MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

พูดน่ะมันง่าย เวลาทำแทบตาย

a

ที่ผ่านมานั้น เราก็คุยกันสนุก ๆ ว่า เราก็เอากระดาษมาเขียนกระบวนการธุรกิจออกมา ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็เอาตั้งแต่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา แล้วก็เขียนต่อไปเรื่อย ๆ …. จากนั้นก็ดูว่าข้อมูลมันเกิดที่ตรงไหน มันเปลี่ยนให้เป็นสารสนเทศอย่างไร เอาไปใช้สนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจอย่างไร … จากนั้นก็หาเทคโนโลยีมาใช้งานเพื่อช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจมันไหลได้อย่างราบลื่น วิ่งฉิวปลิวลม

ถอยหลังไปสัก 16 -17 ปี ผมก็นั่งเขียนโฟล์วแบบที่ว่ามาเหมือนกัน ดู ๆ แล้วมันเหมือนไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่จริง ๆ แล้วแทบตาย ไม่ใช่ตายเพราะเรื่องการเขียนครับ แต่แทบตายกับเรื่องการสื่อสารเพื่อนำมาเขียนนี่แหละ ... จะเล่าให้ฟังครับ

มันมีความจริงบางประการที่เป็นอุปสรรคอยู่เบื้องหลัง สิ่งนั้นก็คือ คนทางด้าน IT เองก็มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องทางด้านธุรกิจสักเท่าใด และทำนองเดียวกัน คนทางด้านธุรกิจก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง IT เหมือนกัน … ตอนนั้นผมเองไม่ใช่ IT และ ไม่ได้จบทางบริหารธุรกิจมาเสียด้วย … มันก็เละละซีทีนี้

สมัยนั้นผมโชคดีเพิ่งถูกโปรโมต (แกมบังคับ) ให้มาดูแลแผนก IT ด้วย … ที่ว่าโชคดีก็คือผมได้เรียนรู้เรื่อง IT อันถือว่าเกิดประโยชน์กับตัวผมอย่างมากมายในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ … ที่ว่าโปรโมตก็คือได้ตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกหนึ่งในโรงงานผลิตสินค้า … ที่ว่าบังคับก็เพราะว่า เจ้านายแถมแผนก IT มาให้ดูแลด้วย

ผมจำได้ว่า ผมปฏิเสธไม่ยอมดูแลแผนก IT โดยแย้งท่านว่า ผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้จบคอมพิวเตอร์มา (ตอนสมัยผมเรียนยังไม่มีสาขา IT) … ไม่รู้เรื่อง ไม่เอา ไม่ไหว …

Continue reading
  599 Hits
  0 Comments
599 Hits
0 Comments

เร็วและแรง ...

B

ถ้าใครได้ตามข่าวของบริษัทอาลีบาบาซึ่งจัดเทศกาลชอปปิ้งในวันที่ 11 เดือน 11 ที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่า หลังจากเริ่มจำหน่ายสินค้าไป 1 นาที มูลค่าการซื้อขายสินค้าทะลุ 3 พันล้านหยวน (หรือประมาณ 456 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และทะลุ 1 หมื่นล้านหยวนภายในเวลา 3.01 นาที  (เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที) และสัดส่วนการซื้อขายในช่วงแรกนี้ ว่ากันว่า กว่า 90% มาจากการทำธุรกรรมผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (ผมคิดเอาเองว่า เป็นการทำธุรกรรมผ่านมือถือก็แล้วกัน) … โอ้ ใช้มือถือซื้อของกันเร็วไหม เครือข่ายมันเร็วจนรองรับได้ไหมครับ

นอกจากนั้น อาลีบาบาได้กล่าวว่ามีการทำธุรกรรมออนไลน์ 325,000 ครั้งใน 1 วินาทีโดยใช้ระบบคลาวด์ของเขา … นี่คือตัวอย่างศักยภาพของคลาวด์ … ก็คงไม่ต้องถามนะครับว่า เขารองรับคำสั่งซื้อได้เร็วทันกับคนที่สั่งซื้อเข้ามาไหม ...

ดังนั้นในยุค 4.0 นี้ เรื่องของ Cloud, Big Data และ IoT มันจึงกลายเป็นองค์กระกอบสำคัญที่ต้องเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

หันมาดูการสนองตอบต่อลูกค้าของเขาบ้าง ข่าวบอกว่า สินค้าที่ชิ้นแรกที่ถูกสั่งซื้อคือกาแฟและขนม เขาได้ทำการจัดส่งถึงมือลูกค้าในเวลาประมาณ 13 นาที ส่วนสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศนั้นมาถึงเมืองจีนชิ้นแรกภายในเวลา 33 นาที … เรื่องที่น่าสนใจก็คือด้วยปริมาณคำสั่งซื้อขนาดนี้ ความเร็วขนาดนี้ เขาบริหารโซ่อุปทาน (ง่าย ๆ ก็คือ ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า แล้วเปิดคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์ แล้วส่งของไปถึงมือลูกค้า) ได้อย่างไร

ผมว่าเขามองทะลุจาก Global Supply Chain ไปเป็น e-Supply Chain จนกลายเป็น e-Network ไปแล้ว (หมายความว่า สมาชิกทั้งหลายในโซ่อุปทานต่างก็ใช้ตะกูล e กันแล้ว เช่น e-Commerce, e-Procurement, e-Factory, e-Warehouse, …… ดังนั้น การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันมันก็ง่าย ข้อมูลต่าง ๆ มันก็ไหลได้ไว ... ยิ่งถ้ามันไปอยู่บนคลาวด์เหมือนกัน มันก็คงจะไวขึ้นอีกเยอะทีเดียว ... ผมถึงบอกว่า ทำให้เป็นดิจิทัลเข้าไว้ แล้วมันจะง่ายขึ้น)

Continue reading
  897 Hits
  0 Comments
897 Hits
0 Comments

เครื่องจักรบังกระบวนการ ซอฟต์แวร์บังวิธีการ

A

ครั้งที่แล้วเราจบกันตรงที่เขียนกระบวนการทางธุรกิจขึ้นมา เขียนขึ้นมาตรง ๆ แบบทำงานด้วยมือนี่แหละ มันจะทำให้เราเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ได้ชัดเจนดี

ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็ขอให้เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง เขาสั่งซื้อหรือเข้ามาซื้อสินค้าผ่านช่องทางไหนบ้าง ก็เริ่มด้วยช่องทางนั้น และก็ขอให้สังเกตเอาไว้ด้วยว่า ช่องทางไหนลูกค้าเข้ามาในแบบดิจิทัล ช่องทางไหนเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น เดินเข้ามาซื่อที่หน้าร้าน) ช่องทางไหนอาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ (เช่น ส่งอีเมล์ ส่ง Fax)

ทั้งนี้ก็ขอให้มองถึงการตอบโต้กันด้วยนะครับ เช่น ลูกค้าขอรายละเอียดของสินค้า (เรารับเข้ามา) เราต้องให้ข้อมูลหรือสารสนเทศอะไรออกไป (เราส่งออก) ให้ลูกค้า หรือ ลูกค้าสั่งซื้อสินค้า (เรารับเข้า) แล้วเราต้องสนองตอบต่อลูกค้าอย่างไร (เราส่งออก) ผ่านช่องทางใด เช่น ลูกค้าเขามาหน้าร้าน แต่เราส่งข้อมูลสนองตอบไปโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ … เรียกว่า มันข้ามช่องทาง หรือ Cross Channel … เราก็ต้องพิจารณาเอาไว้ด้วย

เขียน ๆ ไปก่อนครับ เอาแบบเข้าใจ ส่วนมันจะทำอย่างไรค่อยว่ากัน … ประเด็นสำคัญคือเราต้องการทำความเข้าใจกระบวนการในการทำธุรกิจของเรา … ทีนี้พอเขียนแล้ว บางทีมันไปสะดุดที่ มันไปติดที่เครื่องมือ เครื่องจักร หรือ ระบบอัตโนมัติบางอย่างที่มีอยู่แล้ว มันอาจจะเกิดปัญหาบ้าง

ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง … ผมเคยทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิต แรก ๆ ที่ผมเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้ ผมขอให้หัวหน้างานอธิบายให้ผมฟังหน่อยว่าสินค้าภายใต้การดูแลของเขานั้น ผลิตขึ้นมาได้อย่างไร ผมพบว่ามีหัวหน้างานหลายคนไม่สามารถอธิบายให้ผมเข้าใจได้

Continue reading
  715 Hits
  0 Comments
715 Hits
0 Comments

ปวดหายบายโฟล์ว

A

ถ้าคิดง่าย ๆ ว่า กระบวนการ (Process) ก็คือ กิจกรรมใด ๆ ที่ต้องกระทำต่อเนื่องกันไปเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แล้วเสร็จตามต้องการ …

แน่นอนว่า เมื่อเราเริ่มกระบวนการใหม่กิจกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการนั้นก็อาจจะปรับเปลี่ยนไปมาตามความเหมาะสม เช่น มีการตัดบางกิจกรรมออกไปเมื่อคิดว่าไม่จำเป็น หรือ เพิ่มเข้ามาถ้าเราคิดว่ามันทำให้ดีขึ้น หรือ เรียงลำดับกิจกรรมใหม่เพื่อให้สะดวกขึ้น หรือ รวมบางกิจกรรมเข้าด้วยกันเพื่อให้เร็วขึ้น เป็นต้น … ถ้าเรายังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็แสดงว่า กระบวนการมันยังไม่นิ่ง

แต่เมื่อเราทำงานไปสักพัก ปรับบ้าง แก้บ้าง ในที่สุดกระบวนการนั้น ๆ มันก็จะเริ่มนิ่งมากขึ้น (มีการปรับแก้น้อยลง) จนในที่สุดกระบวนการนั้น ๆ จะมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซ้ำ ๆ กันอยู่ตลอดเวลา … ก็แสดงว่า กระบวนการมันนิ่งแล้ว

เมื่อกระบวนการมันเริ่มนิ่งแล้ว เราก็สามารถพิจารณาส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เพราะมันจะเริ่มนิ่งไปด้วย เช่น อินพุตที่ต้องใช้ (ข้อมูล สารสนเทศ วัตถุดิบ) เครื่องมือ พนักงาน …. และ เอาต์พุต (ข้อมูล สารสนเทศ ชิ้นงาน) … หรือ ถ้าเราพิจารณาเอาเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลแล้ว เราก็จะรู้แล้วว่า กระบวนการใดต้องการใช้ข้อมูลอะไรและให้ข้อมูลอะไรออกมา       

เมื่อเราเอากระบวนการมาเรียงต่อกันตามลำดับก่อนหลังและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กัน กระบวนการมันก็จะยาวขึ้น เราก็เรียกว่า เป็นกระบวนการใหญ่ที่ประกอบด้วยกระบวนการอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นกระบวนย่อยอยู่ภายใน เช่น กระบวนการรับสมัครงาน กระบวนการสัมภาษณ์งาน กระบวนการบรรจุเป็นพนักงาน กระบวนการการฝึกอบรม เป็นต้น พอเอากระบวนการใหญ่ ๆ มารวมกัน มันก็จะกลายเป็นระบบขึ้นมา 

Continue reading
  738 Hits
  0 Comments
738 Hits
0 Comments

ปวดเฮด เวียนหัว

B

หลังเจ้านายหายจากอาการสติแตก องค์ออก แล้ว … ก็เรียกฝ่าย IT เข้ามาถามว่า “ในกรณีนี้เราจะทำอย่างไรกันดี”

ย้อนหลังไปสัก 20 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมก็อยากจะบอกว่า … โยนมันทิ้งไปเถอะเจ้านาย … แต่ก็เสี่ยงกับการที่เจ้านายจะสติแตกอีกครั้ง แล้วบอกผมว่า … งั้นตูโยนมึงทิ้งออกไปนอกบริษัทก่อนดีไหม …

จริง ๆ แล้วผมว่า มันเป็นคำถามที่น่าสนในมาก … ผมได้ยินคำถามนี้จากผู้บริหารหลายคนที่ผมสนิทสนมคุ้นเคย จนเปิดใจคุยกันได้ในปัญหาเกี่ยวกับความเป็นความตายบางเรื่อง … เขาบอกว่า ก็เข้าใจนะว่ามันเกิดปัญหาจริง ๆ แต่จะโยนทิ้ง มันก็เงินทั้งนั้น มันก็ยังใช้ได้อยู่เห็น ๆ … แล้วเขาต้องจ่ายอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ จ่ายแล้วมันผลตอบแทนคุ้มไหม …

