MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

เกวียนหัก

ผมจำไม่ได้ว่าผมอ่านเรื่องนี้มาจากหนังสือเล่มไหน แต่เขายกตัวอย่างเกวียนที่บรรทุกของมาเปรียบเทียบกับลูกน้องของหัวหน้างานเอาไว้น่าฟังทีเดียว

เจ้าของเกวียนรายหนึ่งได้ใช้เกวียนบรรทุกสินค้าเดินทางไกลไปค้าขาย พอเดินทางไปสักพัก ล้อเกวียนด้านหนึ่งก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขึ้นมา

เจ้าของเกวียนก็หยุดเกวียนไปมองดูล้อเกวียนข้างนั้น … เอ สงสัยล้อจะฟืด คงต้องยอดน้ำมันหล่อลื่นกันหน่อย … แล้วเขาก็หยอดน้ำมันล้อที่มีเสียงดังด้านเดียว … จากนั้นก็ขับเกวียนไปต่อ … อืม เสียงมันก็เงียบไป

ครั้นเดินทางต่อไปได้อีกหน่อย … ล้อเกวียนข้างเดิมก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีก เจ้าของก็คิดว่า … เอ น้ำมันก็หยอดแล้ว มันยังดังอีก สงสัยว่าน้ำหนักบรรทุกทางล้อด้านนี้คงมากไป

Continue reading
  75 Hits
  2 Comments
Recent Comments
ผศ.ดร.พนม เพชรจตุพร
ก็ขอขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ก็ต้องถือว่าเป็นกำลังใจให้ผมอยู่เหมือนกัน ดังนั้น ก็ถือได้ว่า เราต่างคนต่างเป็นกำลังใจให้กันและกันนะครับ ... Read More
Monday, 18 June 2018 04:59
75 Hits
2 Comments

เราพัฒนาสมรรถนะหรือแค่ฝึกอบรม

ทุกวันนี้เรามักจะพบว่า เมื่อเรารับพนักงานใหม่เข้ามา เราก็ส่งเขาเข้าปฐมนิเทศ ซึ่งจะเป็นไปในเชิงให้พนักงานรู้จักโครงสร้างองค์กร รู้จักงาน สิ่งอำนวยความสะดวก และกฎระเบียบต่าง ๆ

จากนั้น เราก็นำสอนเขารู้จักระบบและกระบวนการต่าง ๆ และวิธีการทำงานของงานที่เขาต้องทำ (ซึ่งเป็นการให้ความรู้ว่าเขาต้องทำงานอย่างไร ผลงานควรจะเป็นอย่างไร)

ผมอยากจะถามสักคำถามหนึ่ง คือ ทุกวันนี้เราทำการพัฒนาสมรรถนะ (อันประกอบด้วย K+S+A) ให้กับพนักงาน หรือ เพียงแค่ทำการฝึกอบรมเพื่อให้รู้ (เพียงแค่ตัว K) เท่านั้น

ถ้าคำตอบเป็นข้อหลัง … ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ตัว S กับ ตัว A (หรือ Soft Skills) มันจะลดน้อยถอยลงไม่ใช่หรือครับ

Continue reading
  132 Hits
  0 Comments
132 Hits
0 Comments

การถอดแบบ (Clone) คนที่ทำงานดี

พวกเราเคยสังเกตเรื่องนี้ไหมครับ ... เราเห็นพนักงานที่เข้ามาทำงานในองค์กรในเวลาใกล้เคียงกัน ระดับการศึกษาก็พอ ๆ กัน ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน การงานก็ให้ทำเหมือน ๆ กัน การฝึกอบรมก็ไม่แตกต่างกัน พอเวลาผ่านไปสักปีสองปี เรามักจะเห็นว่ามันมีผลงานที่ได้แตกต่างกัน

ถ้าสังเกตต่อไปอีก ... พวกเราจะเห็นว่า หัวหน้างานหรือผู้จัดการส่วนมากมักจะโฟกัสไปที่ความรู้ โดยคิดเอาว่า คนที่ผลงานด้อยกว่านั้น น่าจะมีความรู้ไม่เพียงพอ ก็จะส่งไปอบรมบ้าง ส่งไปเทรนบ้าง …

ตัวอย่างเช่น หัวหน้างานสังเกตเห็นว่า เวลาให้คุณ ก ไปติดต่องานกับแผนกอื่น ๆ มักจะมีปัญหาทุกที แต่เมื่อให้คุณ ข ไปทำบ้าง มันไหลราบรื่น ... หัวหน้างานก็สรุปเอาเองว่า คุณ ก น่าจะมีปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสารแล้ว ... เจ้านายก็เลยส่งคุณ ก ไปเข้าคอร์สการอบรมเรื่อง การสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล ... หลังจากอบรมกลับมาแล้ว ผลงานที่ได้จากคุณ ก ก็ยังเป็นเช่นเดิม ... คราวนี้หัวหน้าชักจะกลุ้มใจแล้ว

