MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Pre-sale (New Product Introduction, NPI)

เมื่อเซ็นสัญญากันแล้ว … ก็น่าจะเริ่มการผลิต หรือ ปั๊ม ๆ กันออกมาได้เลย … แต่ช้าก่อนครับ …

ตอนที่เราออกแบบกระบวนการผลิตนั้น มันอยู่บนแผ่นกระดาษที่ได้มาจากประสบการณ์ (หรือ จำลองบนคอมพิวเตอร์) … มันยังไม่ได้ทำจริง มันจะเวิร์ก 100% ตามที่คิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ … ดังนั้น มันจึงต้องมีการทดลองทำโดยการผลิตจำนวนน้อย ๆ ขึ้นมาก่อน

ในโรงงานรับจ้างผลิตแบบที่ผมเคยทำงานมานั้น จะมีส่วนงานอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานแบบข้ามสายงาน (Cross Functional Team) ที่มีสมาชิกมาจากส่วนต่าง ๆ เช่น ฝ่ายวิศวกร ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต เป็นต้น ... เราเรียกส่วนงานนี้ว่า NPI (New Product Introduction) ตามความหมายก็คือมีหน้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่โรงงานไม่เคยทำมาก่อนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ เช่น สินค้าที่เพิ่งรับเข้ามานั้นใช้นำไปใช้งานทางด้านไหน มีข้อกำหนดของลูกค้าเป็นอย่างไร และควรผลิตอย่างไร เป็นต้น

เมื่อได้รับการร้องขอให้ทำใบเสนอราคา (RFQ) จากลูกค้า พร้อมข้อมูลต่าง ๆ ที่ลูกค้าส่งมาให้ เช่น รายละเอียดของวัตถุดิบที่ต้องประกอบขึ้นมาเป็นตัวสินค้า (Bill of Material, BOM) ภาพวาด กระบวนการประกอบ ต้นแบบ เป็นต้น

ทีมนี้จะทำการสร้าง BOM ที่ได้จากลูกค้า (Customer BOM) ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน … ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะลูกค้าแต่ละราย ต่างคนก็ต่างทำ จึงมีสารพัดรูปแบบ … เอกสารที่ส่งมาก็หลายหลาย เป็น Word ก็มี เป็น Excel ก็มี เป็น Pdf ก็มี … ผู้ใช้งาน เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ ปวดหัวตาย … เราจึงต้องเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด เพื่อง่ายต่อการใช้งาน แล้วเรียก BOM ที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ว่า Manufacturing BOM …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
11 Hits
0 Comments

Customer Visit (Before Sale)

เรามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสินค้าและบริการต่างกัน

เวลาที่เราซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่ง เราก็ดูแค่ว่าสินค้าชิ้นนั้น มันตรงตามความต้องการของเราไหม ราคา OK ไหม ... โดยเราไม่เคยสนใจว่าเขาจะผลิตขึ้นมาอย่างไร ... หรือ กล่าวได้ว่า ในกรณีของสินค้านั้น เราไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและเราสามารถฝากคนอื่นไปซื้อได้

แต่ถ้าเราไปขอรับบริการ เช่น ไปตัดผม ... อันนี้ เราต้องเอาตัวเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย เราจะฝากผมบนหัวเราให้คนอื่นพาไปยังร้านตัดผมเพื่อให้ช่างเขาตัดให้ไม่ได้ 

แต่ถ้าเราจะไปจ้างให้โรงงานสักแห่งหนึ่งผลิตสินค้า (หรือ ขอรับบริการ) ให้เราเพื่อนำมาขายให้ลูกค้า … อันนี้เราต้องสนใจแล้วว่า โรงงานที่เราหมายตาเอาไว้นั้น เขามีศักยภาพที่จะผลิตสินค้าให้เราได้ไหม คุณภาพสินค้าที่ผลิตออกมาเป็นอย่างไร ราคา OK ไหม และเขามีกำลังการผลิตมากพอที่จะผลิตสินค้าให้เราไหม …

ผมพบว่ามันมีมุมมองขำ ๆ อยู่เหมือนกัน เช่น ถ้ามองในเชิงชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวสินค้า ลูกค้าย่อมต้องการให้โรงงานผลิตให้เราพอดี ๆ ไม่ขาด ไม่เกิน …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
93 Hits
0 Comments

เรื่องแทรก

B

สำหรับโรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้าให้ลูกค้านั้น เวลาลูกค้าให้รายละเอียดของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต (Bill of Material หรือ BOM) มา รายการใดที่สำคัญ ๆ ซึ่งเรื่องวิกฤติต่อสินค้าของเขา (เช่น รายการนี้ถ้าไปใช้ยี่ห้อ Y อาจจะส่งผลให้สินค้าของเขามีคุณภาพด้อยลง จึงขอให้เราใช้ยี่ห้อ X เท่านั้น) เขาจะกำหนดเอาไว้ใน BOM ด้วยว่า รายการนั้น ๆ ต้องซื้อจาก Vendor รายใดได้บ้าง

พูดง่าย ๆ ว่า รายการใดที่เขาต้องการควบคุม เขาก็จะกำหนดมาเลยว่า รายการนั้น ๆ จะต้องซื้อจาก Vendor A, B, C เท่านั้น  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ลูกค้ากำหนด Appoved Vendor List หรือ AVL มาให้ ดังนั้นเวลาเราจะซื้อ เราก็จะให้ซื้อตาม AVL ของลูกค้า เพราะถ้าเราไปซื้อนอก AVL ที่กำหนดไว้ ถ้าลูกค้ารู้เข้าก็อาจจะปฏิเสธไม่รับสินค้าที่เราผลิตขึ้นมาก็ได้ โดยถือว่าเราไม่ทำตามคำสั่งของเขา … ตรงนี้ ถ้า Vendor เหล่านี้ เราไม่เคยตกลงซื้อขายกันมาก่อน เราก็ต้องรีบไปคุยกับเขาแหละครับ เดี๋ยวไม่มีวัตถุดิบมาผลิตให้กับลูกค้า

แต่วัตถุดิบบางรายการ ลูกค้าจะไม่บังคับหรือไม่กำหนดว่าเราต้องซื้อจาก Vedor รายใด อย่างนี้เราเรียกว่า ลูกค้า Open (AVL) หรือ เปิดให้เราพิจารณาเอาเองตามความเหมาะสม … ในกรณีนี้ เราก็จะซื้อจาก Vendor ที่เรา Qualify แล้วว่าผู้ขายรายนั้น ๆ เรารู้ประวัติ มีคุณภาพเชื่อถือได้ เรายอมรับได้ … เพราะแม้ว่าลูกค้าจะ Open เอาไว้ก็ตาม แต่เขาก็มีสิทธิ์รู้เหมือนกันว่า ทำไมเราจึงเลือกซื้อจาก Vendor รายนั้น ๆ

