วางเอาไว้แล้ว กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ... เราก็สามารถปรับแก้ตารางการผลิตได้ทันที 

ถ้าเรามองในแง่นี้ ตัวซอฟต์แวร์ MRP มันไม่มีความสามารถในการทำแบบที่กล่าวมา คือ มันไม่สามารถไปดึงเอาข้อมูลจาก Shop floor อันเป็นข้อมูลที่ได้จากสภาพการผลิตที่เกิดขึ้นจริง ๆ มาเปรียบเทียบกับแผนการผลิตที่วางไว้แล้ว เพื่อทำการปรับแผนใหม่ให้เหมาะสมตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มันรับข้อมูลย้อนกลับมาจากสายการผลิตไม่ได้ เพราะเส้นทางป้อนข้อมูลย้อนกลับมันไม่มี มันขาด ลูปป้อนข้อมูลมันเปิดอยู่  

ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาให้มีความสามารถในการรับข้อมูลจากการผลิตจริงใน Shop floor ย้อนกลับเข้าไปในระบบได้ คราวนี้จะปรับ จะแก้ตารางการผลิตให้สอดรับกับความเป็นจริงได้แล้ว นอกจากนั้นยังเพิ่มการวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning) เข้าไปด้วย .... แล้วก็เรียกว่า Closed Loop MRP (หรือ MRP ที่มีการป้อนข้อมูลย้อนกลับตามลูปที่มันเชื่อมเข้าหากันแล้ว (Closed Loop)) ดังนั้น นอกจากมันจะวางแผนความต้องการวัตถุดิบแล้ว มันยังรวมเอางานการวางแผนการผลิตและการบริหารการผลิตเข้าเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นเราต้องทำแยกกัน ก็ต้องถือว่า Closed Loop MRP นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิต

ต่อมาก็มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีก โดยได้รวมการวางแผนและบริหารทรัพยากรการผลิตอื่น ๆ รวมเข้าไปในระบบ MRP เดิม แล้วก็เรียกชื่อว่า Manufacturing Resource Planning หรือ การวางแผนทรัพยากรเพื่อการผลิต คราวนี้ถ้าจะใช้คำย่อ มันก็จะเป็น MRP เหมือนกับตัวเก่า ก็เลยนิยมเรียกกันเป็น MRP II

ตัว MRP II ก็ได้รับการพัฒนาไปเรื่อย ๆ โดยรวมหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย การวางแผนงบการจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนต้นทุนสินค้าคงคลังของระบบบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนกำลังคนที่สัมพันธ์กับกำลังการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต เข้าอยู่ในตัวระบบ MRP II … ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เป็นระบบที่สามารถส่งข้อมูลทุกชนิดที่ระบบบัญชีต้องการให้แก่ระบบบัญชีได้ ก็ทำให้บัญชีทำงานได้ง่ายขึ้น

เมื่อผมทำงานในโรงงานตามที่กล่าวผ่านมาแล้ว ได้สัก 2 – 3 ปี องค์กรก็เปลี่ยนจากระบบ MRP ซึ่งใช้มาตั้งนานแล้ว (ก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงานหลายปี) มาเป็น MRP II ผู้ที่ผลักดันอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง ก็คือฝ่ายบัญชีนี่เอง (และตอนนั้น ฝ่าย IT (หรือ MIS) จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแผนกบัญชีนะครับ)

 ดูจากรูปนะครับ เริ่มต้นนั้น MRP เน้นไปที่การวางแผนความต้องการใช้วัสดุในการผลิต ต่อมาก็พัฒนามาเป็น Closed Loop MRP โดนเพิ่มการป้อนข้อมูลย้อนกลับจาก Shop floor เพื่อใช้ในการปรับแผนการผลิต ต่อมาก็กลายมาเป็น MRP II คราวนี้ เน้นไปที่การวางแผนทรัพยากรการผลิตเป็นหลัก แต่ก็รวมการทำงานของ MRP เดิมเอาไว้ด้วย

ระบบ MRP II นั้น เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นและมักใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ต่อมาได้เกิดการขยายแนวคิดของ MRP II ให้สามารถใช้ได้ทั่วทั้งองค์กรและสามารถใช้ได้ทั้งองค์กรของธุรกิจที่หลากหลายด้วย ดังนั้นจึงต้องการรวมระบบงานหลักทุกอย่างในองค์กรเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน มันจึงเกิด Enterprise Resource Planning (ERP) หรือ การวางแผนการใช้ทรัพยากรทั่วทั้งวิสาหกิจขึ้นมา เราจะคุยกันในครั้งต่อไปนะครับ

ERP (1)
Material Requirement Planning, MRP

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 21 September 2018