แต่ถ้าหัวหน้าท่านนี้เข้าใจว่า การติดต่อประสานงานนั้น มันไม่ใช่สมรรถนะในหมวดความความรู้ แต่มันไปอยู่ในหมวดของ Skill (หรือ Ability) ... เขาก็จะไม่แปลกใจเลยว่า ต่อให้ส่งไปเข้าคอร์สเพื่อให้ "ความรู้" เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารอีกครั้ง มันก็ยังได้ผลเหมือนเดิม

เวลาผมอ่านข้อความในประกาศรับสมัครงาน ผมจะพบเห็นว่า เขาใช้ประโยคว่า "มีทักษะในการสื่อสารในระดับยอด " หรือ "มีความสามารถ (Ability) ในการสื่อสารในระดับเยี่ยม" ... ผมไม่เห็นมีใครเขียนว่า "มีความรู้เรื่องการสื่อสารอย่างยอดเยี่ยม" เลย ... พวกเราเคยสังเกตกันบ้างไหมครับ 

Continue reading
  60 Hits
  0 Comments
60 Hits
0 Comments

Hard Skills กับ Soft Skills

สักสองสามเดือนมานี้ มีหนังสือประเภทพ็อกเก็ตบุคเกี่ยวกับ Robot และ AI ออกมาให้อ่านกันหลายเล่ม แต่ละเล่มก็มีมุมมองแตกต่างกันออกไป

บางเล่มก็บอกว่า งานที่ทำเป็นประจำ (Routine) จะมีการนำ Robot มาใช้มากขึ้น และงานที่ใช้ความรู้เฉพาะด้านที่ต้องการความเชียวชาญสูง ก็จะมีการทำ AI เข้ามาใช้งาน ดังนั้น ผู้คนก็จะว่างงาน

แต่บางเล่มก็บอกว่า มนุษย์นั้นย่อมมีการปรับตัวก็ย่อมพัฒนาตนเองไปสู่อาชีพใหม่ ๆ ได้ นอกจากนั้นงาน ๆ หนึ่งที่นำพวก Robot หรือ AI เข้ามาใช้งาน ก็อาจสร้างงานใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้

มีเล่มหนึ่งเขียนเอาไว้น่าสนใจ เขาบอกว่า Robot (หรือ AI) นั้น สามารถนำมาทดแทน Hard Skills ได้ง่าย ส่วน Soft Skills (เช่น เรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์) นั้น มันอาจจะยากอยู่สักหน่อย … นอกจากนั้นเขาก็ยกข้อมูลการสำรวจจากบริษัทต่าง ๆ ในต่างประเทศขึ้นมาและบอกว่า องค์กรเหล่านั้นต้องการพนักงานที่มี Soft Skills ทัดเทียมกับ Hard Skills หรือ มากกว่าด้วยซ้ำไป

ตัวผมเองก็ได้ดูผลจากแบบสำรวจที่ทางสถานศึกษาส่งออกไปยังองค์กรที่มีนักศึกษาที่เรียนจบออกไปทำงานอยู่ มี Comment มากกว่าครึ่งที่ต้องการให้พัฒนาทางด้าน Soft Skills ให้กับนักศึกษาให้มากขึ้น

Continue reading
  106 Hits
  0 Comments
106 Hits
0 Comments

กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องการจัดการ

ไหน ๆ ก็พูดเรื่องสมรรถนะหรือขีดความสามารถกันมาหลายบล็อกแล้ว ก็ขอพูดให้ครบก็แล้วกัน …

ถ้าเราสังเกตรูปตัวแบบด้านล่าง เราจะเห็นด้านบนซ้ายเขียนเอาไว้ว่า “Management Competencies” หรือ กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับการจัดการ … ก็หมายความว่า ตำแหน่งใด ๆ ก็ตามที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการก็ควรจะมีสมรรถนะในกลุ่มนี้