ดังนั้นการที่จะไปซื้อวัตถุดิบจากใครก็ได้ตามอารมณ์ ตามความอยาก จึงเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อเรานำวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้าขึ้นมาแล้ว มันเกิดมันหาขึ้นมาเราก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี … จะไปอ้างว่า เราไม่ได้ผลิตวัตถุดิบเอง แต่ไปซื้อจาก Vendor มา เราจึงไม่รับผิดชอบ … อ้างแบบนี้ไม่ได้ครับ … เพราะเรามีหน้าที่ต้องตรวจรับวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามาให้เป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้า … มันเข้าทำนองขว้างงูไม่พ้นคออยู่ดี … ดังนั้นจึงไม่มีใครเสี่ยงกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาหรอกครับ

ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องซื้อวัตถุดิบจำนวนมากและต้องซื้อจากหลากหลาย Vendor บริษัทเหล่านั้นก็มักจะแยกการจัดหาและจัดซื้อออกจากกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความรวดเร็ว ดังนั้นฝ่ายจัดหา (Sourcing) ก็จะทำหน้าที่ติดต่อหรือเลือก Vendor มาให้ก่อน แล้วฝ่ายจัดซื้อก็เปิดใบสั่งซื้อไปยัง Vendor ข้างต้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
214 Hits
0 Comments

Buy Side and Sale Side

F

บล็อกที่แล้วผมพูดแบบกว้าง ๆ แบบเล่าให้ฟังไปเรื่อย ๆ คราวนี้เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้น ผมจะเขียนออกมาเป็นโฟล์วกิจกรรมทางด้าน Buy Side ขององค์กรเรา (ฝ่ายจัดซื้อในแง่ของ Purchasing) ที่ต้องสื่อสารกับ Vendor ดังรูปด้านล่าง โดยฝั่งขวามือจะเป็นกิจกรรมการจัดซื้อของเรา และฝั่งซ้ายมือจะเป็นกิจกรรมการขายของ Vendor … ส่วนตรงกลางก็จะเป็นสารสนเทศที่วิ่งกลับไปกลับมาระหว่างเรากับ Vendor

จากรูปที่แสดงไว้ เมื่อฝ่ายจัดซื้อระบุว่าอยากได้อะไร (Identify needs) แล้ว เขาก็จะเปิดดูใน e-Catalog ที่ Vendor ส่งมาให้  หรือ เข้าไปดูใน Website ของ Vendor หรือ ใช้ฐานข้อมูลของผู้ขายแต่ละราย (จะเกิดจากที่เราที่สร้างขึ้นมาเอง หรือ ผู้ขายส่งมาให้ก็ตาม) ว่า เขามีอะไรขายบ้าง

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ฝ่ายจัดซื้อก็กำหนดความต้องการขึ้นมา (Define Requirement) ว่าต้องการซื้อชิ้นส่วนนั้น อุปกรณ์นี้ จำนวนเท่านั้น ๆ แล้วก็ส่งข้อมูลไปให้ Vedor เพื่อขอราคาขาย (หรือ RFQ) ไปยัง Vendor หรือ Supplier ที่หมายตาเอาไว้

สมัยที่ผมทำงานใหม่ ๆ ก็ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ แล้วก็ Fax ไปให้ Vendor หรือ บางที่ก็ต้องส่งจดหมายไป … แต่ตอนนี้ เราสามารถเปลี่ยนให้เป็น e-Document แล้วก็ส่งผ่าน email ได้ หรือ เข้าไปจิ้มเอาไปใน Web ของ Vendor ได้โดยตรง

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
152 Hits
0 Comments

Buy Side

A

เพื่อให้ง่ายขึ้น ผมจะอธิบายด้านซื้อ หรือ Buy Side ก่อน ... ถ้าอิงตามรูปก็คือส่วนที่ผมใช้เส้นประสีแดงล้อมกรอบเอาไว้

เมื่อฝ่ายผลิตร้องขอให้ซื้อวัตถุดิบเข้ามาให้เขาเพื่อใช้ผลิตสินค้า ... คำถามง่าย ๆ ก็คือ เราจะซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วน (Raw Material & Components) เพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นสินค้าให้ลูกค้าได้ได้จากแหล่งใด … จะขนส่ง (Transportation) ทางใดให้มีต้นทุนเหมาะสมที่สุด …

เริ่มต้นเราก็ต้องรู้ก่อนนะครับว่า เราต้องการซื้ออะไร ... จากนั้นก็จัดทำเป็นความต้องการขึ้นมาเป็นเอกสาร เพื่อเตรียมส่งไปให้ผู้ขาย หรือ ซัพพลายเออร์ทั้งหลาย … คำถามก็คือ ซัพพลายเออร์รายใดบ้างเล่าที่น่าจะมีของเหล่านี้ขายให้เรา … เราก็ต้องค้นหาใช่ไหมครับ

แน่นอนว่าซัพพลายเออร์ผู้มีวัตถุดิบที่เราต้องการย่อมกระจายกันอยู่ทั่วโลก ดังนั้นฝ่ายจัดหา (Sourcing) ของเราก็ย่อมต้องการที่จะสามารถเชื่อมต่อไปยังซัพพลายเออร์เหล่านั้นได้ (จำบล็อกเรื่อง Global Connect หรือ เชื่อมต่อกับโลกกว้างได้ไหมครับ … สาเหตุที่มันต้องเชื่อมต่อกับโลกกว้างก็เพราะเรื่องนี้แหละครับ) … IT ก็ต้องจัดการให้มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้สะดวก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ฝ่ายจัดหาสามารถติดต่อกับซัพพลายเออร์ได้ทั่วโลก

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
307 Hits
0 Comments

Value Chain (2)

A

เรามาคุยกันต่อนะครับ …

ถ้าผมเอากรอบกิจกรรมหลักตั้งขึ้นมาก่อน ตามบล็อกสีแดง (ผมตัด Service ออกไปก่อนนะครับ เพราะเขียนแล้วมันล้นกระดาษ) แล้วผมก็เขียนกระบวนการธุรกิจแต่ละส่วนที่เกิดขึ้นตามบล็อกสีแดง (แบบคร่าว ๆ พอเป็นแนวคิดนะครับ) และ IT เป็นไปตามรูปด้านล่าง 

