MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

เราไม่เปลี่ยน ... แต่โลกเปลี่ยน

เมื่อผมนั่งทำงานในโรงงาน (เหมือนผู้อ่านนั่งทำงานอยู่ในองค์กรของท่าน) เราจะคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา … เช้ามาผมก็เข้ามาอยู่ในกำแพงล้อมรอบนี้ เย็นมาก็กลับบ้าน … ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นชินแบบเดิม ๆ ทุกวันมานานปี … ชีวิตก็ดำเนินไปแบบนี้ งานก็ทำไปแบบนี้ ไม่เห็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ใช่ครับ ... ดูเหมือนว่า เรา (องค์กรของเรา) ไม่เคยเปลี่ยน … แต่เราจะยอมรับไหมว่า โลกภายนอกกำแพงมันเปลี่ยนไปแล้ว

สมัยก่อน เราจะซื้อของ จะต้องจ่ายเงินสด … เดี๋ยวนี้ e – Payment

สมัยก่อน เราจะโอนเงิน ต้องไปธนาคาร … เดี๋ยวนี้ เราโอนผ่านโทรศัพท์มือถือ

สมัยก่อน เราจะเลือกซื้อสินค้า เราต้องไปห้าง … เดี๋ยวนี้ เราเลือกซื้อแบบออนไลน์

Continue reading
Rate this blog entry:
108 Hits
0 Comments

Mobile Devices เป็นตัวเร่ง?

ผมนึกย้อนหลังกลับไป … ผมรู้จักและใช้โทรศัพท์โทรศัพท์เคลื่อนที่ตั้งแต่ยุค “NMT 470 MHz” ถ้าปัจจุบันนี้เรียก “มือถือ” ยุคนั้นก็คงเรียกว่า “มือหิ้ว” เพราะต้องหิ้วไป มันก็หนักเอาการอยู่ ผมว่าน่าจะอยู่แถว ๆ 3-4 กิโลเห็นจะได้

สมัยนั้น ผมทำงานอยู่ต่างจังหวัด เจ้าเครื่องมือหิ้วได้รับความนิยมกันมาก … ใครที่มีบ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและไม่มีโทรศัพท์ใช้ ก็ซื้อหามาใช้งานกัน … ทีนี้พอเอาไปใช้ห่างไกลจากสถานีฐานมาก สายอากาศที่ติดมากับเครื่องมันรับสัญญาณไม่ได้ ก็มีการตั้งเสาขึ้นไปเหนือหลังคาบ้าน (ก็เป็นแบบเสารับสัญญาณโทรทัศน์นี่แหละครับ เพียงแต่แผงสายอากาศมันคนละแบบกัน) ติดแผงเข้าไป แล้วก็ต่อสายเคเบิลยาวมาต่อเข้ากับตัวเครื่อง ... 

เวลาวันหยุด พวกผมชอบขับรถไปเที่ยวในชนบทที่ห่างไกลออกไป เมื่อมองไปที่เสาอากาศเหนือหลังคาบ้านก็จะรู้ทันทีว่า บ้านไหนมีใช้บ้าง … บางครั้ง พวกเราก็จะนับจำนวนเสาอากาศกัน แล้วก็พูดกันเล่น ๆ ว่า หมู่บ้านนี้รวยนะ มีเครื่องมือหิ้วเพียบ …

ตอนออกใหม่ ๆ ผมคุ้น ๆ ว่า เครื่องหนึ่งราคาเป็นแสน … ค่าใช้จ่ายก็ใช่ย่อย เรารับสายโทรเข้าก็เสียเงิน (คุ้น ๆ ว่า นาทีละ 2 บาท) เราโทรออกก็เสียเงิน (ใกล้ ๆ ก็นาทีละ 3 บาท ห่างหน่อยก็นาทีละ 8 บาท ไกลออกไปอีกก็นาทีละ 12 บาท) … เรียกว่า เสียเงินให้เขาทั้งสองกรณี

Continue reading
Rate this blog entry:
40 Hits
0 Comments

Cloud อีกหน่อย

บล็อกที่แล้ว เราคุยกันเรื่องคลาวด์กันไปบ้างแล้ว เรามาขยายความเพิ่มกันอีกสักหน่อย …

ถ้ามองในเชิงของผู้ใช้งานแล้ว ผมว่ามันก็มีข้อดีคือ ผมสามารถกำหนดความต้องการในการใช้งาน (On – demand) ด้วยตัวของผมเอง เช่น ผมจะเพิ่มเนื้อที่ในการใช้งาน ผมก็กำหนดเอาตามที่ผมต้องการ แล้วผมก็จ่ายเงิน มันก็คล่องตัวดี

ผมสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นไปตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว (ในเชิงของความหยืดหยุ่น) เช่น อยากได้เรื่องนี้เพิ่ม อยากเพิ่มตรงโน้น … ผมก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นแบบอัตโนมัติด้วย

ผมสามารถเข้าถึงระบบได้จากอุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ และเรื่องที่สำคัญก็คือ มันรวมทรัพยากรที่สำคัญ ๆ เข้าไว้ด้วยกัน อยู่ที่เดียวกัน ทำให้ผมมีความคล่องตัวในการใช้งาน

ขณะเดียวมันก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน เช่น เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (ผมมองในเชิงว่า ข้อมูลมันหลุดมือจากเรา ไปอยู่ในมือคนอื่น ความเชื่อมั่นของเราก็จะลดลง ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะดูแลดีกว่าที่เราทำอยู่ในปัจจุบันก็ได้) ปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง (เช่น ถ้าเราเปลี่ยนจากผู้ให้บริการเจ้าหนึ่งไปเป็นอีกเจ้าหนึ่งซึ่งมีมาตรฐานต่างกัน มันย่อมเกิดข้อจำกัดขึ้น) ความคล่องตัว (เมื่อเทียบกับถ้าเรามีทรัพยากรเป็นของเราเอง) เป็นต้น