สมรรถนะในกลุ่มนี้ก็ประกอบด้วย การจัดหาคนที่เหมาะสมเข้ามาทำงาน (Staffing) การจัดเตรียม/แจ้งข่าวสารให้ผู้เกี่ยวข้อง (Informing) การมอบหมายงาน (Delegating) การสร้างเครือข่าย (ทำความรู้จักผู้คน) (Networking) การเฝ้าดูงาน (Monitoring) ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) การให้การสนับสนุนฝ่ายต่าง ๆ (Support Others) การสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจ (Motivating & Inspiring) การวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติตามแผน (Strategic Planning/Action) การประเมินและการจัดทำงบประมาณ (Preparing & Evaluating Budgets) การกำหนดวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่ (ของตำแหน่งงาน) ให้ชัดเจน (Clearifying Roles & Objectives) การสร้างทีมและจัดการข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น (Managing Conflict & Team Building) การพัฒนาวิสัยทัศน์ขององค์กร (Developing an Organizational Vision) และ การเฝ้าดูและการควบคุมการใช้ทรัพยากร (Monitoring and Controlling Resources)

ดู ๆ แล้วมันก็หลายตัวอยู่ … แต่สมรรถนะหรือการมีขีดความสามารถเหล่านี้ ก็เป็นไปเพื่อให้ผู้จัดการสามารถทำฟังก์ชันการบริหาร (เช่น POSDC) ได้สำเร็จนั่นเอง … ดังนั้นก็อย่ามัวแต่ไปพัฒนาคนอื่นให้เขามีสมรรถนะจนลืมพัฒนาสมรรถนะขึ้นมาในตำแหน่งของตัวด้วยนะครับ

Continue reading
  74 Hits
  0 Comments
74 Hits
0 Comments

กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคเฉพาะด้าน

สมรรถนะอีกกลุ่มหนึ่งที่เหนือขึ้นไป ก็จะเป็นกลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับงานที่เราต้องเข้าไปทำในแผนก ในฝ่ายนั้น ๆ เช่น ถ้าผมทำงานในโรงงานผมก็ต้องมีกลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคนิคทั่วไป (Industrial – Wide Technical Compitencies) ก่อน เช่น สมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการผลิต การผลิต ระบบคุณภาพ เป็นต้น

และถ้าผมต้องทำงานในแผนก IT มันก็จะเป็นสมรรถนะในกลุ่มของ IT ต้องมี หรือ ถ้าเราไปทำงานในแผนกการเงิน มันก็จะเป็นสมรรถนะที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เราจึงเรียกสมมรรถนะในกลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคเฉพาะด้าน (Industrial – Sector Technical Competencies)

ถ้าพูดให้นึกภาพออกง่าย ๆ ก็คือ ผมเป็นผู้สอน ไม่ว่าผมไปสอนที่สถาบันการศึกษาแห่งใดผมก็ต้องมีสมรรถนะทางด้านการสอน เพราะผมต้องสอนหนังสือ สมรรถนะตัวนี้จะอยู่ในกลุ่ม Industrial – Wide Technical Competency (ซึ่งเป็นขีดความสามารถกว้าง ๆ ที่ต้องใช้ในอุตสาหกรรมการศึกษา) ส่วนเขาจะให้ผมสอนวิชาในสาขาอะไร หรือ วิชาอะไร ผมก็ต้องรู้เกี่ยวกับวิชาในสาขานั้น วิชานั้น สมรรถนะตัวนี้จะอยู่ในกลุ่ม Industrial – Sector Technical Competency (คราวนี้มันจะเป็นขีดความสามารถที่เฉพาะเจาะจงเป็นส่วน ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป)

โดยทั่วไปแล้ว สมรรถนะในกลุ่มนี้ก็พอจะประเมินเอาได้จาก Job Description หรือ งานที่ต้องทำทุก ๆ วันนี่แหละครับ … ผมไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับสมรรถนะในกลุ่มนี้สักเท่าใด เพราะส่วนมากมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราเรียนมานั่นเอง

Continue reading
  68 Hits
  0 Comments
68 Hits
0 Comments

กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคทั่วไป

ถ้าเราแบ่งธุรกิจกว้าง ๆ ออกเป็นสักสองสามกลุ่ม ก็น่าจะได้เป็น ธุรกิจการค้า (เช่น ทำการค้าขายสินค้า) ธุรกิจอุตสาหกรรม (เช่น ทำการผลิตสินค้า) ธุรกิจการให้บริการ (เช่น การรักษาพยาบาล การธนาคาร) ตามตัวอย่างนี้ เมื่อเราเข้าไปทำงานในธุรกิจกลุ่มไหน เราก็ควรจะมีสมรรถนะพื้นฐานในกลุ่มนั้น ๆ เราเรียกสมรรถนะกลุ่มนี้ว่า Industrial – Wide Technical Competencies