ผมขอเริ่มต้นในส่วนของ Sales and Marketing ก่อน … โดยสมมติเอาว่า ฝ่ายขายโทรไปคุยกับลูกค้า (Sales Call) เพื่อเสนอขายสินค้าให้ลูกค้า ในที่สุดลูกค้าก็สั่งซื้อสินค้า (Sale Order) มาว่า เขาต้องการซื้อสินค้าอะไร จำนวนเท่าใด ต้องส่งสินค้าให้เขาเมื่อไหร่ ทางไหน ... ผมขอเรียกส่วนนี้ว่า กระบวนการขาย (Sale Process) ก็แล้วกัน ซึ่งจะอยู่ในด้าน Sale side (หรือ ด้านขาย)

ตรงนี้ เราก็มามองต่อไปว่า เราจะใช้ IT เข้าไปช่วยอะไรได้บ้าง … ผมจะแยกพูดในภายหลังนะครับ … ขออธิบายกระบวนการที่อิงกับตัวแบบให้จบไปรวดเดียวก่อน …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
127 Hits
0 Comments

Value Chain Model (1)

A

เรื่องที่ผ่านมานั้น ผมเล่าเรื่องต่าง ๆ ผ่านทางการมองผ่านกรอบของ IT ว่า เรามีซอฟต์แวร์ มีฮาร์ดแวร์ อะไรให้ใช้บ้าง แต่ละตัวใช้ทำอะไร ทั้งนี้เพื่อให้พอเข้าใจการใช้งานคร่าว ๆ … คราวนี้ ผมจะเล่าผ่านกรอบการมองทางด้านการดำเนินธุรกิจบ้าง โดยอาศัยอุตสาหกรรมการผลิตเป็นกรอบในการเล่าเรื่อง …. ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง Industrial 4.0 ต่อไป

เรื่องที่เราต้องยอมรับกันก็คือ ฟังก์ชันหนึ่งของ IT ก็คือการให้การสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และการให้การสนับสนุนนี้ก็ทำได้หลายทางด้วยกัน … ผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังนะครับ … แต่ตอนนี้อยากให้ผู้อ่านลองสมมติตัวเองว่า องค์กรของเราดำเนินธุรกิจโดยผลิตสินค้าเพื่อขายให้กับลูกค้านะครับ

 

ในยุคปัจจุบันนี้ เราจะเน้นไปในเรื่อง "คุณค่า (Value)" เป็นหลัก หมายความว่า เราต้องพิจารณาว่า คุณค่าอะไรที่เราต้องนำเสนอให้ลูกค้า หรือ ถ้ามองย้อนกลับขึ้นไปก็ต้องถามว่า ลูกค้าต้องการสินค้าของเราไปใช้เพื่ออะไร แล้วเราก็ต้องทำสิ่งนั้นใส่เข้าไปในตัวสินค้าของเรา 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
182 Hits
0 Comments

Global Connect

a

บล็อกที่แล้ว ผมพูดเรื่องการเชื่อมต่อ หรือ Connect อันหมายถึง การเชื่อมต่อโดยอาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ ดังนั้นสารสนเทศต่างที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มันก็จะวิ่งผ่านสื่อนี้ เช่น คำสั่งซื้อจากลูกค้าก็จะวิ่งผ่านสื่อ (อินเตอร์เน็ต) มาที่โรงงานผมในฐานะโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้ผลิตสินค้าให้เขา โรงงานผมก็ต้องส่งคำสั่งซื้อวัตถุดิบไปยังซัพพลายเออร์ของผมโดยอาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน …

ถ้าเราขยายสื่อออกไปข้ามประเทศ ขยายออกไปทั่วโลก คราวนี้มันจะกลายเป็น Global Connect หรือ การเชื่อมต่อกันทั่วโลก นั่นก็หมายความว่า ลูกค้าอยู่ที่ใดก็ได้ในโลกนี้ขอให้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ก็สามารถส่งคำสั่งซื้อมาให้ผมได้ ซัพพลายเออร์อยู่ที่ไหนในโลกนี้ ผมก็สามารถส่งคำสั่งซื้อไปซื้อวัตถุดิบจากเขาได้ … ถึงตรงนี้การจัดการโซ่อุปทานแบบดั้งเดิม (Traditional Supply Chain, SCM) ก็ได้เริ่มเปลี่ยนรูปเป็น e-SCM … ข้อมูลจากหลายแหล่งเขาบอกว่า มันเริ่มเปลี่ยนแถว ๆ ปี 2000 เป็นต้นมา (หรือ ยุคธุรกิจด็อตคอมนั่นเอง)

ที่เล่ามานั้น มันเป็นการดำเนินธุรกิจระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกัน … เมื่อตัวกระบวนการทางธุรกิจมันไหลได้ไม่ติดขัดแล้ว องค์กรจะทำมาค้าขายกับลูกค้า (Business to Consumer, B2C) ตรง ๆ ก็ทำได้ โดยสร้างช่องทางเพื่อให้ลูกค้าของเขาสามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้ … ซึ่งมันก็คือเว็บไซต์นั่นเอง  

เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ของเขา … เขาก็เปิดคำสั่งซื้อสินค้าที่เขาต้องส่งให้ลูกค้าของเขามาที่โรงงานผม เพื่อให้ผมผลิตให้ … เมื่อผมทำโน่นนี่นั่นแล้ว ผมก็ส่งคำสั่งซื้อวัตถุดิบไปให้ซัพพลายเออร์ของผม … เห็นไหมครับ หลังจากรับข้อมูลคำสั่งซื้อจากลูกค้าผ่านทางเว็บไซต์เข้ามาแล้ว … ข้อมูลต่าง ๆ มันก็ไหลไปตามวงรอบปกติ (ที่ผมเรียกว่า eSCM) นี่แหละครับ

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
169 Hits
0 Comments

Connect

a

เมื่อระบบทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว การเชื่อมต่อก็เกิดขึ้น …

ถ้าจะยกตัวอย่างให้ทันสมัยหน่อย ก็ลองมาดูการทำธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) กัน … สมมติว่า บริษัท A ทำมาค้าขายกับบริษัท B (และสมมติว่าบริษัท B เป็นลูกค้าของบริษัท A) เมื่อผู้บริหารทั้งสองบริษัทคุยกันแล้ว ก็มีการกำหนดกลยุทธ์ร่วมกัน … วงจรการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งสองก็จะเชื่อมเข้าด้วยกัน … หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ Business ของ A ก็เชื่อมเข้ากับ Business ของ B … อันนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไป

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ถ้าบริษัท A กับ B ยังมีการส่งข้อมูลในการดำเนินธุรกิจระหว่างกันนั้นจะเป็นแบบเดิม ๆ คือ พิมพ์เอกสารแล้วก็ Fax หรือ Email กันไปมา แล้วก็มีการโทรศัพท์ซักถามหรือยืนยัน … มันคือการดำเนินธุรกิจตามแบบที่เราคุ้นเคยกัน ... และย่อมก็เกิดความล่าช้าไม่ทันใจในยุคที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตกันแล้ว

เอ … แล้วถ้าบริษัท A และ B ต่างก็มี IT อยู่แล้วทั้งคู่ … แล้วทำไมไม่เชื่อม IT เข้าด้วยกันละครับ … ข้อมูลต่าง ๆ มันจะได้ไหลระหว่างกันได้เร็วขึ้น … มันก็จะกลายเป็นการ Connect ตามรูปด้านล่าง อันเป็นหัวข้อบล็อกนี่แหละครับ

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
190 Hits
0 Comments

Verify Processes, Validate Results

a

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องการทวนสอบกระบวนการ (Verify processes) และยืนยันผลลัพธ์ (Validate results) ของระบบใหม่ที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ฟังนะครับ

เมื่อฮาร์ดแวร์ของระบบ IT ติดตั้งทั้งหมดแล้ว ทีมซอฟต์แวร์ก็ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ลงไปในระบบใหม่ แล้วก็ให้ระบบเก่าและใหม่ทำงานขนานกันไปสักพักหนึ่ง เพื่อดูว่า การประมวลผลของระบบใหม่นั้นเป็นเหมือนกับระบบเก่าหรือไม่

การมองแบบนี้ ก็จะเอาระบบเก่าเป็นตัวตั้ง แล้วเอาระบบใหม่เข้าเทียบ โดยตั้งสมมติฐานว่าระบบเก่านั้นถูกต้องอยู่แล้ว เพราะอยู่กับเรามานาน เราใช้มันมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร (จริง ๆ แล้ว ระบบเก่ามันอาจจะผิดมาตั้งนานแล้วก็ได้ แต่เราค่อยมาว่ากันทีหลัง ตอนที่เราเห็นความแตกต่าง)

เราก็จะนำข้อมูลจากอดีตมากลุ่มซึ่งเรารู้ความเป็นมาเป็นไปจากในระบบเก่า (คือรู้ว่าถ้าเราป้อนอินพุตแบบนี้ ให้กับกระบวนการที่ทำงานแบบนี้ในระบบเก่า มันจะให้เอาต์พุตออมาเป็นแบบนี้) มาป้อนให้กระบวนการที่ทำงานแบบเดียวกันแต่อยู่ในระบบใหม่ที่เราต้องการทวนสอบ แล้วก็นำเอาต์พุตที่ได้ออกมาจากกระบวนการนั้น มาเทียบกับเอาต์พุตที่เรารู้อยู่แล้ว ถ้าผลที่ได้ออกมาตรงกัน ก็ถือว่า การประมวลผลของกระบวนการนั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง (เหมือนระบบเก่า) … ถ้ามันผิดพลาดไป เราก็จะหาสาเหตุว่า มันเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ทำการปรับแก้ให้เป็นไปตามระบบเก่า (ตรงนี่เราจะรู้แล้วว่า ความแตกต่างมันคืออะไร อะไรถูก อะไรผิด เราก็บันทึกไว้ แล้วแก้ไขให้เหมือนกับระบบเก่าเสียก่อน)

เราก็ทำการทวนสอบไปทีละกระบวนการเพื่อความมั่นใจ … ระบบ ๆ หนึ่ง มักจะประกอบไปด้วยหลายกระบวนการ … ดังนั้นเมื่อเราทำการทวนสอบกระบวนการต่าง ๆ จนมั่นใจว่าเหมือนแล้ว เราก็ทำการทดสอบระบบทั้งระบบแบบเดียวกัน คือ เอาอินพุตป้อน (ที่เรารู้แล้วว่า ถ้าสิ่งข้อมูลชุดนี้เข้าไปในระบบ เอาต์พุตของระบบจะให้ผลออกมาเป็นอย่างไร) เข้าไปในกระบวนการแรกของระบบ แล้วให้ระบบมันรันไปตามลำดับ จนไปถึงกระบวนการสุดท้ายของระบบ …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
182 Hits
0 Comments

Uninterrupted Power Supply (UPS)

a

โรงงานที่ผมทำงานอยู่นั้น ไม่ได้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมใด ๆ ดังนั้นเรื่องไฟฟ้าดับหรือไฟกระชากนี่เกิดขึ้นบ่อยอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝน (อย่าลืมนะครับว่า ผมกำลังเล่าเรื่องสมัยแถว ๆ ปี 2002 – 2005 สมัยนี้ มันคงดีขึ้นแล้วกระมัง)

เมื่อทีมฮาร์ดแวร์จากสหรัฐมาสำรวจ เราก็ขอให้มี UPS ติดตั้งอยู่ด้วย … พวกเขาก็มองหน้าเราด้วยความงุนงงว่า เราจะเอามาทำอะไร หรือ ทำไมต้องมี อะไรประเภทนั้น … 

พอเราอธิบายให้ฟังว่า ระบบไฟฟ้าที่จ่ายมาให้เราจากส่วนกลางนั้นดับไปเฉย ๆ ก็มี เขามองหน้าเราด้วยสายตาไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าใด … อธิบายยังไง ๆ (ดูจากสายตาของเขาแล้ว) เขาก็ไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ ... คงเป็นเพราะบ้านเขาไม่เคยมีไฟฟ้าดับมั๊ง

ในที่สุดผมต้องพาเขาเดินมาดูสายไฟแรงสูงที่พาดผ่านเสาไฟฟ้าฝั่งตรงข้ามโรงงานซึ่งมีต้นไม้สูง ๆ อยู่ แล้วก็อธิบายว่า ฤดูฝนบ้านไอนั้น ฝนจะตกหนักและมีลมแรงมาก บางทีกิ่งไม้มันก็จะไหวโอนไปสัมผัสกับสายไฟสองเส้น จึงเสมือนเกิดการลัดวงจร … สะพานไฟที่สถานีจ่ายไฟก็จะตัด เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน …

แล้วก็ชี้ให้ดูว่า โรงงานเราดึงไฟจากสายไฟเส้นนี้เข้ามาใช้ในโรงงาน … มันก็เลยดับไปด้วย ... เขาก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่ก็ถามอีกว่า แล้วทำไมไม่ตัดกิ่งไม้ … ผมก็อธิบายว่า การไฟฟ้าเขาก็มาตัดนะ แต่บางกิ่งมันก็ยังมีโอกาสโอนเอนมาโดนได้เมื่อลดพัดแรง ๆ … เขาก็ถามโน่นถามนี่ ... ผมก็ตอบเท่าที่ตอบได้ …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
492 Hits
0 Comments

Installation

a

เมื่อสถานที่พร้อม แบบพร้อม ในที่สุดฮาร์ดแวร์ทั้งหลายก็มา … เราก็เริ่มติดตั้งในห้องเซิร์ฟเวอร์ก่อน … โดยทำการติดตั้งแร็ก (Rack) หรือ ตู้ใส่อุปกรณ์ก่อน คุ้น ๆ ว่าสัก 10 ตู้เห็นจะได้ โดยวางเป็นสองแถว จากนั้นแล้วก็ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าไป …  

จำได้ว่ามีหลายเรื่องที่ไม่น่าจะมีปัญหา (กับคนอื่น) แต่กลับเป็นปัญหา (สำหรับผม) ผมขอเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ขอให้ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ … ขอเรื่องแรกคือเรื่องสายเคเบิล การเลือกใช้ขั้วต่อ และการเข้าขั้วต่อกับปลายสายเคเบิล

การลากสายเคเบิลไปตามจุดต่าง ๆ บางทีมันก็มีระยะทางยาวเป็นหลายสิบเมตร สายเคเบิลบางชนิดมันย่อมให้ให้สัญญาณที่ส่งออกไปลดทอนลงไปมาก พอสัญญานวิ่งไปถึงปลายสายมันก็มีความแรงลดลง จนทำให้อุปกรณ์ทางด้านรับไม่เสถียร เพราะสัญญานที่รับเข้ามาไม่แรงพอ … เราก็ควรเลือกสายเคเบิลที่มีการลดทอนในสายน้อยหน่อย (Low loss) … มันอาจจะแพงกว่าสายแบบธรรมดา ๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับความเชื่อมั่นของระบบที่ได้มา ผมว่ามันคุ้มครับ …

ลองนึกดูนะครับ วันนี้เครื่องไม้เครื่องมือมันยังใหม่อยู่ สัญญาณลดลงไปบ้างก็พอไหว แต่พอใช้ไปนานหน่อย มันก็ย่อมเสื่อมถอยลงไปบ้าง … คราวนี้ตัวส่งสัญญาณก็ผลักสัญญาณเข้าสายได้น้อยลง ตัวสายก็ลดทอนสัญญาณมากขึ้น ตัวรับสัญญาณก็ต้องการสัญญาณแรงขึ้น รวม ๆ กันแล้วมันจะสร้างปัญหาให้เราละซี … มันก็เหมือนรถยนต์แหละครับ ซื้อมาใหม่ ๆ วิ่งฉิวปลิวลม กินน้ำมันจิ๊บ ๆ … พอใช้ ๆ ไป ชักอืด แถมซดน้ำมันมากขึ้นอีกต่างหาก 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
157 Hits
0 Comments

ทีมวางโครงสร้างทางฮาร์ดแวร์

a

บล็อกนี้เป็นการดำเนินเรื่องต่อจากบล็อกที่ผ่านมา ซึ่งผมตั้งชื่อเอาไว้ว่า “เมื่อได้พบจอมยุทธ์” นะครับ ตอนนั้นผมเล่าให้ฟังว่าได้มีกลุ่มคนมาวิเคราะห์ความต้องการในการใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขององค์กรที่ผมทำงานอยู่ ... แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้อ่าน ผมก็เลยออกนอกลู่นอกทางไปเล่าเรื่องซอฟต์แวร์ หรือ ระบบต่าง ๆ ให้ฟังดังที่แสดงเอาไว้ด้านล่าง โดยผมปิดท้ายด้วยเรื่อง Security ในบล็อกที่แล้ว

หลังจากจอมยุทธ์ หรือ บรรดาเทพ/เซียนได้วางแผนว่าองค์กรที่ผมทำงานด้วยนั้น ต้องการ (ใช้คำว่า “ควรจะ” น่าจะดีกว่า) ใช้ซอฟต์แวร์อะไรบ้างกลับไปสหรัฐแล้วสัก 2 - 3 วัน ผมก็ได้รายงานสรุปฉบับหนึ่งจากพวกเขา โดยสรุปว่าองค์กรควรจะติดตั้งซอฟต์แวร์อะไรให้บ้าง … ผมก็เก็บเข้าแฟ้มไว้เป็นหลักฐาน

อีกประมาณสัก 2 – 3 สัปดาห์เห็นจะได้ จอมยุทธ์ทีมที่สองซึ่งเป็นจอมยุทธ์ทางด้านระบบฮาร์ดแวร์ก็เข้ามาทำการวิเคราะห์ระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน … แล้วก็ออกแบบเพื่อปรับโครงสร้างของระบบเสียใหม่ เพื่อให้ platform มันรองรับซอฟต์แวร์ของจอมยุทธ์ทีมแรกได้ … จริง ๆ ผมดูแล้ว มันน่าจะเรียกว่าวางโครงสร้างของระบบใหม่เสียละมากกว่า

เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ฮาร์ดแวร์ของเดิมส่วนไหนที่ยังใช้ได้ ก็ใช้ไป ส่วนไหนใช้ไม่ได้หรือสมควรเปลี่ยน ก็วางแผนซื้อเข้ามาเพื่อเปลี่ยนทดแทน ส่วนที่ใช้ไม่ได้ก็เก็บเอาไว้เป็น spare part ก่อน  … ตัวอย่างเช่น backbone ของเครือข่ายเดิมเป็นเคเบิลก็เปลี่ยนมาใช้ใยแก้วนำแสง เพื่อให้มันวิ่งได้เร็วขึ้น พวกสวิตช์ เร้าเตอร์ อะไรพวกนี้ ก็วางแผนเปลี่ยนให้เป็นเครื่องที่ฉลาด ๆ (Intelligence) หน่อย แล้วก็จัดวางเอาไว้เป็นตู้ ๆ (Rack) เพื่อกระจายออกไปยังผู้ใช้