Continue reading
Rate this blog entry:
119 Hits
0 Comments

การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing)

ถ้าคุยกันเล่นสนุก ๆ แล้ว … สมัยก่อนเรามักจะเขียนรูป “ก้อนเมฆ (Cloud)” เป็นสัญลํกษณ์ใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกัน … ทีนี้พอผมฝากข้อมูลไปเก็บไว้ยังผู้ให้บริการซึ่งตั้งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ … รู้แต่เพียงว่ารันโปรแกรมของเขา แล้วก็โยนข้อมูลเข้าไป มันก็วิ่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปเก็บไว้ยังปลายทางซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อีกเช่นกัน

มองแบบนี้มันก็เหมือนผมโยนข้อมูลเข้าไปเก็บไว้ในอินเตอร์เน็ต (โยนข้อมูลไปเก็บไว้ในคลาวด์ หรือ ก้อนเมฆ อันเป็นสัญลักษณ์แทนอินเตอร์เน็ต) เวลาผมจะใช้ข้อมูล ผมก็ดึงออกมาจากอินเตอร์เน็ต (ดึงข้อมูลออกมาจากคลาวด์ หรือ ก้อนเมฆ) … แหม ก้อนเมฆนี้ดีจัง มันเก็บข้อมูลให้ผมได้ด้วยวุ๊ย … ก็เลยเรียกกันว่า Cloud Storage 

มีตัวอย่างโปรแกรมอะไรบ้างล่ะ ที่เราต้องรันเพื่อใช้เป็นทางผ่านเพื่อเอาข้อมูลไปเก็บเอาไว้ในคลาวด์ ... ที่คุ้น ๆ กันก็เช่น Dropbox, Box, Google Drive, OneDrive, iCloud … เพราะเขาให้เราใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลฟรี ๆ อยู่ปริมาณหนึ่ง

Continue reading
Rate this blog entry:
287 Hits
0 Comments

ฝากไว้ให้ช่วยดูแล

ยังจำเรื่องพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในบล็อกเรื่อง “หวงยิ่งกว่าทอง” ได้ไหมครับ … ผมต้องขยายพื้นที่จัดเก็บทุก ๆ ปี ผู้ใช้งอนผมเรื่องนี้ก็บ่อย

สมัยก่อนโน้น IT นี่เป็นเรื่องที่ทันสมัยมาก จนมีผู้กล่าวว่า องค์กรใดมี IT นี่ถือว่าเกิดความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมากทีเดียว … พอต่างคนต่างมีสภาพความได้เปรียบก็จะเริ่มลดลง จนจุด ๆ หนึ่ง ก็กลายเป็นว่าใครมีก็ไม่ได้ได้เปรียบอะไร แต่ใครไม่มีนี่ถือเป็นการเสียเปรียบในการแข่งขันไป

ในยุคแรก ๆ นั้น เรายังไม่มี email ฟรีแบบปัจจุบันนี้นะครับ องค์กรใดที่มี email ให้พนักงานใช้ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม (คือเสียทั้งค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตและค่าใช้ email) ซึ่งเดือน ๆ หนึ่งก็หลายตังส์อยู่นะ …

ดังนั้น บนนามบัตรใครที่มี email address ระบุไว้ ช่วงนั้นต้องถือว่าทันสมัยทีเดียว … ผมเข้าทำงานในโรงงานแรก (ที่มีทั้ง R&D และการผลิตด้วย) ก็มีใช้กับเขาเหมือนกัน เพราะต้องไปต่างประเทศเกี่ยวกับงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาบ่อย … ซึ่งผมก็เห็นว่า มันใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกันได้มากอยู่ … ช่วงนั้นก็ใช้อย่างเดียว ไม่เคยสังสัยหรือไปยุ่งเกี่ยวกับมันตรง ๆ

เมื่อมาทำงานในโรงงานที่ผมต้องเข้าไปดูแลฝ่าย IT ด้วย อันนี้ต้องเข้าไปยุ่ง เข้าไปรู้แล้ว … สมัยนั้น เขาจะมีเซิร์ฟเวอร์เอาไว้จัดการเรื่อง email ของพนักงานตัวหนึ่ง เรียกชื่อเป็น Mail Server ก็แล้วกัน โปรแกรมการจัดการเกี่ยวกับเรื่อง email ต่าง ๆ ก็จะอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้ และผู้ใช้งานจะเข้าไปดูเมล์อะไร ก็ต้องเข้าผ่านเว็บเข้าไป เราก็เรียกว่า Webmail

Continue reading
Rate this blog entry:
211 Hits
0 Comments

อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0)

ตอนนี้ใคร ๆ เขาก็พูดถึงอุตสาหกรรมยุค 4.0 กัน … เราลองมาดูกันหน่อยดีไหม

ผมคงเข้าไปทำงานในยุคอุตสากรรม 1.0 ไม่ทันแน่ ๆ เพราะระบบอัตโนมัติยุคนี้จะใช้ระบบกลไกล้วน ๆ ทำงานด้วยตัวของมันเองไม่มีโปรกงโปรแกรมอะไรไปควบคุม (น่าจะเหมือนกลไกลโซ่และเฟืองรถจักรยานนี่กระมัง) มักจะถูกนำมาช่วยผ่อนแรงคนทำงานนั่นเอง ดังนั้นการควบคุมระบบก็ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีเครื่องจักรไอน้ำเป็นต้นกำลังหลัก