ตัวอย่างเช่น ผมต้องไปทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ตัวอย่างของสมรรถนะในกลุ่ม Industrial – Wide Technical Competencies นี้ก็เช่น การออกแบบและพัฒนากระบวนการผลิต การผลิต การติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องมือ/เครื่องจักร โซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ระบบคุณภาพและการประกันคุณภาพ ความปลอดภัยและสุขชีวอนามัย เป็นต้น

หรือ ถ้าผมต้องไปทำงานในองค์กรทางด้าน IT สมรรถนะในกลุ่ม Industrial – Wide Technical Competencies ก็จะเปลี่ยนไปเป็นดังรูปด้านล่าง ซึ่งประกอบด้วย หลักการเบื้องต้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Principle of Information Technology) ฐานข้อมูลและการใช้งาน (Database and Applications) โครงข่าย การสื่อสาร อุปกรณ์ไร้สายและอุปกรณ์เคลื่อนที่    (Network, Telecom, Wireless & Mobility) การพัฒนาซอฟต์แวร์และการจัดการ (Software Development & Management) การให้การสนับสนุนลูกค้าและผู้ใช้งาน (User & Customer Support) สื่อและการสร้างภาพเชิงดิจิทัล (Digital Media & Visualization) ความสอดคล้องกับข้อกำหนดต่าง ๆ (Compliance) การจัดการความเสี่ยง การรับประกันสารสนเทศและความปลอดภัย (Risk Management, Security & Information Assurance) 

Continue reading
  71 Hits
  0 Comments
71 Hits
0 Comments

เรื่องเล่าสู่กันฟัง

การที่ผมทำงานไปด้วย เป็นอาจารย์สอนไปด้วย มันก็ทำให้ผมเห็นและเข้าใจมุมมองเยื้องแย้งกันในเรื่องของสมรรถนะพื้นฐานที่คุยผ่านมาในสามบล็อกที่แล้วอยู่เหมือนกัน ... ผมเลยหยิบมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่องสองเรื่อง

เรื่องแรก เมื่อผมนั่งทำงานอยู่ในบริษัท (หรือ คุยกับคนที่ทำงานในบริษัท) แล้วมองผ่านสายตาของแผนกต่าง ๆ ที่ต้องการพนักงานใหม่เข้ามาร่วมงาน เขาต่างก็คาดหวังว่าฝ่ายสรรหาจะต้องสรรหาคนที่ “เก่งและดี” มาให้เขา เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของ HR ดังนั้น เขาก็แค่ส่งเอกสารประเภท ตำแหน่งงานและจำนวนพนักงานที่ต้องการ พร้อม Job Description (JD), Job Specification (JS) ไปให้ฝ่าย HR เพื่อจัดทำประกาศรับสมัครงาน 

แต่หันมามองผ่านสายตาของ HR บ้าง ก็จะพบว่า ฝ่ายสรรหาเองก็ไม่ได้จบสายนั้นมา (เช่น ตำแน่งงานทางด้านวิศวกรรม) พอมาเจอเอกสารพวก JD, JS ที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงที่เฉพาะด้าน เขาก็ไม่เข้าใจซีครับ ก็ต้องวิ่งไปถามความหมายเอาจากคนที่พอรู้เรื่อง เพื่อจะได้อ่านเรซูเม หรือ จดหมายสมัครงานต่าง ๆ แล้วทำการแยกแยะว่า ผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติตามต้องการบ้าง

เมื่อได้รายชื่อผู้สมัครเข้ามาและทำการคัดแยกตามเอกสารแล้ว ก็มาถึงเรื่องการสัมภาษณ์รอบแรกเพื่อ Screen Out อีกรอบหนึ่ง เนื่องจากไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเฉพาะด้านสักเท่าใด ส่วนมากก็จะเป็นการสัมภาษณ์แบบกว้าง ๆ เพื่อดูทัศนคติอะไรแบบนี้ แล้วก็ส่งคนที่เห็นว่าเหมาะสมไปให้แผนกที่ต้องการ ทำการสัมภาษณ์ต่อไป

Continue reading
  82 Hits
  0 Comments
82 Hits
0 Comments

กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับการทำงาน (ทั่วไป)

กลุ่มสมรรถนะนี้จะเป็น Tier 3 โดยกำหนดชื่อเป็น Workplace Competencies หรือ กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งจะเป็นกลุ่มสมรรถนะที่บุคคลใด ๆ ควรจะมีเมื่อต้องไปทำงาน ซึ่งประกอบด้วย การทำงานเป็นทีม (Teamwork) การเอาใจใส่ลูกค้า (Customer Focus) การวางแผนและการจัดลำดับงาน (Planning & Organizing) การคิดในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การแก้ปัญหา (Problem Solving) การทำงานร่วมกับเครื่องมือและเทคโนโลยี (Working with Tools & Technology) การมีพื้นฐานทางธุรกิจ (Business Fundamentals)  