โดยทั่วไป ผมมักจะหลบเลี่ยงในการตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะผมไม่รู้กระบวนการทางธุรกิจของเขาซับซ้อนมากไหม ผมไม่รู้ว่า IT ของเขาเป็นอย่างไร มันจึงตอบได้ยาก  

Continue reading
  752 Hits
  0 Comments
752 Hits
0 Comments

เทคโนโลยีเว็บ ทำให้ลมตีกลับ

A

ที่ผ่านมาผมมักใช้คำว่า “เว็บ” มาเรื่อย ๆ … เว็บช่วงแรกนั้น ผู้สร้างเว็บทำได้ก็แค่เอาเนื้อหาต่าง ๆ ใส่เข้าไปในเว็บ จอภาพก็แสดงเนื้อหานิ่ง ๆ ผู้อ่านก็อ่านได้อย่างเดียว (เหมือนกับเราอ่านหนังสือพิมพ์นี่แหละ จะเข้าไปเขียนโน่นนี่นั่นเพิ่มเข้าไปก็ไม่ได้) … มันก็เหมือนผู้สร้างเว็บพูดอยู่ฝ่ายเดียว ผู้อ่านจะคุย จะถามอะไรก็ไม่ได้ …

ด้วยเหตุนี้ การค้าขายในช่วงแรก ๆ ผู้ขายก็แค่ระบุบนเว็บว่า มีอะไรขายบ้าง ราคาเท่าใด ถ้าใครสนใจก็ติดต่อมาตามที่อยู่ด้านล่าง หรือ โทร หรือ Fax มาเบอร์นี้ … จบ

ต่อมาก็มีการพัฒนาเว็บให้เนื้อหามันปรับเปลี่ยนได้ ใส่รูป ใส่วิดีโอได้ การแสดงสินค้าก็ใส่รายละเอียดได้มากขึ้น ทำให้สวยงามขึ้น และที่สำคัญก็คือผู้ใช้สามารถอินพุตหรือใส่ข้อความเข้าไปในเว็บได้ คราวนี้มันเหมือนพูดจาตอบโต้กันได้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เขาก็เรียกว่าเว็บแบบนี้ว่าเป็นรุ่นสอง หรือ Web 2.0 … แล้วก็เรียกเว็บแบบแรกว่า เป็นรุ่นหนึ่ง หรือ Web 1.0 … ช่วงแรก ๆ ผมว่าผู้ที่ใช้เทคโนโลยีของ Web 2.0 ได้ประโยชน์อย่างเต็ม ๆ ก็คือ Wiki นี่แหละ เพราะผู้อ่านเข้าไปช่วยกันเพิ่มข้อมูลจนกลายเป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อคนทั่วโลก

ลองเทียบดูนะครับ ก่อน ๆ ลูกค้าสอบถามข้อมูลเข้ามาทาง Fax ทางโทรศัพท์ ทางเอกสาร จะตอบช้าบ้าง ไม่ตอบบ้าง ก็ไม่มีใครรู้ แต่คราวนี้ลูกค้าสามารถติดต่อผ่านเว็บได้ ขืนทำงานแบบเช้าชาม เย็นไม่ต้อง ก็ไม่มีใครเขามาสนใจหรอก ตัวเลือกมีเยอะแยะไป ใครบริการได้ดีกว่า (เร็วกว่า ถูกกว่า มากกว่า …. ) ก็จะได้เปรียบในการแข่งขัน … กระแสมันก็ตีกลับซีครับ … จากที่พูดอย่างเดียว ลูกค้าจะคิดยังไงก็ไม่รู้ … คราวนี้ลูกค้าพูดบ้าง ก็โดนบี้ละซีทีนี้

สังเกตไหมครับ ในปัจจุบันนี้ พอเราเข้าไปดูข้อมูลบางเว็บ เขาจะมีกรอบเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาทางด้านล่างขวาของจอภาพ แล้วถามว่า เราต้องการข้อมูลเพิ่มไหม จะคุยกับเขาไหม … แม้ว่า มันจะเป็นการคุยกับคอมพิวเตอร์ (เราไม่ได้คุยกับคนจริง ๆ ที่พิมพ์ข้อมูลผ่านแป้นพิมพ์) ก็ตาม … แต่ก็จะเห็นว่า มันเป็นการพยายามให้ข้อมูลแก่ลูกค้าให้มากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย

Continue reading
  898 Hits
  0 Comments
898 Hits
0 Comments

อาจารย์เเละนักศึกษาได้รับการตอบรับเเละนำเสนอผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Wireless Communications and Mobile Computing และ TENCON 2018

อาจารย์เเละนักศึกษาได้รับการตอบรับเเละนำเสนอผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Wireless Communications and Mobile Computing และ TENCON 2018

ขอเเสดงความยินดีกับนักศึกษาปริญญาเอก นาย ชาลี ธรรมรัตน์ นาย กฤษฎา แสงสนิท เเละอาจารย์ที่ได้รับการตอบรับเเละนำเสนอผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Wireless Communications and Mobile Computing และ การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ TENCON 2018 - a premier international technical conference of IEEE Region 10, ที่จัดขึ้นใน วันที่ 28-31 ตุลาคม 2018 ที่ Ramada Plaza Hotel Jeju, Korea 

(1) A Secure Fair Exchange for SMS-Based Mobile Payment Protocols Based on Symmetric Encryption Algorithms with Formal Verification (Impact Factor 0.869)

นาย ชาลี ธรรมรัตน์, รศ.ดร.วีระศักดิ์ คุรุธัช

(2) CoAP Composition for Automation Planning Using Genetic Algorithms (Acceptance rate 43%)

นาย กฤษฎา แสงสนิท, ผศ.ดร.สุรณพีร์ ภูมิวุฒิสาร

Continue reading
  20640 Hits
  0 Comments
20640 Hits
0 Comments

Collaborative Commerce

ตอนที่ผมทำงานในด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์นั้น ผมเดินทางไปไต้หวันบ่อยมาก เพื่อไปจ้างเขาทำแผงวงจรไฟฟ้า (Printed Circuit Board, PCB) และหาซื้อวัตถุดิบเข้ามาใช้งาน

สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยมากคือการช่วยกันทำมาหากิน … ตัวอย่างเช่น ผมนัดกับผู้ขายรายหนึ่งไว้ว่าจะคุยกับเขาเรื่องจอภาพคอมพิวเตอร์ พอคุยเสร็จก็ถามว่า รู้จักผู้ขายแป้นพิมพ์ไหม เพราะผมจะซื้อด้วย … เขาก็บอกว่า มีเพื่อน ๆ ทำเรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวโทรเรียกมาพบได้ … พอคุยรายนี้เสร็จ ผมอาจถามว่า รู้จักคนขายเมนบอร์ดไหม เพราะสนใจจะซื้อเหมือนกัน … เขาก็บอกว่า มีเพื่อน ๆ ทำอยู่ เดี๋ยวโทรเรียกมาคุยด้วยได้ … ในที่สุดก็ทราบว่า ก็คือเพื่อน ๆ ของเขาในกลุ่มเดียวกันนั่นเอง … ใครช่วยกันได้ ก็ต่างช่วยกันไป

การค้าขายโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อก็เช่นกัน ต่อมาก็ได้รวมกลุ่มกันมาขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกัน หรือ สัมพันธ์กัน หรือ อยู่กลุ่มเดียวกัน ตามตัวอย่างที่ผมเล่ามานั่นแหละครับ … ก็ใช้คำเรียกขานว่า Collaborative (ทำงานร่วมกัน) Commerce หรือ C – Commerce

ตัวนี้น่าสนใจครับ เพราะมันค่อย ๆ กลายมาเป็น การทำงานร่วมกันในเชิงโซ่อุปทานไปในที่สุด … ลองกระโดดข้ามมายุคสู่ปัจจุบันนี้หน่อย เราจะเห็นว่า เรากำลังอยู่บนยุคการจัดซื้อโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ (E – Procurement) แล้ว ดังนั้น ถ้าฝ่ายจัดซื้อ/จัดหา เข้าไปที่เว็บหนึ่งแล้วสามารถหาซื้อวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อสัมพันธ์กันได้ครบ … มันก็ง่ายใช่ไหมครับ … ตอนนี้พวก C – Commerce จึงมักนำมาใช้ในเรื่องโซ่อุปทานกันมาก (อ้อ … แม้แต่ตัวโซ่อุปทานเองก็เข้าสู่ยุค E – Supply chain ไปแล้วนะครับ เราจะคุยกันในตอนต่อ ๆ ไป)

พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่ผมพอนึกเทียบเคียงได้ขึ้นมา ก็อยากมาเล่าให้ฟัง … เมื่อเดือนที่แล้ว ฝนตกหนักมาก ผมพักอยู่แถวลาดพร้าว น้ำท่วมในซอยและถนนลาดพร้าวสูงมาก … เอาเป็นว่า ในซอยที่ผมพักอยู่นั้นมอเตอร์ไซวิ่งไม่ไหวก็แล้วกัน … แต่ผมต้องไปสอนก็ตอนเช้าก็เลย … ลุย … ก็ขับรถลุยออกมา …. ไปสอนได้สบายครับ … แต่รถผมไม่สบายไปซะนี่

Continue reading
  1709 Hits
  0 Comments
1709 Hits
0 Comments

Brick and Mortar มาสู่ Brick and Click

Brick

วันนี้จั่วหัวเป็นภาษาฝรั่งหน่อย …

ร้านค้าขายโดยทั่วไปที่เราเห็นกันมาตั้งแต่อดีต ก็จะมีหน้าร้านหรือโชว์รูมเอาไว้ให้ลูกค้าเข้ามาเดินเลือกซื้อสินค้า (ก็คงจะเป็นห้อง ๆ ก่ออิฐ โบกปูน ละกระมัง จึงเรียกว่า Brick and Mortar) ทีนี้พอกระแสการค้าขายโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อมาแรง ร้านค้าเหล่านี้ก็เลยทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าขึ้นมาบ้าง สมัยก่อนนี่ เรื่องใหญ่นะครับ … ต้องตั้งเว็บไซต์ ต้องจดชื่อเมน ต้องเขียนโปแกรมทำเว็บไซต์ขึ้น … เรียกว่า ต้องอยากทำจริง ๆ นะครับ …

สังเกตไหมครับ เวลาเราซื้อของผ่านเว็บไซต์ เราก็จะใช้เมาส์มาคลิก (Click) เลือกสินค้าที่เราต้องการ แล้วก็โยนใส่ลงในตะกร้ารูปรถเข็น แล้วก็ชำระเงิน  … เราก็เรียกร้านค้าที่ทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน คือ มีหน้าร้านให้คนเดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้าและมีเว็บไซต์ให้คนเลือกซื้อด้วย ว่า Brick and Click

เริ่มต้นใหม่ ๆ ก็เอาของที่มีอยู่แล้วในร้านนั่นแหละ ถ่ายรูปแล้วก็โยนขึ้นไปอยู่บนเว็บ ใส่รายละเอียดหน่อย ก็ OK แล้ว จะซื้ออะไรก็ให้มาซื้อที่หน้าร้าน ... สมัยก่อนบ้านเรานิยมเรียกว่า โชว์รูมอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สินค้าที่อยู่บนเว็บนั้นเอาไว้โชว์เท่านั้น ไม่มีการซื้อขายใด ๆ ผ่านทางเว็บที่ตั้งขึ้น

Continue reading
  4236 Hits
  1 Comment
4236 Hits
1 Comment

การค้าขายโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ

Online-Shopping

จริง ๆ ก็อยากใช้คำว่า E-Commerce อยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าจะไปนึกถึงภาพ E-Commerce ในยุคปัจจุบัน ทำให้มองว่า มันทันสมัยมาตั้งแต่ยุคโน้นเชียวหรือ ...