พอมายุคอุตสาหกรรม 2.0 อันนี้ผมทันแน่ ๆ เพราะเป็นการผลิตในเชิง Mass Production หรือ การผลิตสินค้าที่เหมือน ๆ กันจำนวนมาก ๆ โดยใช้สายพานลำเลียง (Assembly Line) และใช้แรงงานประกอบพร้อมเครื่องมือ/เครื่องจักรทำงานแยกกันเป็นแบบอิสระแบบตัวใครตัวมัน (Stand Alone) ระบบอัตโนมัติในยุคนี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ากันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติในระดับตัวเครื่องมือ/เครื่องจักรหรือกลุ่มเครื่องจักรภายในโรงงานเดียวกันเสียมากกว่า เช่น เครื่อง PLC หรือ เครื่อง CNC ที่ผมยกตัวอย่างผ่านมาแล้วนี่แหละครับ ระบบอัตโนมัติยุคอุตสาหกรรม 2.0 นี้ได้ช่วยเพิ่มผลิตภาพในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมาก

ในยุคอุสาหกรรม 3.0 นั้น เขาก็ว่า มันมีการใช้คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อกันให้เป็นอัตโนมัติ (Automation) กันแล้ว ในรูปข้างบนจะเห็นว่า มีการใช้แขนหุ่นยนต์แสดงเอาไว้ ก็หมายความว่า เครื่องจักรต่าง ๆ นั้นมีระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปควบคุม (เพื่อป้อนคำสั่งต่าง ๆ ให้หุ่นยนต์ทำงานตามต้องการ) และมีการเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นระบบอัตโนมัติขึ้นมา … ถ้าแปลความหมายเอาตามนี้ ก็น่าจะหมายความว่า สายการผลิตทั้งสายการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติที่เครื่องมือ/เครื่องจักรทำงานภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์ … คนไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว

Continue reading
Rate this blog entry:
117 Hits
0 Comments

ถึงเบื่อ แต่ก็ต้องทำ

ผมเขียนบล็อกนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ … เรื่องพวกนี้คือระบบ หรือ Framework ทั้งหลายนี่แหละครับ … ตอนที่ผมทำงานอยู่นั้น มันเยอะไปหมด … แต่ยิ่งปัจจุบันนี้มันเยอะกว่ายุคที่ผมทำงานอีกมากทีเดียว …

ผมเข้าทำงานที่โรงงาน ตัวแรกที่ผมรู้จักก็คือ ISO 9000 ซึ่งว่าด้วยระบบจัดการคุณภาพของสินค้านี่แหละ มันก็ยัง OK นะครับ เพราะเขาทำอยู่แล้ว เข้าไปเขาก็อบรมให้ แล้วก็ตาม ๆ เขาไป มันก็เข้าใจมากขึ้น

ต่อมาพอมาอยู่อีกโรงงานหนึ่ง เฉพาะในส่วนโรงงานก็กลายเป็น ISO 9000, ISO 14000 (ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม), OHSAS 18000 (ระบบจัดการชีวอนามัยและความปลอดภัย) ที่จะต้องรู้ ต้องทำ และต้อง Cer.

ทีนี้พอไปผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับยานยนต์ก็จะมี TS 16949 (IATF 16949 ในปัจจุบัน) งอกขึ้นมาอีก

Continue reading
Rate this blog entry:
148 Hits
0 Comments

หวงยิ่งกว่าทอง

ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วว่า ตอนที่เทพ/เซียนมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ IT ให้กับองค์กรที่ผมนำงานนั้น เราต้องทำห้อง IT ใหม่ ต้องยกพื้น ต้องติดตั้ง Rack เดินสายสัญญาณ ต้องทำระบบสำรองไฟ (ทั้ง UPS และ เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำระบบความเย็น ต้องทำระบบดับเพลิง ต้องทำระบบความปลอดภัย (ทั้งใช้กล้อง ทำการสแกนลายนิ้วมือ และรหัสผ่าน) …

ทีนี้พอมันเป็นอิเล็กทรอนิคส์มากขึ้น ข้อมูลที่ต้องเก็บ ต้องประมวล มันก็มากขึ้นด้วย … สมัยแรก ๆ นั้น เราก็ใช้แบบ DAS หรือ Direct Attach Storage อันหมายถึง การต่อพ่วงฮาร์ดดิสก์เข้าไปกับ file server โดยตรง หลัการก็ง่าย ๆ ครับ เริ่มจากการเก็บข้อมูลเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่อยู่เซิร์ฟเวอร์ก่อน (เหมือนเราเก็บข้อมูลเอาไว้ใรฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่องโน๊ตบุคของเรา) พอเนื้อที่มันไม่พอ เราก็จะพ่วงหน่วยจัดเก็บข้อมูลภายนอก หรือ external harddisk เข้าไปเพื่อรองรับความต้องการในการเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น (มันก็เหมือนเราซื้อ external harddisk มาต่อเข้าทาง USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคในปัจจุบันนี่เอง) ดังนั้นระบบแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ (File System) ก็ถูกดำเนินการจากโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ external harddisk ต่อพ่วงอยู่ … วิธีการนี้ก็สะดวกอยู่หรอก ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว … ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์หลายตัว มันจะเริ่มยุ่งแล้วครับ เพราะถ้าเราใช้เซิร์ฟเวอร์ตัวหนึ่ง แล้วต้องส่งข้อมูลไปเก็บในฮาร์ดดิสก์ที่ต่ออยู่กับเซิร์ฟเวอร์อีกตัวหนึ่ง มันต้องส่งข้อมูลข้ามกันไปมา

ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนมาเป็น NAS หรือ Network Attach Storage คิดง่าย ๆ ก็คือนำเอา external storage มาต่อเข้ากับ network ตรง ๆ แทนที่จะต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์เหมือนที่ผ่านมา การทำแบบนี้ก็จะทำให้เซิร์ฟเวอร์ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกาะอยู่กับเครือข่ายเดียวกันมองเห็น external storage ได้เหมือน ๆ กัน ทำให้สามารถเข้าใช้งานได้ง่ายขึ้น … มันเกิดปัญหาตามมาเหมือนกัน คือ พอมีคนใช้งานมากขึ้นความเร็วในการเขียน/อ่านข้อมูลก็จะลดลง เพราะ File System มันจะอยู่ไปอยู่ในตัว external storage พอเราโยนข้อมูลเข้าไปมาก ๆ มันก็ต้องใช้เวลาในการจัดการหน่อย