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
338 Hits
0 Comments

Security

C

Security ผมแปลกว้าง ๆ ว่า ความปลอดภัยก็แล้วกัน … ถ้าเราเป็น IT เราก็อาจจะมองแค่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล หรือ เครือข่าย … แต่เมื่อเรามองในเชิงฟังก์ชันการทำงานของ IT ซึ่งส่วนมากเป็นไปในเชิงให้การสนับสนุนแล้ว ก็คงจะต้องมองให้กว้าง ๆ หน่อย

ในเชิงของ IT แล้ว องค์กรที่ผมทำงานก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยเหมือน ๆ กับองค์กรของผู้อ่าน เช่น มีโปรแกรมสแกนไวรัส มีไฟร์วอล (Firewall) มีการระบุตัวตนผ่านทางการใช้ User Name, Password และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรประจำตัวพนักงาน การสแกนลายนิ้วมือ เป็นต้น มีกล้องวงจรปิดติดกันเต็มไปหมด … ส่วนการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Access Control) จะใช้การระบุตัวตน ผสมเข้ากับการจำกัดสิทธิ์ …  โดยรวมแล้ว ผมว่าสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่องค์กรมักจะมีอยู่แล้ว

ผมขอเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง นานมาแล้วผมไปอบรมเรื่อง Security ขององค์กร (คือ มองในภาพรวมทั่วทั้งองค์กร) แนวคิดฟังดูแล้วก็ง่ายดีครับ … วิทยากรเขาขอให้นึกก่อนว่า องค์กรของเราคือ บล็อก ๆ หนึ่ง แล้วขอให้ตอบคำถามง่าย ๆ คือ อินพุตอะไรวิ่งเข้าไป เอาต์พุตอะไรวิ่งออกมา แล้วทำอะไรอยู่ข้างใน

ผมวาดรูปเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ก็แล้วกัน โดยเรามองรั้วล้อมรอบโรงงานว่าเป็นบล็อก ๆ หนึ่ง โดยที่มีอาคารต่าง ๆ (X, Y, Z) ใส่อยู่ภายในบล็อกนี้

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
251 Hits
0 Comments

Knowledge Work System (KWS)

a

Knowledge Work System ผมขอแปลว่า ระบบช่วยงานที่ต้องอาศัยความรู้ก็แล้วกันนะครับ … ในองค์กรของเราจอกจากจะมีผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ระดับต้น และพนักระดับปฏิบัติการแล้ว ยังมีพนักงานอีกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะด้าน เพื่อทำงาน ดังนั้นก็ย่อมต้องการ KWS มาให้การสนับสนุนเช่นกัน

ตัวอย่างง่าย ๆ ในแผนก IT ที่ผมดูและอยู่ ก็คือ โปรแกรมที่ช่วยให้โปรแกรมเมอร์สามารถพัฒนา Application ต่าง ๆ เช่น Visual C, Visual Basic อะไรพวกนี้แหละครับ

ส่วนโปรแกรมที่วิศวกรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการใช้ก็เช่น โปรแกรมพวก CAD/CAM/CIM อะไรพวกนี้แหละครับ ผมจะยกตัวอย่างเพื่อขยายความเป็นเรื่อง ๆ ให้เข้าใจก็แล้วกัน ...

Computer Aided Design, CAD ก็จะเป็นโปรแกรมที่ช่วยทางด้านเขียนแบบ/อ่านแบบ เช่น เขียนหรืออ่านแบบในลักษณะสองมิติ หรือ สามมิติ … ไม่มีพวกนี้ก็ลำบาก เพราะเวลาลูกค้าส่งแบบมาให้ เราก็ไม่มีโปรแกรมเปิดดู เราก็ไม่เข้าใจรูปแบบสินค้าของเขา ที่ยุ่งไปกว่านั้นก็คือ ลูกค้าก็มักจะใช้โปรแกรม CAD ต่างยี่ห้อ ต่างรุ่น กันอีก ก็ต้องไปหาโปรแกรมมา Convert File กันวุ่นวาย … โปรแกรม CAD แต่ละตัวก็แพง ๆ ทั้งนั้น 

Computer Aided Manufacturing, CAM เป็นโปรแกรมช่วยทางด้านการผลิต โดยเน้นไปในเรื่องการควบคุมเครื่องจักรให้ทำงานอย่างถูกต้องแม่นยำ ตัวอย่างก็เช่น โปรแกรมที่ใช้ควบคุมเครื่อง CNC หรือ โปรแกรมคุมอุณหภูมิในตู้ Temperature Cycling (ตู้ที่เราควบคุมอุณภูมิให้เย็นร้อนสลับกันไป เช่น -20 องศา แล้วค่อย ๆ เพิ่มไปจนถึง +120 องศา แล้วก็ค่อย ๆ ลดลงมาเป็น -20 องศาอีก ทำแบบนี้สลับกัน เพื่อทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ของสินค้า) เป็นต้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
347 Hits
0 Comments

Office Automation System (OAS)

a

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในสำนักงานส่วนมากก็บรรดา Word, Excel, Power point ในตระกูลนี้แหละครับ ผมว่าคงเหมือน ๆ กับที่พวกเราที่มีอยู่ใช้อยู่ในสำนักงานทั่วไป แต่พอเรามองให้กว้างขึ้น มันไม่ใช่แค่สร้างเอกสารขึ้นมาเท่านั้น ในสำนักงานหนึ่ง ๆ มันมีเรื่องให้ต้องทำมากกว่านั้น เช่น เราจะจัดการเอกสารต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นได้อย่างไร จะจัดการกับข่าวสารอย่างไร จะประชุมกันอย่างไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ทีนี้เรามีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายอยู่แล้วนี่ครับ เราก็เอามาเชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นระบบ เป็นอัตโนมัติ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น … เรากำลังจะพูดถึงระบบสำนักงานอัตโนมัติ หรือ Office Automation System หรือ OAS ตามหัวข้อที่ตั้งไว้นี่แหละ  

ถ้ามองในเชิงระบบแล้ว ระบบสำนักงานอัตโนมัติก็จะประกอบด้วยระบบย่อยอื่น ๆ แล้วแต่จะแบ่ง และเรียกขานกัน ทีนี้พอไปโฟกัสที่ชื่อของระบบย่อยต่าง ๆ บางทีมันอาจจะงง ทั้ง ๆ ที่เราก็มีใช้อยู่บ้างแล้ว ตัวผมเองจึงมักมองในเชิงฟังก์ชันที่ทำงานร่วมกันอยู่ใน AOS มากกว่า ว่ากันโดยทั่วไปก็จะประกอบด้วย