เรามาเริ่มต้นกันที่แถว ๆ ปี 1991 อินเตอร์เน็ตได้เปิดให้ใช้ในเชิงธุรกิจได้ ก็มีธุรกิจต่าง ๆ ไปจดเว็บไซต์ลงทะเบียนเป็นเด็กแจ้งเกิดในโลกอินเตอร์เน็ตกันเป็นทิวแถว …และซึ่งได้กลายเป็นตัวเร่งให้มีการพัฒนาการนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ในเชิงธุรกิจไปอย่างรวดเร็ว

แรก ๆ เทอม e-Commerce นั้นจะหมายถึงกระบวนการดำเนินธุรกรรม (transaction) โดยอาศัยความเป็นอิเล็กทรอนิกส์เข้าช่วย เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในสมัยนั้นก็คือ EDI (ทำการซื้อการขายกันโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ ตามที่เราคุยกันมาแล้ว) และ EFT (Electronic Fund Transfer) หรือ ทำการโอนเงินผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 

สองสิ่งนี้เปิดโอกาสให้ทำการแลกเปลี่ยนสารสนเทศทางธุรกิจกันได้ (ทำการซื้อขายกันได้) และทำธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ (จ่ายเงิน จ่ายทองกันได้โดยอาศัย T/T payment ผ่านการให้บริการจากธนาคาร) และต่อมาก็พัฒนามาจนสามารถส่งเอกสารทางการค้าที่อยู่ในรูปเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ 

ช่วงต่อมา ก็เริ่มมี Electronic Mall เกิดขึ้นโดย CompuServe ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เขาทำตลาดแบบออนไลน์ขึ้นมาโดยมีรูปของสินค้าเป็นรูปสี นัยว่าเป็นที่ฮือฮากันมาก … อันนี้ผมพอเห็นแบบแว๊บ ๆ อยู่ เพราะตอนนั้นยังทำงานอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนัก แต่มีคนรู้จักกันและใช้คอมพิวเตอร์ในหน้าที่การงานเปิดให้ดูเป็นบุญตา … ตอนนั้นอึ้งไปเลยครับ ยังนึก ๆ อยู่ว่า เพื่อนมันหรอกเราหรือเปล่าวะ

Continue reading
  686 Hits
  0 Comments
686 Hits
0 Comments

เมื่อพี่คอมออกสู่โลกกว้าง

EDI

ในช่วงแรก ๆ โน้น การจะติดต่อทำมาค้าขายกันก็ใช้โทรศัพท์ ใช้ Fax กัน … ชัดมั่งไม่ชัดมั่งก็โทรซักถาม ยืนยันกันเอา … ต่อมามันมีระบบหนึ่ง ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับการซื้อขายกันได้โดยตรง เรียกกันทั่วไปว่า EDI หรือ Electronic Data Interchange

กระบวนการง่าย ๆ ก็คือ เราทำเอกสารตามรูปแบบมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อเราส่งออกไป ตัวเอกสารของเราจะถูกแปลงโดย EDI Translator ให้อยู่ในรูปแบบที่เขากำหนดเอาไว้ แล้วก็ส่งผ่านเครือข่ายผู้ให้บริการออกไป พอไปถึงปลายทางมันก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อีกครั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ปลายทาง

ตอนนั้นมีผู้ให้บริการก็มีหลายรายอยู่เหมือนกัน ผมเคยใช้อยู่พักหนึ่งก็สะดวกดีครับ … ราคาก็แพงอยู่เหมือนกัน … ต่อมาเมื่อหลาย ๆ องค์กรเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น … มันก็ย้ายขึ้นมาอยู่บนอินเตอร์เน็ตด้วย … ครั้นเมื่อมันส่งเอกสารผ่านอินเตอร์เน็ตไปมาหาสู่กันได้โดยตรง ความนิยมในการใช้บริการ EDI ก็ลดลง จนค่อย ๆ หายเงียบไป

ต้องบอกก่อนว่า ผมได้ใช้ EDI และ อินเตอร์เน็ตก็เมื่อผมมาทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทหนึ่ง จึงจำเป็นต้องท่องเน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาช่วยในการออกแบบสินค้า ทำต้นแบบ แล้วก็สั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาเพื่อทำการผลิตสินค้าให้กับลูกค้าด้วย … ถือว่าเป็นโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าโรงงานแรกที่สอนให้ผมรู้จัดกระบวนการผลิต … และก็อยู่ในวงการนี้ต่อมาจนเกษียณอายุงาน …   

Continue reading
  706 Hits
  0 Comments
706 Hits
0 Comments

เมื่อพี่คอมกับน้องแลนมาร่วมงาน

A

จากกระทู้ที่ผ่านมา ก็จะพอมองเห็นว่าข้อมูลเกิดขึ้นในทุก ๆ กิจกรรมที่เราทำงาน ข้อมูลใดไม่สำคัญ ก็ไม่ต้องเก็บเอาไว้ ข้อมูลใดที่สำคัญซึ่งคาดว่าจะต้องใช้งานในอนาคตเราก็เก็บเอาไว้ ก็บันทึกลงในแผ่นกระดาษหรือสมุดจดนี่แหละ ดังนั้นเวลาจะคำนวณตัวเลขใด ๆ ก็หาคนหนึ่งมาอ่าน อีกคนหนึ่งก็กดเครื่องคิดเลขไป … จิ้มกันอุตลุด … พอได้ผลออกมา ก็ทวนกันแล้ว ทวนกันอีก ... สามรอบ แปดรอบ เพราะกลัวผิด  

เมื่อมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ พี่คอมตามที่ผมจั่วหัวเรื่องเอาไว้ ... ในยุคแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็น Apple II หรือ IBM PC ก็ตาม มันต่างก็ช่วยให้เราป้อนข้อมูลผ่านทางแป้นพิมพ์ได้ เก็บข้อมูลเอาไว้ในในแผ่นดิสก์ได้ แสดงผลบนจอภาพได้ และพิมพ์รายงานผ่านเครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม (Dot Matrix) ออกมาเป็นเอกสารก็ได้

แค่นี้พี่คอมก็เป็นคนที่มีพลัง น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อใช้งานร่วมกับโปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ เช่น งานทางด้านการพิมพ์เอกสารก็ใช้โปรแกรมพวก Word Processing เช่น Wordstar งานคำนวณก็ใช้โปรแกรมพวก Spreadsheet เช่น VisiCalc งานทางด้านฐานข้อมูลก็ใช้โปรแกรมพวก DBase II เป็นต้น … นี่เขียนเอาตามที่ผมจำได้นะครับ … มันก็เหมือนพี่คอมได้อาหารบำรุงกำลังชั้นยอด ทำให้เพิ่มสมรรถนะ เพิ่มศักยภาพได้อีกโขทีเดียว ... ทำให้พี่คอมช่วยงานในแผนกต่าง ๆ ได้มากทีเดียว