ตอนแรกผมก็ใช้แบบ NAS นี่แหละครับ แรก ๆ มันก็ OK อยู่ … พอมันเป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ผู้คนก็ใช้งานกันมากขึ้น ข้อมูลมันก็วิ่งกันอุตลุต ทุกคนต่างก็มีข้อมูลที่สำคัญ ๆ เก็บกันเพียบ นอกจากนั้น ก็ยังมีข้อมูลต่าง ๆ จากกระบวนการผลิตที่ต้องเก็บเอาไว้อีกเพียบเหมือนกัน (จำเรื่อง Shop Floor Data Collection ได้ไหมครับ) … ดังนั้นช่วงไหนที่มัน peak ขึ้นมา มันก็อืดแหละครับ … ผู้ใช้ก็ค่อนแคะกระแนะกระแหนผมเรื่อยแหละครับ … วุ๊ย ระบบวิ่งอืดเป็นเรือเกลือบ้าง ช้าเป็นเต่าบ้าง … ก็ว่ากันไป

Continue reading
Rate this blog entry:
160 Hits
0 Comments

พาทัวร์แบบดิจิทัล

ผมทำงานในโรงงานมาเกือบครึ่งชีวิต ผมก็จะขอยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับโรงงานต่อไปนะครับ

บล็อกที่แล้ว ผมได้คุยเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไปบ้างแล้ว และก็ยกตัวอย่างการเชื่อมต่อเข้ามาของลูกค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยนัยเดียวกันนี้ มีอุปกรณ์อะไรบ้างที่ลูกค้าจะใช้เพื่อเชื่อมต่อเข้ามาที่โรงงานเพื่อ Connect เข้ามาหาเรา และจะเข้ามาทางใด … สมัยนี้เขาคงเรียกกันว่าทำ Ecosystem Mapping ละกระมัง

ตอนที่ผมทำงานอยู่นั้น เจ้านายฝรั่งของผมท่านจะให้ความสำคัญกับการเยี่ยมชมของลูกค้ามาก ท่านเคยบอกผมว่า “No second chance for first impression” แปลง่าย ๆ ว่า การประทับใจครั้งแรก ย่อมไม่มีครั้งที่สอง (คือถ้ามีครั้งที่สองเกิดขึ้น มันก็ไม่ใช้ความประทับใจครั้งแรกแล้วนะครับ) 

ตอนนั้นผมก็บอกท่านว่า ผมไม่เข้าใจว่าท่านต้องการจะสื่ออะไร

ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า ลูกค้าบางรายนั้นมีตำแหน่งและดำเนินธุรกิจใหญ่โต โอกาสที่เขาจะมาเยี่ยมชมเรานั้นยากแสนยาก แต่โอกาสนั้นจะเกิดขึ้นแล้วในไม่ช้านี้ ถือเป็นการมาเยี่ยมชมโรงงานเราเป็นครั้งแรกของเขา ต่อไปเขาจะมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ อีกนานเท่าใดก็ไม่รู้ ดังนั้นสิ่งที่เขาเห็นวันนี้ เขาจะจดจำไปอีกนาน เราอาจมีโอกาสครั้งนี้แค่ครั้งเดียว … ยูว่ามันไม่คุ้มค่าหรือ ที่เราจะเตรียมการเอาไว้ก่อนล่วงหน้า …

Continue reading
Rate this blog entry:
330 Hits
0 Comments

เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy

A

ผมขอคัดลอกความหมาย Digital Economy มาจากเว็บไซต์ https://www.etda.or.th ซึ่งเขียนเอาไว้ว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยการนำเอาไอทีหรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลงาน โดยใช้เวลาน้อยลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อให้เราแข่งขันกับชาติต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคปัจจุบันที่การใช้สมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง (Wireless Broadband) เช่น 3G, 4G ซึ่งใช้งานได้ง่ายกว่า PC มาก ทำให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง แม้กระทั่งในคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตมาก่อน ซึ่งทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ มากมายในแทบทุกสาขาเศรษฐกิจ”

จากข้อความนี้ เราจะเห็นภาพกว้าง ๆ ว่า มันก็คือการนำเอา เทคโนโลยีดิจิทัล (หรือ ง่าย ๆ ก็คือ IT) มาผนวกเข้ากับการสื่อสาร (เช่น เครือข่ายไร้สายความเร็วสูง) มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเชิงทำให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น และทำได้เร็วขึ้น จนสามารถแข่งกับชาวโลกได้

ถ้ามองแบบแคบ ๆ ตามที่ผมพบเห็นทั่วไปอยู่ตอนนี้ ผมก็จะเหมาเอาว่า มันคือการทำมาค้าขายโดยอาศัย IT และเครือข่ายการสื่อสารมาเป็นสื่อกลาง เช่น ถ้าผมจะซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่ง ผมก็จะสั่งซื้อผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าโทรศัพท์มือถือของผมก็จะส่งข้อมูลดิจิทัลผ่านเครือข่ายการสื่อสาร (หรือ Connect) ไปยังผู้ขาย …

ถ้ามองเอาเฉพาะผู้ขายกับเราในฐานะผู้ซื้อ มันคือการเชื่อมต่อกัน (Connect) ระหว่างเศรษฐกิจ (การค้าขาย) แบบดั้งเดิม (Traditional Economy) กับ เศรษฐกิจ (การค้าขาย) แบบดิจิทัล … จนบางคนเรียกว่า Connected Economy เพราะมันต้องเชื่อมต่อกัน

ประเด็นก็คือ องค์กรที่ทำมาค้าขายแบบเดิม ๆ จะ Connect กับผู้ซื้อที่ใช้อุปกรณ์ดิจิตอลเชื่อมต่อเข้ามาได้ไหม ?!? … เราหยุดเอาไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ

Continue reading
Rate this blog entry:
329 Hits
0 Comments

Digital Supply Chain

ผมอ่านบทความชื่อ “Transforming supply chains through digitization” โดย Dr Jag Srai, head of IfM’s Centre for International Manufacturing, The University of Cambridge

จาก https://www.themanufacturer.com/articles/transforming-supply-chains-through-digitisation/

ผู้เขียนบทความได้กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนโซ่อุปทานผ่านทางการทำให้เป็นดิจิทัล โดยเขียนรูปเอาไว้ดังนี้

ผู้เขียนบทความนี้ (หมายถึง Dr Jag Srai) ได้ให้ความเห็นในการเปลี่ยนโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมให้เป็นดิจิทัลเอาไว้ว่า ต้องทำ 10 เรื่องด้วยกัน กล่าวคือ

Continue reading
Rate this blog entry:
210 Hits
0 Comments

ฝัน ... (ไปเถอะ)

ผมได้เล่าถึงเรื่อง FMS หรือ ระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น โดยยกตัวอย่างว่า ลูกค้าต้องการแก้วน้ำโลหะสักใบหนึ่ง เรามีขั้นตอนอย่างไรเพื่อให้มันทำงานร่วมกันได้ เช่น เราออกแบบโดยใช้ CAD แล้วส่งข้อมูลไปวิเคราะห์ความถูกต้องโดยใช้ CAE แล้วส่งข้อมูลไปสั่งการให้เครื่อง CNC ทำงานโดยใช้ CAM จะเห็นว่าแต่ละส่วนมันใช้ข้อมูลร่วมกันได้ หรือ อีกนัยหนึ่งการออกแบบไปไหลต่อเนื่องกันไปโดยอาศัยการเชื่อมโยงของ IT … ผมยืนกอดอกมองระบบที่เชื่อมกันอยู่ด้วยความพึงพอใจ  

ขณะนั้น มีคนเดินมาสะกิดสีข้าง แล้วบอกว่า มันยังไม่เป็นอัตโนมัติจริงหรอก เพราะยังต้องมีคนหยิบก้อนโลหะใส่เครื่อง CNC กัด … แล้วกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง … พอเสร็จแล้วก็ต้องหยิบแก้วน้ำโลหะออกมาจากเครื่อง CNC

เออ … จริงด้วยแฮะ … ถ้าผมนำระบบให้มีแขนหุ่นยนต์ (Robot Arm) มาหยิบก้อนโลหะไปวางในเครื่อง CNC แล้วก็สั่งให้ CNC กัดก้อนโลหะออกมาเป็นแก้วโลหะ จากนั้นก็ให้แขนหุ่นยนต์ก็หยิบออกมาจากเครื่อง … ผมเสกพรวด (สมมติว่า เสกด้วยกำลังเงิน) พลันก็มีแขนหุ่นยนต์มาช่วยงานดังรูปด้านล่าง .. เฮ้ย … คนไม่ต้องยุ่งแล้ววุ๊ย

คนที่ยืนสะกิดสีข้างผมพูดต่อว่า … แหมยังไง ๆ ก็ต้องมีคนไปเบิกก้อนโลหะจากคลังสินค้ามาวางไว้ให้แขนหุ่นยนต์หยิบละนะ …

Continue reading
Rate this blog entry:
312 Hits
0 Comments

ไม่ใช่แค่วางแผนนะครับ

เราคุยกันมายืดยาวนั้น มันยังอยู่บนแกนของการรับคำสั่งซื้อ การวางแผนการผลิต การประมวลผลทางด้านธุรกรรม และการจัดการธุรกิจ โดยอาศัย IT เข้ามาสนับสนุน … เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองดูจากรูปด้านล่างครับ   

เรามีช่องทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและภายในเพื่อรับส่งข้อมูล (EDI, Internet, Intranet, Extranet) เรามีประตูบ้านให้ลูกค้าเข้ามาหาเราหรือแจ้งเรื่องบางเรื่องให้เขาทราบ (Web Technoly) เรามีตัวแบบในการดำเนินธุรกิจแบบ E – Commerce (B2B, B2C) เรามีซอฟต์แวร์ช่วยในการวางแผนการผลิตและฟังก์ชันทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต (ERP, WMS, TMS, …) เรามีซอฟต์แวร์ช่วยในเรื่องการจัดการในองค์กรธุรกิจ (MIS, DSS, EIS, ES, AI, BI, …) โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT เข้ามาช่วยสนับสนุนทางด้าน Business Side 

ที่ผ่านมา ผมจะเริ่มด้วยการที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมโรงงาน ขอใบเสนอราคา (โดยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น BOM, Drawing, … มาให้) แล้วเราก็สร้าง BOM ขึ้นมาใหม่ ทำการออกแบบกระบวนการผลิต แล้วก็ทำใบเสนอราคาส่งไปให้เขา เมื่อตกลงราคา เซ็นสัญญากันแล้ว ก็เริ่มทำการทดลองผลิตเพื่อเป็นการยืนยันกระบวนการผลิตที่ออกแบบไว้ จากนั้นลูกค้าก็ส่งใบ Order มาให้เรา เพื่อบอกว่าเราต้องผลิตสินค้าอะไร จำนวนเท่าใดให้เขา เราก็จะเริ่มวางแผนการผลิต วางแผนการซื้อวัตถุดิบ วางแผนกำลังการผลิตกัน นำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นสินค้า แล้วก็จัดส่งไปให้ลูกค้า

ทีนี้ลองมองใหม่ … ผมสมมติว่าลูกค้าปัจจุบันรายหนึ่ง ได้ส่งภาพวาดของสินค้าใหม่ของเขามาให้ฝ่ายวิศวกรออกแบบและผลิตให้ (ราคาค่อยว่ากันทีหลัง) เราลองมาดูซิครับว่า ข้อมูลมันจะไปไหลไปอย่างไร