1) Electronic Publishing ฟังก์ชันนี้จะเกี่ยวข้องกับงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น Word Processing, Desktop publishing (ทั้งนี้หมายรวมไปถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย) นอกจากสร้างขึ้นมาแล้ว ก็ยังรวมถึง การทำสำเนา การกระจายไปยังผู้เกี่ยวข้องด้วย และการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (และRecord หรือ บันทึกต่าง ๆ) ด้วย

2) Image Processing ฟังก์ชันนี้จะเกี่ยวข้องกับรูปภาพ เช่น รูปภาพเพื่อการนำเสนองาน ระบบสื่อผสม (Multimedia System) และการจัดการสิ่งหล่านี้ด้วย (ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในข้อ 1)

3) Electronic Communication ฟังก์ชันนี้จะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารเพื่อประสานงานกันโดยอาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ เช่น เมล์เสียง อีเมล์ แฟกซ์ การประชุมผ่านโทรศัพท์ การประชุมผ่านทางวิดีโอ ทั้งนี้รวมถึงการประชุมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ด้วย

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
376 Hits
0 Comments

ตาสว่าง (ES (2))

a

บล็อกที่แล้วผมค้างเอาไว้ว่า ผมมอง ES ด้วยกรอบที่คับแคบ คือ เอาไปช่วยแก้ปัญหาในการทำงานในสายการผลิต ทีนี้พอมันต้องสร้างโน่น ทำนี่ ใช้งานก็ยุ่งยาก ผมก็เลยมองว่าเสียเวลาเปล่า มีปัญหาอะไรก็เดินไปถามคนเก่ง หรือ Expert เอาเลยก็หมดเรื่อง จะไปถามคอมพิวเตอร์ทำไมกัน พาลก็นึกในใจว่า พวกนี้มันใส่โปรแกรมนี้เอาไว้ทำไมวะ ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเลย … มาหูตาสว่างเอาเมื่อผมได้เห็นคนอื่นเขาใช้หลังจากนั้นอีกสัก 2 – 3 ปีต่อมา

จำได้ว่าตอนนั้นผมเยี่ยมลูกค้ารายหนึ่งซึ่งอยู่ในประเทศทางโซนยุโรปโดยมีฝ่ายขายที่ประจำอยู่โซนยุโรปร่วมทางไปด้วย หลังจากคุยเรื่องงานในห้องประชุมเสร็จแล้ว ก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่สัก 2 – 3 ชั่วโมงก่อนจะเลิกงาน … CEO ของบริษัทที่ผมไปเยี่ยมจึงชวนผมและฝ่ายขายเข้าไปกินกาแฟและคุยกันต่อในห้องทำงานของเขา … คราวนี้ก็คุยกันสารพัดเรื่องแหละครับ เพราะไม่เป็นทางการแล้วนี่ 

เรื่องหนึ่งที่คุยกันก็คือการเอาต์ซอร์สสินค้ามาผลิตทางโซนเอเชียซึ่งมีค่าแรงถูกกว่าทางบ้านเขา ตอนนั้นก็ยกขึ้นมาคุยกันอยู่สามประเทศคือ ประเทศไทย จีน และอินเดีย … ต้องนึกภาพตามหน่อยนะครับ … พอคุยกันเรื่องค่าแรง CEO ก็กดคอมพิวเตอร์ของเขา แป๊บนึง … ข้อมูลเป็นกราฟเปรียบเทียบค่าแรงของทั้งสามประเทศก็โผล่ขึ้นมาให้ดู … แล้วก็ใช้ข้อมูลนั้นคุยกันไปเรื่อย ๆ ...

การแสดงข้อมูลแบบนี้ ผมรู้สึกเฉย ๆ นะครับ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะว่าเขาอาจจะได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวทางธุรกิจก็ได้ … ข้อมูลลักษณะนี้ผมก็มีอยู่ในมือเหมือนกัน เพราะต้องใช้คุยกับลูกค้าบ่อย ๆ

ต่อมาฝ่ายขายก็ถาม CEO ว่า การที่ยูจะเอาต์ซอร์สสินค้าไปผลิตที่ประเทศไหน บริษัทไหน ยูตัดสินใจอย่างไร … เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “Let me show you something” แล้วก็พิมพ์ข้อมูลบางอย่างเข้าไป … แป๊บนึง คอมพิวเตอร์มันก็ให้ข้อมูลออกมา พร้อมกราฟอีก 4 – 5 รูป แล้วเขาก็บอกว่า ดูนี่ … ถ้าไปไทย ค่าแรงจะเป็นเท่านี้ Infra เป็นแบบนี้ ลอจิสติกส์จะเป็นแบบนี้ จุดแข็งคือเรื่องเหล่านี้ จุดอ่อนคือเรื่องเหล่านี้ … ถ้าไปจีนจะเป็นแบบนี้ …. ถ้าไปอินเดียจะเป็นแบบนี้ … อันนี้จะทำให้ไอเข้าใจภาพรวมทั้งหมด … ใช่ไหม …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
294 Hits
0 Comments

Expert System (ES) (1)

B

วันศุกร์ที่แล้ว (และศุกร์นี้ ศุกร์หน้า) ผมต้องไปอบรมนอกสถานที่ (ไปให้เขาอบรมนะครับ ไม่ใช่ไปอบรมให้เขา) เรื่องบางเรื่องที่มีการเปลี่ยนระบบจากปัจจุบันไปสู่ระบบใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อหาความรู้ใส่ตัวไว้บ้าง ซึ่งก็ทำให้ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ … ดังนั้น บล็อกที่ผมเขียนประจำวันศุกร์ก็เลย Post ไม่ได้ ทำให้มีผู้อ่าน 2-3 ท่านส่งเมล์มาถามว่า เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหรือเปล่าถึงเงียบไป … ก็ติดอบรมครับ ไม่ได้ป่วยไข้อะไร ... ขอบคุณมากที่เป็นห่วง

วันนี้ผมก็จะเล่าเรื่อง Expert System หรือ ระบบผู้เชี่ยวชาญ ให้ฟัง ส่วนนี้มันก็เป็นโปรแกรมที่เขาใส่เอาไว้ในระบบ ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องว่ามันใช้ทำอะไร ... ผมก็ถามเขาแหละครับ จะเก็บเงียบไว้ทำไม