ลองดูจากรูปอีกคั้งนะครับ ... เราจะเห็นว่า เมื่อผ่าน Tier 1 (เรื่องนิสัยใจคอ) และ Tier 2 (เรื่องพื้นฐานความรู้และความคิด) มาแล้ว ก็จะก้าวเข้าสู่บันไดขั้นที่ 3 หรือ Tier 3 ซึ่งก็คือ ความพร้อมที่จะทำงานในองค์กรใด ๆ ก็ตาม ดังนั้น สมรรถนะในกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีอยู่ในตัวพนักงาน ไม่ว่าจะไปทำงานที่ใดก็ตาม

ตัวแรกก็คือ การทำงานเป็นทีม (Teamwork) เพราะเมื่อเราไปทำงานในสถานที่ประกอบการใด ๆ มันก็ย่อมมีเพื่อนร่วมงาน ต้องทำงานร่วมกันกับคนอื่น ตัวที่สองก็คือ การโฟกัสที่ลูกค้า (Customer Focus) โดยนัยนี้ก็หมายเอาว่า เราต้องสื่อสารกับลูกค้าว่าเพื่อจะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไร เมื่อรู้แล้วก็อาศัยสมรรถนะตัวต่อไป คือการวางแผนและการจัดลำดับงาน มาทำการวางแผนให้บรรลุในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แล้วก็แบ่งย่อยแผนออกมาเป็นกิจกรรมที่ต้องทำก่อนหลัง

เพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เรื่องบางเรื่องก็ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เข้าช่วยบ้าง หรือ การแก้ปัญหา (Problem Solving) เข้าช่วยบ้าง มันก็เลยมีสมรรถนะสองตัวนี้ตามเข้ามาด้วย

Continue reading
  93 Hits
  0 Comments
93 Hits
0 Comments

กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา

บล็อกที่แล้ว ผมนำสมรรถนะในกลุ่มที่เกี่ยวกับความมีประสิทธิผลของคนซึ่งถือว่าเป็นบันไดขั้นแรก หรือ Tier 1 มาเล่าให้ฟังไปแล้ว และจะเห็นว่า สมรรถนะในกลุ่มนี้จะเป็นเรื่องอุปนิสัยใจคอเป็นส่วนมาก 

บล็อกนี้ เรามาดูสมรรถนะในกลุ่มที่ 2 หรือ Tier 2 กัน (มันก็เหมือนกับบันไดขั้นที่ 2 ที่พนักงานต้องเดินขึ้น) สมรรถนะกลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาจากสถานศึกษาทั่วไป เช่น การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) คณิตศาสตร์ (Mathematics) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology) การสื่อสารในเชิงของการฟังและการพูด (Communication - Listening & Speaking) การคิดเชิงวิพากษ์และการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical & Analytical Thinking) ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น (Basic Computer Skills)

สมรรถนะด้านคณิตศาสตร์นั้น มันก็ไม่ได้เอาถึงขนาดต้องดิฟเป็น อินติเกรตเป็น ทำทรานส์ฟอร์ม ทรานส์โพส อะไรขนาดนั้น ก็ขอแค่คณิตศาสตร์ (สถิติ) เบื้องต้น เป็นพื้นฐานเอาไว้ก่อน (ก็ที่เรียนมาในระดับมัธยมนั่นแหละครับ) … แล้วค่อยเพิ่มเติมในส่วนที่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ถ้ามาทางสายคอมพิวเตอร์ ก็ควรมีพื้นฐานเกี่ยวกับเลขฐานต่าง ๆ เป็นต้น

สมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เอาพอรู้หลักการเบื้องต้นเอาไว้ก่อน … แล้วค่อยเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนที่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง

ส่วนทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ผมว่าเด็ก ๆ ในยุคปัจจุบันก็พอใช้ได้กันอยู่แล้ว

Continue reading
  87 Hits
  0 Comments
87 Hits
0 Comments

กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับความมีประสิทธิผลของคน

ตัวแบบ (Model) ในการพัฒนา Competency มีหลายแบบด้วยกัน โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตัวแบบที่พัฒนาเป็นขั้น ๆ (Tier) ไป และผมมักใช้ตัวแบบดังรูปด้านล่าง