Continue reading
  888 Hits
  0 Comments
888 Hits
0 Comments

กระบวนการธุรกิจ

A

ยังจำรูปด้านล่างนี้ได้นะครับ ... กิจกรรมต่าง ๆ มันจะเกิดขึ้นในแต่ละแผนกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ในสมัยก่อนโน้น แต่ละแผนกต่างก็เห็นว่า งานที่ตนเองนั้นสำคัญมาก งานของตนเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น ถ้าไม่มีฝ่ายขาย ก็ไม่มีลูกค้า บริษัทนี้จะอยู่ได้อย่างไร หรือ ถ้าไม่มีฝ่ายการเงิน ก็จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของมาขาย หรือ ถ้าไม่มีฝ่ายผลิต ใครจะทำของให้ขาย หรือ ถ้าไม่มีฝ่ายทรัพยากรบุคคล ใครจะหาคนเข้ามาทำงาน … พอนึกภาพออกไหมครับ … แต่ละแผนกต่างก็คิดว่าตนเองเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ

ผมขอสมมติกันเล่น ๆ ว่า ผมทำบริษัทประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ร้านค้าปลีกนำไปขายให้กับลูกค้าของเขา ผมมีลูกค้าหลายรายทีเดียว บางรายผมก็ให้เครดิตเขาเป็นวงเงินเอาไว้เพราะซื้อขายกันมานาน มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป ลูกค้ารายไหนใช้เครดิตจนวงเงินเต็ม ผมก็ต้องบอกเขาว่า ... พี่จ่ายหนี้เก่าก่อนนะ แล้วค่อยสร้างหนี้ใหม่ … ก็เหมือนกับเราใช้เครดิตการ์ดแหละครับ ธนาคารเข้าก็กำหนดวงเงินเอาไว้ ถ้าเราใช้เกินวงเงิน มันก็รูดไม่ได้ เราต้องไปเคลียร์หนี้เก่าเสียก่อน สมมติต่อไปว่า มีลูกค้ารายหนึ่งส่งคำสั่งซื้อมาให้กับบริษัทผม เมื่อฝ่ายขายรับข้อมูลจากลูกค้าเข้ามา เขาก็จะส่งไปตรวจสอบเครดิตกับฝ่ายบัญชีว่า ลูกค้ารายนี้ยังมีเครดิตเหลือพอไหม เมื่อฝ่ายบัญชีตรวจสอบแล้วยังมีวงเงินเหลือพอก็จะอนุมัติให้ขายได้ ฝ่ายขายก็จะกำหนดวันส่งสินค้าแล้วก็แจ้งให้ลูกค้าทราบ แล้วก็ส่งหมายกำหนดการนี้ไปให้ฝ่ายผลิตเพื่อทำการประกอบสินค้า จากนั้นก็ส่งสินค้าไปให้ลูกค้า พร้อมใบเรียกเก็บเงิน (ทั้งหมดนี้ผมสมมติขึ้นเพื่อความเข้าใจนะครับ อย่าถือเป็นจริงเป็นจังนัก) ...

จากรูปบล็อกสีส้ม ๆ จะแสดงแทนแผนกหนึ่ง ๆ เช่น แผนกขาย แผนกบัญชี ฝ่ายผลิต และกิจกรรมที่อยู่ในกรอบเส้นประสีส้มก็คือกิจกรรมของแผนกนั้น (หรือก็คือกิจกรรมตามแนวตั้งตามรูปแรกนั่นเอง) ตามตัวอย่างที่ยกมานี้ เราจะเห็นว่ากระบวนการทางธุรกิจมันจะเชื่อมกิจกรรมในแต่ละแผนกหรือฝ่ายเข้าด้วยกัน (เช่น กิจกรรมในฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายผลิต เป็นต้น) ตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อสินค้าจนส่งสินค้าให้กับลูกค้า มันวิ่งไปตามแนวนอนโดยตัดผ่านแผนกหรือฝ่ายต่าง ๆ ถ้าผมใช้ลูกศรแทนกระบวนการธุรกิจ (Business Process) ก็จะเห็นว่า มันลากผ่านแผนกต่าง ๆ ดังรูปด้านล่าง

Continue reading
  2214 Hits
  0 Comments
2214 Hits
0 Comments

มองภาพใหญ่

A

วันนี้ผมขอชวนให้ผู้อ่านมาทำตัวเป็นนก แล้วโผบินขึ้นท้องฟ้าไปพร้อม ๆ กัน … ไต่เพดานบินขึ้นไปเรื่อย ๆ นะครับ … เอาแหละตอนนี้ เรามาลอยตัวอยู่ที่ 30,000 ฟุต เหนือพื้นโลกแล้ว เราเห็นอะไรมันเล็ก ๆ ไปหมดใช่ไหมครับ

แต่ที่ระดับนี้ จะทำให้เราสามารถมองเห็นรูปร่างของผืนป่าทั้งผืนว่ามีรูปร่างอย่างไร 

การมองแบบนี้ เราจะเห็นองค์กรธุรกิจเหมือนระบบ (หรือ บล็อก (block)) ใหญ่ ๆ ที่มีอินพุตต่าง ๆ เช่น การลงทุน วัสดุ เครื่องมือ/เครื่องจักร แรงงาน เทคโนโลยี ข้อมูล/สารเทศ ความรู้ ฯลฯ ป้อนเข้าไปในระบบ แล้วระบบจะแปรรูปหรือแปรสภาพ (transform) ให้เป็นสินค้าหรือบริการออกมาที่เอาต์พุต

นอกจากนั้น เรายังมองเห็นผืนป่าอื่น ๆ โอบล้อมรอบผืนป่าที่เราโฟกัสอยู่ด้วย ซึ่งก็เปรียบเสมือนสภาพแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบองค์กรธุรกิจนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบมาสู่องค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม

ดังนั้นเราก็ต้องเฝ้าดูและควบคุมให้ระบบดำเนินไปตามที่เราต้องการ ผ่านทางการใช้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในระบบและภายนอกระบบด้วย

Continue reading
  843 Hits
  0 Comments
843 Hits
0 Comments

เรานั่งเฝ้าอะไรอยู่

HD

 จุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลเพื่อเอาไว้ใช้งานของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แล้วแต่มุมมองของผู้ใช้ข้อมูลแต่ละคน แต่ละแผนก แต่ละองค์กร และเราต่างก็รู้ ๆ กันว่า แต่ละคนก็ย่อมเก็บข้อมูลตามความจำเป็นสำหรับตัวเขา เพื่อเอาไว้ใช้งานตามหน้าที่การงานของเขา