เขาก็บอกว่า มันช่วยให้เราตัดสินใจหรือแก้ปัญหาแบบไม่เป็นโครงสร้างได้ดี (ผมกำลังเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังอยู่นะครับ) โดยเขาก็อธิบายง่าย ๆ ว่า โรงงานของยูมีคนเก่งเฉพาะด้านอยู่ใช่ไหม คนเก่งพวกนี้เขาย่อมเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่ง ๆ แล้ว (ถือเป็น Human Expert ตามรูปด้านล่าง) ถ้าเราดึงความรู้จากเขาแล้วเอามาจัดรูปแบบให้เหมาะสม (โดย Knowledge Engineer) แล้วนำมาเก็บเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็จะมีฐานข้อมูลความรู้ (Knowledge Base) อันเป็นความเชี่ยวชาญของคน ๆ นั้นใช่ไหม

อันนี้ผมตอบว่า … ใช่ … เพราะมันเหมือนกับพี่ Knowledge Engineer ไปล้วงไปควักเอาความรู้อันเป็นทีเด็ดของพี่ Expert มาใส่เข้าไปในฐานความรู้ (Knowledge Base) นั่นเอง

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
285 Hits
0 Comments

KM + CMS

a

บล็อกที่แล้ว ผมเล่าให้ฟังว่า เจ้านายให้ไปดูเรื่องสมรรถนะ (Competency) แล้วผมก็เห็นว่า มันไปกันได้กับ KM และผมก็นำ CMS มาใช้งาน … แต่ผมเลือกใช้ CMS ผิดตัว ก็เลยเดี้ยง พาลปิดเว็บเลิกทำเอาดื้อ ๆ แต่ผมอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อแบ่งปันประสบการณ์กับพวกเราชาว IT เกี่ยวกับเรื่อง KM กับ CMS สักหน่อย …

ผมมักจะได้รับคำถามจากนักศึกษาที่เรียน IT กับผมในทำนองว่า เจ้านายสั่งให้ทำ KM เขาควรจะทำอย่างไรดี … ผมก็ถามเขาว่า คุณเรียน IT แล้วไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย … เขาตอบว่า เจ้านายให้ทำเว็บขึ้นมา … ผมก็ถามต่อว่า แล้วมันไปเกี่ยวกับ KM ตรงไหน … เขาก็ตอบว่า ไม่รู้ เจ้านายบอกให้ทำ … ถ้าตอบแบบนี้ ส่วนมากผมลากมานั่งคุยกันยาวเป็นชั่วโมง

การที่เจ้านายของเขาก็เรียกไปพบแล้วสั่งให้ทำ KM ผมเชื่อว่าเจ้านายของเขามอง KM แค่ว่า เอาองค์ความรู้ที่เป็น Explicit Knowledge เข้าไปใส่ไว้ในเว็บ เพื่อให้คนเข้ามาอ่าน แล้วนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ … ดังนั้น จึงต้องการให้เขาทำเว็บขึ้นมาก่อน เดี๋ยวเรื่องอื่น ๆ จะตามมาเอง … มันไม่เป็นไปตามนั้นหรอกครับ ผมเคยทำมาแล้ว … ล้มไม่เป็นท่า

บล็อกที่แล้ว ผมเล่าว่า ผมใช้ CMS ผิดประเภท คือใจอยากจะทำแบบ E – Learning แต่ดันไปเลือก CMS แบบเน้นไปทางเผยแพร่เนื้อหามาใช้งาน มันก็เลยไม่เวิร์กตามที่ผมต้องการ … แต่ถ้ามองในเชิงการเผยแพร่เนื้อหาแล้ว มันก็ถือว่าสามารถใช้งานได้ เพราะผมก็เอา Explicit Knowledge ที่จำเป็นต่าง ๆ ใส่เข้าไปในเว็บแล้ว …

ผมจำได้ว่า ช่วงนั้นผมก็นั่งฝัน ๆ เหมือนเจ้านายของนักศึกษาที่มาคุยกับผมนี่แหละครับ … โดยฝันว่า พนักงานจะแห่กันเข้าไปอ่าน เพื่อพัฒนาสมรรถนะของพวกเขา (ในแง่ของความรู้) แล้วก็ช่วยกันใส่ Explicit Knowledge ใหม่ ๆ เข้าไปเพื่อแบ่งปันกัน 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
550 Hits
0 Comments

Content Management System (CMS)

a

Content หรือ เนื้อหา ผมจะหมายความเอาง่าย ๆ ว่า มันคือสิ่ง (เนื้อหาสาระ) ที่เราต้องการสื่อออกไปให้ผู้อื่นได้รับทราบ ดังนั้น ก่อนที่ผมจะส่งมันออกไป ผมก็ต้องสร้างเนื้อหาออกมาก่อนใช่ไหมครับ ยิ่งในยุคการตลาดมาแรงด้วยแล้ว เนื้อหาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากจนมีผู้กล่าวว่า “Content is King” ทีเดียว

เมื่อเราสร้างเนื้อหาขึ้นมาใช้งาน ในที่สุดมันก็ต้องตายไป (หมายถึงเลิกใช้) ในช่วงนี้แหละที่เราต้องเข้าไปจัดการมัน ดังนั้นวงรอบชีวิตของเนื้อหา (Content Life Cycle) ในระบบการจัดการเนื้อหา (Content Management System) ก็จะประกอบด้วย (แบบคร่าว ๆ นะครับ)

1) การจัดโครงสร้าง (Organization) เป็นการกำหนดโครงสร้าง หมวดหมู่ และรูปแบบ ให้กับเนื้อหาที่จะสร้างขึ้นมาในระบบ

2) ขั้นตอนการดำเนินงาน (Workflow) เป็นการกำหนดกระบวนการต่าง ๆ ให้ชัดเจนสำหรับผู้ที่ต้องเกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจการไหลไปของเนื้อหาตั้งแต่เกิดขึ้น จนเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน และสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องกระทำ (เช่น การตรวจสอบ การอนุมัติ) เมื่อเนื้อหาไหลมาที่พวกเขา

3) การสร้างสรรค์ (Creation) เป็นการสร้างสรรค์เนื้อหา อาจจะเป็นการนำเข้าข้อมูล การเขียนขึ้นม การถ่ายภาพ การบันทึกเสียง หรือ รวบรวมสิ่งข้างต้นเข้าด้วยกัน หรือ ทำการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เนื้อหาที่อยู่ภายในระบบให้ตรงตามความต้องการ … ตรงนี้เราจะเห็นว่า อะไรที่มันมีเนื้อหาสาระสำหรับเราและผู้อื่น เราจะเรียกเป็น “Content” ทั้งสิ้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
230 Hits
0 Comments