Continue reading
Rate this blog entry:
254 Hits
0 Comments

ยืดหัวท้าย ด้วย SCM

เรื่องที่ผมจะคุยต่อไปนี้ ผมจะคุยตามภาษาของผมนะครับ เพื่อขยายความ SCM ที่ใช้ใน ERP รุ่นแรกออกไปให้กว้างมากขึ้นเท่านั้น … อย่านำเอาไปเทียบกับเรื่องการจัดการโซ่อุปทานตามหลักการทางวิชาการนะครับ … เดี๋ยวมันจะยุ่ง …

คำว่า “Supply” ถ้าเราหมายถึง “การจัด (หามา) ให้” แล้ว เราจะเห็นว่า มันมีการ Supply กันเป็นช่วง ๆ กันไปตามกระบวนการที่เรากำหนดขึ้นมา เช่น กระบวนการด้านหน้า (Process A) ก็จะเป็นผู้จัดหา (Supply) อินพุตมาให้กระบวนการด้านหลัง (Process B) ทำนองเดียวกัน Process B ก็ Supply ให้กับ Process C เป็นแบบนี้ต่อเนื่องกันไป … สิ่งที่ Supply ให้กันและกันนั้น มันอาจจะเป็น ข้อมูล/สารสนเทศ หรือ วัสดุ สิ่งของ (วัตถุดิบ สินค้า เงิน ๆ ทอง ๆ) ก็ได้

เมื่อซัพพลายเออร์ส่งวัสดุมาให้ฝ่ายตรวจรับวัตถุดิบ มันก็กลายเป็นการ Supply อีกแหละครับ แต่คราวนี้เป็นวัสดุ เป็นสิ่งของแล้ว (มันอาจจะมีข้อมูลตามมาด้วย เช่น เอกสาร ใบเรียกเก็บเงิน แต่เราจะโฟกัสอยู่ที่สิ่งของ เพราะมันเป็นตัวหลักที่เราต้องใช้)  เมื่อฝ่ายตรวจรับวัตถุดิบตรวจแล้วก็ Supply วัตถุดิบไปให้คลังสินค้า คลังสินค้าก็ Supply วัตถุดิบไปให้ฝ่ายผลิต

กระบวนการแรกของฝ่ายผลิตก็ทำการแปรสภาพแล้วก็ Supply ให้กระบวนการถัดไป ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนได้สินค้าออกมา แล้วเราก็ Supply ไปให้ผู้กระจายสินค้า ผู้กระจายสินค้าก็ Supply ไปให้ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าปลีกก็ Supply ไปให้ลูกค้า …. ถ้าเรามองแบบนี้มันก็จะเป็นการ Supply วัสดุให้กันไปเรื่อย ๆ จากต้นน้ำ (ซัพพลายเออร์) ไปยังท้ายน้ำ (ลูกค้า) …

Continue reading
Rate this blog entry:
231 Hits
0 Comments

ซอฟต์แวร์ไม่ใช่ผี ...

ที่ผ่านมานั้น ผมจะอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ในเชิงของกระบวนการ (อันประกอบด้วยอนุกรมของกิจกรรมที่ต้องทำ) แล้วก็สรุปออกมาเป็นฟังก์ชัน (หรือ กระบวนการนั้น ๆ มีหน้าที่ทำอะไร) แล้วจึงเอาฟังก์ชันมาเทียบเคียงกับชื่อหรือโมดูลของซอฟต์แวร์

ก็เพราะเราเอาชื่อของกระบวนการไปเรียกเป็นชื่อซอฟต์แวร์นี่แหละครับ ... เรื่องที่ไม่น่าสับสน ก็มีผู้สับสนจนได้ ... และเมื่อมีการพูดคุยกันเพื่อแก้ความสับสน บางครั้งทั้งผู้ตอบและผู้ถามต่างสับสนไปกันใหญ่

ผมเคยถูกนักศึกษาถามว่า ผมใช้ ERP ไหม …

ผมก็ถามย้อนกลับว่า คำถามของคุณหมายถึงอะไร ... ผมใช้โปรแกรม ERP ไหม หรือ ผมเคยทำกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ ERP ไหม …

นักศึกษาก็มองผมอย่างงง ๆ … ผมก็พาลงงตามเขาไปด้วย

Continue reading
Rate this blog entry:
289 Hits
0 Comments

ERP

ถ้าเรากลับมาดูภาพรวมที่ผมเขียนเอาไว้ในบล็อกที่แล้วอีกครั้ง

เราจะเห็นว่า กระบวนการตั้งแต่รับรู้ความต้องการของลูกค้า (Sale Order กับ Forecast) จนถึงส่งสินค้าไปให้ลูกค้านั้น มันเป็นกระบวนการที่เราต้องเข้าไปทำ เข้าไปจัดการ ส่วนจะใช้ซอฟต์แวร์อะไรเข้ามาช่วยก็แล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสมของบริษัทนั้น ๆ

บริษัทเล็ก ๆ ก็อาจจะใช้ Excel บ้าง เขียนโปรแกรมขึ้นมาใช้เองบ้าง บริษัทใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็อาจซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปบางโมดูลเข้ามาใช้งาน เช่น โปรแกรมด้านบัญชี ที่เหลือก็พัฒนาขึ้นมาใช้เอง เพื่อให้เหมาะสมกับกระบวนการของเขา บริษัทที่ใหญ่ขึ้นมาอีก ก็อาจจะซื้อมาทั้งชุด … อันนี้ก็ว่ากันไปตามความเหมาะสม

จากรูปที่แสดงเอาไว้ข้างต้น ถ้าเราแบ่งกระบวนการออกเป็นส่วน ๆ เพื่อดูว่าแต่ละส่วนจะไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดบ้าง เราจะแบ่งได้เป็นสี่กลุ่มดังนี้