แต่ชีวิตของคน IT มันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะพวกเรามีหน้าที่จัดหาเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลและดูแลรักษาข้อมูลเหล่านั้นด้วย พอเราไปถามคน ๆ หนึ่งถามว่า เขาเก็บข้อมูลเอาไว้ทำไม เราจะได้คำตอบออกมายืดยาว … มันนำไปใช้เรื่องนั้น มันเอาไปทำรายงานเรื่องโน้น มันเอาไปใช้ในกิจกรรมนู้น … มันก็พอเอออวย พยักหน้า เพื่อแสดงว่า พอเข้าใจได้

สรุปก็คือ ข้อมูลที่เก็บ ๆ เอาไว้นั้น มันสำคัญต่อการทำงานของทุก ๆ คนในองค์กร … เมื่อมองในแง่นี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราชาว IT จะต้องใส่ใจดูแลข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ให้ดี

สารพัดเรื่องที่ต้องทำ … ต้องดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องป้องกันข้อมูลสูญหาย ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย ต้อง …. อีกหลายต้อง

Continue reading
  959 Hits
  0 Comments
959 Hits
0 Comments

กลับตาลปัตร

data

ขุ่นพระ … คุณอย่าบอกผมนะว่า ข้อมูลใน Data Center อันมีคุณค่ามาหาศาล ถือเป็นสมบัติชั้นยอดขององค์กร มันไม่ใช่ของ “จริง” … ไม่เอาน่ะ ลองสังเกตดูก่อนดีไหม ….

เรื่องแรก ถ้าข้อมูลในระบบมันสอดรับกับสภาพความเป็นจริง … อันนี้พออุ่นใจนะครับ … แต่ถ้าข้อมูลในระบบบอกว่า เราดีแต่เราก็มองเห็นว่า สภาพความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น … เช่น ตัวเลขบอกเราว่า สินค้าที่เราผลิตไม่มีของเสียเลย แต่เราเห็นพนักงานนั่งซ่อมกันอุตลุด หรือ สินค้าเรามีคุณภาพดี แต่เราเห็นลูกค้าร้องบ่น (complaint) กันทุกวี่ทุกวัน อันนี้ชักเริ่มหนาว ๆ นะ เพราะน่าจะมีการเล่นแล่แปรธาตุทางตัวเลขแล้ว … หาเสื้อหนาวมาใส่หน่อยดีไหม … ห้อง Data Center มันหนาวนะ

เรื่องที่สอง ลองหาตัววัดสักสองตัวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่มันล็อกกัน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ เอาอย่างนี้ครับ สมมติว่า ตัววัดตัวแรกคือปริมาณสินค้าชนิดหนึ่งที่ไม่มีข้อชำรุดบกพร่องเวลาเราผลิต ตัววัดตัวที่สองคือปริมาณการเบิกอะไหล่มาซ่อมสินค้านั้น ๆ มันก็ควรจะสอดรับกัน แต่ถ้าตัวเลขในระบบบอกว่า สินค้านั้นไม่มีข้อชำรุดเลย แต่ตัวเลขการเบิกอะไหล่ไปซ่อมสูงลิ่ว อันนี้มีการกวาดปัญหาซ่อนเอาไว้ใต้พรมแล้ว โดยนัยนี้ ในองค์กรต่าง ๆ มักจะกำหนดตัวชี้วัดคู่กันเสมอ เพื่อป้องกันการซ่อนปัญหาเอาไว้ใต้พรมตามที่กล่าวมาแล้ว ตัววัดเหล่านี้ก็เช่น ตัววัดหลัก เพิ่มยอดขาย ตัววัดรอง จำนวนพนักงานขายเท่าเดิม หรือ ตัววัดหลัก ปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ตัววัดรอง จำนวนพนักงานเท่าเดิม จำนวน OT เท่าเดิม หรือ จำนวนเครื่องจักรเท่าเดิม  

เรื่องที่สาม ตามดูข้อมูลต่าง ๆ ว่ามันสอดรับกันไปตลอดหรือไม่ ตัวอย่างเป็นเหมือนกับบล็อกที่แล้ว คือ เรื่องเดียวกัน แต่ทำไมตัวเลขมันต่างกันออกไปมาก … เป็นไปได้ที่จะเกิดความผันแปรขึ้นบ้าง แต่มันก็ไม่ควรแตกต่างกันมากมาย และหาคำอธิบายไม่ได้

ตัวผมเองมักจะใช้สามข้อนี้บ่อย ๆ ในการสำรวจข้อมูลที่เก็บเอาไว้ในองค์กรที่อยู่มานาน ทั้งนี้เพื่อดูว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บเอาไว้ในระบบนั้น ผมสามารถนำมาใช้งานเพื่อการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

Continue reading
  1301 Hits
  0 Comments
1301 Hits
0 Comments

เอออวย สมคบคิด

โบราณเขาว่า คนธาตุเดียวกันย่อมดึงดูดคนธาตุเดียวกัน ลองสังเกตดูก็ได้ คนชอบฟุตบอลด้วยกันก็จะคุยเรื่องบอลกันได้ถูกคอ คนชอบท่องเที่ยวก็จะคุยเรื่องไปเที่ยวที่โน่นที่นี่กันได้เป็นวัน ๆ คนชอบละครในทีวีก็จะนั่งเมาส์กันประหนึ่งว่าได้เข้าไปแสดงร่วมอยู่ในละครเรื่องนั้น ๆ ด้วย

ทำนองเดียวกัน มือปั้น มือแต่ง มือโน่น มือนี่ ย่อมไหลมารวมกันกลายเป็นกลุ่มเสกสรรปั้นแต่งข้อมูลให้ออกมาดูดี โดนใจ ได้มาตรฐาน พอนานเข้า ๆ ก็เจริญเติมโตขึ้นไปเป็นหัวหน้างานบ้าง ผู้บริหารบ้าง เขาเหล่านี้ย่อมมีลูกน้องใกล้ชิดเป็นมือปั้นแต่งข้อมูลอยู่ด้วย เพราะรู้นี่ครับว่าจะทำให้ข้อมูลออกมาดีได้อย่างไร จึงต้องหาคนที่ทำอะไรได้อย่างใจมาไว้ใช้งานข้างกาย … นี่ก็เข้าหลักคนธาตุเดียวกันย่อมดึงดูดคนธาตุเดียวกันอีกแหละครับ … เพราะถ้าเอาคนเถรตรงมาทำข้อมูลให้ มันไม่โดนใจ มันจะออกอาการขัดอกขัดใจ เดี๋ยวก็ด่ากันเปิง … เห็นไหม มันคนละธาตุกัน