เราจะเห็นว่า มันเหมือนปีนบันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ โดย Tier ต่ำสุดก็คือ Personal Effectiveness Competencies หรือ สมรรถนะที่ทำให้คน ๆ หนึ่งมีประสิทธิผล อันถือเป็นระดับพื้นฐาน (Foundation) ซึ่งประกอบด้วย ทักษะทางด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Skills) ความสมบูรณ์พร้อม (Integrity หมายถึง การมีศีลธรรม จรรยาบรรณ ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ อะไรแหละเภทนี้แหละครับ) การเป็นมืออาชีพ (Professionalism) มีความคิดริเริ่ม (Initiative) เชื่อมั่นตนเองและเป็นที่น่าเชื่อถือแก่คนอื่น (Dependability & Reliability) มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ (Adaptability & Flexibility) และ มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

ผมว่า ผู้ที่มีสมรรถนะกลุ่มนี้อยู่ในเขา จะทำงานทำการอะไรก็ประสบความสำเร็จ และจะเห็นว่าสมรรถนะกลุ่มนี้มันถูกสร้างมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคม (หรือ ครอบครัว) เป็นส่วนมาก … มันไม่ได้เกิดจากไปนั่งเข้าคอร์สเรียนเอาหลักการ ได้ใบรับรองมา … แต่มันเกิดขึ้นภายในจิตใจข้างในมากกว่า … ผมเชื่อว่า ถ้าคนเรามีสมรรถนะในกลุ่มนี้ มันน่าจะเป็นฐานในการพัฒนากลุ่มอื่น ๆ ต่อไปได้ง่าย

ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง … สมัยที่ผมยังทำงานอยู่นั้น ผมมีลูกน้องในระดับหัวหน้างานอยู่เกือบ ๆ ยี่สิบคน มีอยู่วันหนึ่งผู้จัดการฝ่ายผลิตมานั่งคุยกับผมว่า เขาไม่ต้องการให้คุณ A (ผมขอใช้ชื่อสมมติก็แล้วกัน) อยู่ในทีม X ผมก็ถามว่า ทำไมหรือ ช่วยบอกเหตุผลหน่อยได้ไหม เขาก็บอกว่า เข้ากับทีมไม่ได้ (ทีม ๆ หนึ่งจะประกอบไปด้วยคนจากหลายแผนก) ... พูดกันตรง ๆ ก็คือ "ทีมไม่เอา" ว่างั้นเถอะ

Continue reading
  105 Hits
  0 Comments
105 Hits
0 Comments

Competency

Competency หรือ ขีดความสามารถ หรือ สมรรถนะ ถ้าให้ความหมายง่าย ๆ ในสไตล์ผมก็คือ สิ่งที่บุคคลต้องมีเพื่อให้เขาสามารถทำงานในตำแหน่งงานที่เขาทำอยู่ได้สำเร็จลุล่วงไป

ลองนึกถึงตำแหน่งงาน “พนักงานขับรถ” ดูก็ได้ … พอเราอ่านปั๊บ เราก็อาจจะมองเอาว่า ถ้ามีขีดความสามารถในการขับรถได้ ก็น่าจะ OK แล้วกระมัง

ผมว่าลองนึกเพิ่มอีกหน่อยก็ดีนะ สมมติว่าเราไปนั่งรถที่พนักงานขับรถคนหนึ่งขับอยู่ แล้วเห็นว่าพนักงานคนนี้ขับรถด้วยความเร็วสูง ปาดซ้าย ปาดขวา จะเบรกแต่ละทีหัวทิ่มหัวตำ เวลาออกตัวก็เร่งซะยังก็แข่งในสนามแข่ง ขับไปด่าไป บ่นไป กฎหมายจราจรก็ไม่สนใจ … ขับรถได้แบบนี้จะ OK ไหมครับ คุณจะนั่งไปกับเขาไหมครับ

คราวนี้ เราคงอยากเพิ่มบางเรื่องเข้าไปใช่ไหมครับ … ขับรถเป็น เคารพกฎจราจร ขับรถสุภาพ มีวินัย พูดจาสุภาพ ใจเย็น เห็นใจผู้อื่น … ผมว่าเราคงเพิ่มเข้าไปอีกหลายตัวทีเดียว

ตามตัวอย่างที่ผมยกมานั้น จะเห็นว่า ขีดความสามารถในการที่จะทำงานในตำแหน่งหนึ่ง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่มันมีหลายตัวประกอบกัน … บางตัวก็เป็นความรู้ (Knowledge) เช่น กฎจราจร บางตัวก็เป็นทักษะ (Skill) หรือ ความชำนาญ หรือ ประสบการณ์ เช่น การขับรถ บางตัวก็เป็นเรื่องของใจ (Attribute) เช่น ความสุภาพ ความมีน้ำใจให้แก่เพื่อนร่วมทาง