Continue reading
Rate this blog entry:
205 Hits
0 Comments

สรุปภาพรวม

เรามาสรุปกันหน่อยดีไหมครับ …

เมื่อฝ่ายขายได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามา เขาก็เปิดคำสั่งขาย (Sale Order, SO … ตามกรอบสีน้ำเงินด้านซ้ายมือ) และบันทึกเอาไว้ใน MDS (Master Delivery Schedule)

ทำนองเดียวกัน ผลที่ได้จากการพยากรณ์ยอดขาย (Sale Forecast … ตามกรอบสีน้ำเงินด้านบน ซ้ายมือ) ก็เอามารวมเข้าไว้ใน MDS ด้วย เพื่อบันทึกว่า จะขายสินค้าอะไร ให้ลูกค้ารายใด จำนวนเท่าใด และต้องจัดส่งออกจากโรงงานเราเมื่อใด

ต่อมาก็จะมีการทำ Sale and Operation Planning (S&OP) ไปพร้อม ๆ กับการวางแผนทรัพยากร (Resources Planning) เพื่อปรับข้อมูลใน MDS ให้เหมาะกับทรัพยากรที่เรามี โดยทั่วไปจะพิจารณาในรูปของการประมาณการออกมาเป็นตัวเงิน … ผมสมมติเป็นตัวอย่างได้ดังรูปด้านล่าง ซึ่งจะเห็นว่า Aggregate Plan จะมองกลุ่มสินค้า (Product Family) เป็นรูปตัวเงินที่เราต้องผลิตแต่ละเดือน

Continue reading
Rate this blog entry:
193 Hits
0 Comments

Manufacturing (6) (MRP II (2))

เรามาคุยกันต่อจากบล็อกที่แล้วนะครับ … ผลจาก MPS มันก็ส่งต่อไปยัง MRP เพื่อวางแผนจัดซื้อวัสดุ (วัตถุดิบ/อุปกรณ์) เข้ามา … ทางฝั่งโรงงานต้องมองลึกลงไปในระดับการนำวัตถุดิบมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างส่วนประกอบย่อยขึ้นมาเพื่อประกอบขึ้นมาเป็นตัวสินค้า คราวนี้มันจะมองแบบหยาบ ๆ เพียงแค่เครื่องมือ/เครื่องจักรที่สำคัญ ๆ ไม่ได้แล้ว … มันต้องมองทุกงานที่จะต้องทำ ต้องคำนวณขึ้นมา ต้องตรวจสอบสิ่งที่เรามีว่ามันพอเพียงหรือไม่ … เรียกแผนนี้ว่า แผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirements Plan, CRP) ซึ่งก็คือแผนที่สามนะครับ ซึ่งมันจะต้องสอดรับกับแผนของ MRP ดังรูปด้านล่าง

3) การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirements Planning) มันจะเป็นการคำนวณหาทรัพยากร แรงงาน และเครื่องจักรที่จำเป็นต้องใช้ว่า เพียงพอต่อการผลิตสินค้าและวัตถุดิบที่ระบุไว้ในตารางการผลิตหลักและแผนความต้องการวัสดุหรือไม่ … สังเกตนะครับ มันมีทั้งการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นชิ้นส่วนที่เหมาะสมต่อการใช้งาน แล้วการนำมาประกอบกันเพื่อให้เป็นสินค้า มันจึงมองไปทุกจุดทำงาน (All Work Center) … ดังนั้น การวางแผนกำลังการผลิตในขั้นตอนนี้จะพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดมากกว่าตอนทำ RCCP

เมื่อ MRP สั่งให้ซื้อวัตถุดิบเข้ามา เราก็จะรู้แล้วละครับว่า มันจะเข้ามาวันไหน … โดยนัยนี้ก็จะกำหนดได้แล้วว่า วัตถุดิบเหล่านี้จะส่งเข้าไปในพื้นที่การผลิตวันไหน หรือ พูดในทางกลับกัน ก็จะสามารถกำหนดตารางการผลิตในพื้นที่การผลิตได้ว่า วันไหน เวลาไหนจะต้องผลิตชิ้นส่วนประกอบย่อยอะไร … มันก็จะกลายเป็น Shop Floor Schedule หรือ บางคนก็เรียกว่า Production Schedule หรือ การกำหนดตารางการผลิต (ในพื้นที่การผลิต)

Continue reading
Rate this blog entry:
348 Hits
0 Comments

Manufacturing (5) (MRP II (1))

ในช่วงกระบวนการวางแผนการผลิตนั้น จะมีเรื่องอยู่สองเรื่องที่เป็นข้อจำกัด คือ เรื่องวัตถุดิบ กับ กำลังการผลิต … ถ้าเราตัดเรื่องการจัดซื้อ/จัดหาอันเป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดซื้อออกไปก่อน โดยมามองแค่การวางแผนแล้ว เราจะเห็นว่า การวางแผนความต้องการวัตถุดิบจะทำได้ไว เพราะมีโปรแกรม MRP ช่วย และความต้องการนั้นจะคงที่ตามที่กำหนดไว้ใน BOM หักออกจาก Inventory ที่มีอยู่ในมือ โดยมีเป้าหมายก็เพื่อทำให้ต้นทุนและสต็อกที่มีต่ำที่สุด … แต่เรื่องการผลิตนั้นปล่อยไปตามเรื่องของฝ่ายผลิต

ประเด็นหนึ่งก็คือกำลังการผลิตนั้นมันไม่คงที่นิ่ง ๆ เหมือนวัตถุดิบ (ผมหมายถึง เป็นตัวเลขนิ่ง ๆ ตายตัว) มันมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะมันไปเกี่ยวข้องกับ ความพร้อม การมีให้ใช้และประสิทธิภาพของเครื่องจักร จำนวนพนักงานที่มีให้ใช้ในเวลาหนึ่ง ๆ กระบวนการผลิตที่แตกต่างกันไป สั้นบ้าง ยาวบ้าง ง่ายบ้าง ซับซ้อนบ้าง การเซ็ตอัพเครื่องจักร การเคลื่อนย้ายชิ้นงาน … โอ้ย สารพัดที่จะเกิดขึ้น … ดังนั้น การที่จะบอกว่า ณ. ตอนนี้ (ตอนที่ประชุม S&OP) กำลังการผลิตเป็นอย่างไร มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