พอคนพวกนี้มารวมตัวกันเข้าก็อวยกันแหลก เข้าทำนองว่า เอ็งไม่เสียบข้า ข้อก็ไม่แทงเอ็ง … เกิดอาการสมประโยชน์กัน จึงเอออวยกันไป … ผมขอเรียกว่า “แก๊งสม(ประโยชน์และเออ)อวย” ก็แล้วกัน … แก๊งนี้ก็ก้มหน้าก้มตาสร้างข้อมูลบ้าง สารสนเทศ สวย ๆ งาม ๆ ใส่เข้าไปในระบบตลอด ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีขนาดแก็งใหญ่ ก็สร้างของสวย ๆ งาม ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น

พอนานปีเข้า … เอาสัก 10 – 15 ปีก็แล้วกัน … ข้อมูลที่สะสมอยู่ใน Data Center นั้น มันไม่สอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ สักเท่าใดนัก สมมติว่า ปัจจุบันนี้ผมดึงข้อมูลขึ้นมากลุ่มหนึ่ง มันจะเกิดคำถามขึ้นมา เช่น

1) สารสนเทศจากข้อมูลที่ได้ออกมา มันบอกเราว่าอย่างนี้ เช่น เราผลิตสินค้าได้เฉลี่ยวันละ 2,000 ชิ้น

Continue reading
  1003 Hits
  0 Comments
1003 Hits
0 Comments

ตัดแต่ง ต่อเติม

001

สิ่งที่ผู้บริหารต้องการก็คือ “สารสนเทศ” เพื่อนำไปใช้งาน เช่น นำไปเสนอลูกค้าบ้าง นำไปตัดสินใจทางด้านการจัดการบ้าง ถ้าพูดกันง่าย ๆ เจ้า “สารสนเทศ” นี้ก็คือ การนำเอาข้อมูลมาดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างออกมาตามที่เราต้องการ เช่น เปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้เป็นกราฟต่าง ๆ อะไรแบบนี้แหละ … ลองคิดดูว่า ถ้าจะให้เราเอานิ้วไปจิ้มบนจอภาพเพื่อดูข้อมูลสักสองสามร้อยข้อมูล ก็คงเห็นแต่ตัวเลขลายตาไปหมด แต่ถ้าเราเปลี่ยนให้มันเป็นกราฟ เช่น กราฟแท่ง กราฟเส้น พอเรามองเห็นรูปกราฟก็จะทำการแปลความหมายออกมาได้ง่าย เรียกว่า พอมองปั๊บ ก็ Understand ปุ๊บ

ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องการข้อมูลให้อยู่ในรูปของกราฟต่าง ๆ เพราะมองปั๊บ รู้ปุ๊บ เข้าใจได้เร็ว ถ้ามันดีได้อย่างใจ ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้ามันไม่ดีตามที่คาดเอาไว้ ท่าน ๆ ก็จะไล่เอาไม้เคาะไล่ลูกระนาดเพื่อหาผู้รับผิดชอบไปเรื่อย … ใครหว่า ทำให้มันออกมาห่วยแบบนี้ อย่าให้รู้นะ … มายเติง … เมิงตาย

ก็ด้วยความกลัวว่าเจ้านายจะมาเยี่ยมนี่แหละ จึงเกิดเกิด “มือแต่ง” ขึ้นมา มือนี้มักมีหน้าที่ทำรายงาน ทำกราฟให้เจ้านาย และก็มักจะเป็นคนที่รู้ว่า เจ้านายชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน เสียด้วย ดังนั้น พอทำกราฟออกมาปั๊บ เขาก็จะรู้ทันทีว่า ถ้าขืนส่งไป โดนเจ้านายวีน “มายเติง” ใส่แน่ ๆ เขาก็จะเริ่มตบแต่งตัวเลขต่าง ๆ เสียใหม่ เพื่อให้กราฟต่าง ๆ ออกมาดี โดนใจเจ้านาย

ตัวเจ้านายเองก็ไม่รู้ว่าภาพต่าง ๆ ที่นำเสนอออกไปนั้นผ่านการตกแต่งมาก่อน ก็นำเสนอออกไปด้วยความเชื่อมั่น ทั้งสีหน้า ท่าทางและแววตา ออกแอกชั่นเต็มที่ … เชื่อผมเถอะ … ตัวเลขดี กราฟสวย ข้อมูลปึ้ก ผลงานบรรลุเป้าหมาย เป็นผม ๆ ก็นำเสนอด้วยความมั่นใจ จะพูดอะไรก็เต็มปากเต็มคำ  

Continue reading
  1838 Hits
  0 Comments
1838 Hits
0 Comments

ปั้นมากับมือ

002

เหตุเกิดเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ปีมะโว้โน่น หลังจากผู้บริหารได้นำเสนอข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ให้ลูกค้าขาใหญ่รายหนึ่งฟัง พวกเขาหัวเสียกับตัวเลขต่าง ๆ มาก จึงโวยวายเอากับผู้บริหารว่า

"ยูไม่ใส่ใจดูแลการผลิตสินค้าของไอเลย ถ้ายังเป็นอย่างนี้อีก ไอจะถอนสินค้าออกจากบริษัทยูไปให้คู่แข่งของยูผลิตให้ดีกว่า" 

ผู้บริหารเกิดอาการอารมณ์บ่จอยอย่างรุนแรง เกิดอาการปรี๊ดแตก หลังจากลูกค้ากลับไปแล้ว จึงได้เรียกประชุมระดับหัวหน้างานพร้อมทั้งโวยว่า

"ตัวเลขไม่ดีอย่างนี้ อย่านำมาให้ลูกค้าดูเลย ลูกค้าไม่พึงพอใจสุด ๆ ต้องควรแก้ไขโดยด่วน อย่าให้เป็นแบบนี้อีก ... แว๊ด ๆ ... แจ๊ด ๆ ... !#?!&*... ทุกคนเข้าใจไหม" 

เสียงตอบกลับอย่างพร้อมเพรียงว่า “เข้าใจคร๊าบ”   

Continue reading
  1743 Hits
  6 Comments
Recent Comments
ผศ.ดร.พนม เพชรจตุพร
หมายถึง เราใส่ขยะเข้าไปเป็นอินพุตของระบบหนึ่ง ๆ ระบบนั้น ๆ มันก็ให้ขยะออกมาที่เอาต์พุตเช่นกันครับ
Tuesday, 10 October 2017 04:06
1743 Hits
6 Comments