Continue reading
  103 Hits
  0 Comments
103 Hits
0 Comments

เรื่องเล่าสู่กันฟัง

บล็อกที่แล้ว ผมได้คุยเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือด้านการจัดการไปแล้ว … ผมมีเรื่องเล่าเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในการใช้เครื่องมือสักเรื่องสองเรื่องครับ

เรื่องแรกก็เป็นเรื่องที่เจ้านายฝรั่งเขาเล่าให้ผมฟังหลังจากทำการสัมภาษณ์เพื่อรับผมเข้าทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว … ก็ถือเป็นการคุยกันหลังสัมภาษณ์งานว่างั้นเถอะ ... ผมขอตัดเรื่องการคุยกันกว่าชั่วโมงออกไปเพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ ในที่สุดท่านก็เอ่งปากว่า ท่านรับผมเข้าทำงานในองค์กรของท่านก็แล้วกัน

ผมก็ถามท่านว่า จะรังเกียจหรือไม่ถ้าผมจะถามเหตุผลว่า ท่านเห็นความเหมาะสมอย่างไรถึงรับผมเข้าทำงาน

ท่านบอกว่า "ได้" … แล้วกล่าวว่า ท่านมีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ คือ "ข้อแรก ยูทำงานทางสายเทคนิคมาตลอด ไอจึงมั่นใจว่ายูสามารถทำงานให้องค์กรของไอได้อย่างแน่นอน ข้อสอง ภาษาอังกฤษของยูก็พอไปไหว เพราะสามารถคุยเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจให้ไอเข้าใจได้ ข้อที่สาม เพราะยูแก่ …

กรี๊ดซิครับ ... แหม มาว่าผมแก่ตอนนั้นน่าจะแถว ๆ สี่สิบต้น ๆ เอง เป็นหนุ่มใหญ่ต่างหาก ... ผมก็หลุดอุทาน “ว็อต (What?)” ออกไปซีครับ

Continue reading
  149 Hits
  0 Comments
149 Hits
0 Comments

กล่องเครื่องมือด้านการจัดการ (Management Toolbox)

ลองนึกภาพดูครับว่า เวลาเราจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งนั้น เราคงต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ก่อน แล้วเราต้องรู้ว่าเราจะจัดการ (เช่น วางแผน แยกย่อยออกมาเป็นกิจกรรมที่ต้องทำ หาลูกมือมาช่วย สั่งการให้เขาทำ ควบคุมให้เป็นไปตามแผน) อย่างไรแล้ว … แล้วเราควรจะรู้ต่อไปว่า เราต้องการ "เครื่องมือ (Tools)" อะไรมาช่วยเพื่อให้ทำสิ่งเหล่าได้ง่ายขึ้น

แต่พอเรานึกถึง “เครื่องมือ” เราก็มักนึกถึงอุปกรณ์ทางด้านฮาร์ดแวร์ที่จับต้องได้ เช่น มีด สว่านไฟฟ้า คีม อะไรพวกนี้ … แต่สิ่งที่ผมจะยกขึ้นมาคุยในบล็อกนี้ มันเป็นเครื่องมือที่จับต้องไม่ได้ เพราะมันเป็นแนวทาง หรือ หลักการ หรือ กรอบการทำงานบางอย่าง ที่เรานำมาช่วยในเรื่องการจัดการได้ … ถ้าจะยกตัวอย่างเพื่อให้พอนึกภาพออก ก็เช่น การจัดการคุณภาพโดยรวม (TQM), การจัดการความรู้ (KM) การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) เป็นต้น เรามักเรียกกันว่า เครื่องมือด้านการจัดการ หรือ Management Tools

ในบล็อกที่ผ่านมา ผมเล่าให้ฟังว่า หน้าที่หรือฟังก์ชันของผู้จัดการก็คือ POSDC แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การเราจะทำฟังก์ชันนี้ได้สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เราควรจะมีเครื่องมือมาช่วยใช่ไหมครับ …

เครื่องมือเหล่านี้ ก็มีตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ เช่น การระดมความคิด กราฟที่ใช้เฉพาะเรื่อง หรือ เครื่องมือใหญ่ ๆ เช่น TQM ซึ่งนำมาใช้ทั่วทั้งองค์กร … เครื่องมือบางตัว ออกมาแล้วก็เงียบ ๆ หายไป (อาจจะตกยุคสมัย หรือ เสื่อมความนิยมลงไป หรือ ใช้แล้วไม่ได้ผลตามต้องการ) แต่บางตัวก็ยังอยู่ยั่งยืนยงมาเป็นสิบปี