มองอีกมุมหนึ่ง การที่จะปล่อยให้มันดำเนินไปตามเรื่องตามราวนั้น เราควรจะวางแผนกำลังการผลิตแล้วควบคุมให้มันเป็นไปตามแผนจะดีกว่าไหม

ดังนั้น ในอดีตจึงมีระบบ MRP II (Manufacturing Resource Planning) เพื่อช่วยในการจัดการเรื่องกำลังการผลิต (Capacity Management) (โดยรวมเอา MPS, MRP เข้าไว้ในตัวมันด้วย) โดยแบ่งระดับการจัดการออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน ผมจะเล่าให้ฟังไปทีละระดับนะครับ

Continue reading
Rate this blog entry:
188 Hits
0 Comments

Manufacturing Side (4) (S&OP)

แถว ๆ ปี 1960 – 1970 หลาย ๆ องค์กรก็คาดหวังว่า เมื่อนำ MRP เข้ามาใช้งานแล้วปัญหาเรื่องการจัดการกับวัสดุก็น่าจะหมดไป โรงงานก็น่าจะวิ่งฉิวปลิวลม เพราะ MRP สามารถช่วยคำนวณความต้องการในการจัดซื้อและความต้องการใช้วัตถุดิบเพื่อการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะปรับจะเปลี่ยนความต้องการเมื่อใด คอมพิวเตอร์ก็คำนวณปรื๊ด ๆ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ... และโดยพลังการคำนวณของเครื่องคอมพิวเตอร์มันก็เป็นจริงตามนั้นเสียด้วย

ต่อมาพวกเขาพบว่า การปรับเปลี่ยนแผนโดยอาศัยการคำนวณของคอมพิวเตอร์มันทำได้เร็วก็จริง แต่มันไม่สอดรับกับความสามารถของสายการผลิตที่ทำได้จริง … หมายความว่า คอมพิวเตอร์มันบอกได้ว่า วัตถุดิบจะเข้ามาเมื่อใด แผนการผลิตจะต้องปรับให้สอดรับกับการเข้ามาของวัตถุดิบอย่างไร ... แต่สายการผลิตมันไม่มีศักยภาพที่จะปรับตัวตามได้เร็วขนาดนั้น

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือ ทุก ๆ โรงงานย่อมมีขีดจำกัดทางด้านทรัพยากรอยู่เสมอ (เช่น คนมีจำกัด สายการผลิตมีจำกัด เครื่องมือ/เครื่องจักรมีจำกัด เงินสดหมุนเวียนมีจำกัด) คงไม่มีโรงงานใดมีทรัพยากรให้ใช้อย่างเหลือเฟือ ดังนั้นการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้มาใช้งาน ย่อมต้องมีการแผนเอาไว้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วเพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล การที่จะมาปรับแผนการใช้ทรัพยากรกลับไปกลับมาตามที่คอมพิวเตอร์คำนวณได้ มันก็เละละครับ

สมมติเอาว่า เดือนนี้ผมวางแผนการผลิตสินค้าเอาไว้แล้วว่า วันไหน สัปดาห์ไหน จะผลิตสินค้าอะไรให้ใคร จำนวนเท่าใด … ทีนี้สมมติว่ามีวัตถุดิบรายการหนึ่งเกิดความล่าช้าไปจากเดิมสัก 7 วัน เมื่อเราดูตามตัวเลขแล้ว เราก็เห็นว่าเราต้องเลื่อนวันผลิตสินค้านี้ออกจากเดิมไป 7 วัน เราก็ขีดลงในปฏิทินว่า งั้นเราจะผลิตวันนี้ก็แล้วกัน … อันนี้มันทำง่ายครับ … แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ณ. วันนั้น สายการผลิตอาจจะถูกวางแผนให้ผลิตสินค้าอื่นอยู่แล้ว มันจึงไม่มีทรัพยากรเพียงพอให้ใช้งาน … ดังนั้นเมื่อวันนั้นมาถึง มันก็เละตุ้มเปะซีครับ … จะทำอย่างไรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายรู้เรื่องกำลังการผลิตด้วยว่า ตอนนี้เรามีอยู่ในมือเท่าใด ใช้ไปเท่าใดแล้ว ยังเหลือเท่าใด เพื่อให้การวางแผนต่าง ๆ สอดรับกันไป

หลักการง่าย ๆ ก็คือ นำผู้เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น ฝ่ายขายและการตลาด ฝ่ายพัฒนาสินค้า ฝ่ายวางแผน ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายการเงิน มานั่งคุยพร้อม ๆ กัน … กลุ่มหนึ่งจะรู้ตัวเลขอันเป็นความต้องการของลูกค้า (Demand Plan) ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด (Need) อีกกลุ่มหนึ่งจะรู้ตัวเลขของความสามารถของการผลิต (Productive Capability) ว่า เขาสามารถผลิตสินค้าอะไรได้บ้าง จำนวนเท่าใด (Make) … จับตัวเลขทั้งสองนี้มาเปรียบเทียบกัน (Reconcile) แล้วปรับตัวเลขของทั้งสองฝ่ายให้สอดรับกัน (ลูกค้าได้สินค้าตามต้องการ ฝ่ายผลิตก็ผลิตได้จริง … หรือ พูดง่าย ๆ ว่า ทำให้ Need ของลูกค้า กับ Make ของเรา สมดุลกัน) … เราก็จะได้แผนการผลิตเบื้องต้นออกมา เรียกว่า Priliminary Production Plan

Continue reading
Rate this blog entry:
204 Hits
0 Comments