ทีนี้ถ้าจะให้มานั่งจัดทำรายการเครื่องมือทางด้านการจัดการขึ้นมา มันก็คงมีเยอะแยะไปหมด จนไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตัวไหนดี ผมว่าเราหากรอบตั้งต้นขึ้นมาเป็นกรอบหนึ่งก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายออกไปจะดีกว่านะครับ 

Continue reading
  117 Hits
  0 Comments
117 Hits
0 Comments

จัดการคน จัดการงาน

ที่ผ่านมานั้น ผมได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องฟังก์ชัน หรือ หน้าที่ที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการ ต้องทำ ซึ่งมีผู้รู้กล่าวเอาไว้หลายตัวแบบด้วยกัน เช่น POCCC, POSDC (ซึ่งต่อมาตัวแบบ POSDC นี้ ก็มีคนย่อมาเป็น POLC หรือ Planning, Organizing, Leading (การนำ) และ Controlling) และ POSDCorB 

สมมติว่า ผมเอาตัวแบบ POSDC มาใช้งาน ก็กล่าวเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า เมื่อผู้จัดการกำหนดเป้าหมาย (Goal) และวัตถุประสงค์ (Objective) ของเรื่องที่ต้องทำขึ้นมาแล้ว เขาก็ต้องทำการวางแผน (Planning, P) เพื่อนำพาให้องค์กรบรรลุเป้าหมายนั้น จากนั้นก็ทำการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องทำ (Organizing, O) แล้วก็หาคนเข้ามาทำงาน (Staffing, S) จากนั้นก็สั่งการ (หรืออำนวยการ) (Directing, D) เพื่อให้พนักงานทำงานประสานกัน แล้วก็ควบคุมให้เป็นไปตามแผน (Controlling, C) ... ถ้าผลลัพธ์ (Results) ออกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ ก็ถือว่า องค์กรบรรลุเป้าหมายตามต้องการแล้ว ... ก็เป็นไปตามรูปที่แสดงเอาไว้ด้านล่าง

ถ้าถามว่า เอาตัวแบบนี้ไปทำอะไร ก็อาจกล่าวกว้าง ๆ ได้ว่า ผู้บริหาร หรือ ผู้จัดการ ทั้งหลาย จะใช้ตัวแบบเหล่านี้ไป “จัดการคน” กับ “จัดการงาน” นั่นเอง ... ผมลองเขียนเล่น ๆ ออกมาดังรูปด้านล่าง โดยใช้วงกลมแทนเรื่องที่เขาต้องทำตามปกติในชีวิตประจำวัน 

Continue reading
  241 Hits
  0 Comments
241 Hits
0 Comments

บังคับ (และ) บัญชา

เวลาผมได้ยินคำว่า "บังคับบัญชา (Command and Control)" ทีไร ก็ทำให้ผมนึกถึงตัวแบบของฟังก์ชันการจัดการอีกเหมือนกัน

ถ้าเราถอยกลับไปในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 เฮนรี ฟาโยล (Henri Fayol) ได้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้จัดการหรือผู้บริหารทุกคนต้องทํากิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการอยู่ 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์กร (Organizing) การสั่งการ (Commanding) การประสานงาน (Coordinating) และการควบคุม (Controlling) … พอเราเอาอักษรตัวหน้ามาเรียงกัน ก็สามารถเขียนย่อว่า POCCC

ต่อมาในช่วงกลางปี 1950 นักวิชาการจาก UCLA ได้ปรับปรุงมาให้กลายเป็น การวางแผน (Planning) การจัดองค์กร(Organizing) การจัดคนเข้าทำงาน (Staffing) การสั่งการ (Directing) และการควบคุม (Controlling) (ก็เขียนย่อว่า POSDC) ซึ่งตัวแบบนี้นิยมใช้เป็นกรอบในการเขียนตําราหรืออ้างอิงมานานจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้

ที่ผมสนใจคืออักษรสองตัวหลังของ POSDC ซึ่งก็คือ DC หรือ Directing กับ Controlling หรือ การสั่งการ กับ การควบคุม ... สองตัวนี้ ผมว่ามันคล้าย ๆ กับ การบังคับบัญชา อยู่นะครับ … บังคับก็คือการควบคุมให้เป็นไปตามต้องการ ส่วนบัญชาก็คือการสั่งการนั่นเอง

Continue reading
  192 Hits
  0 Comments
192 Hits
0 Comments

ความสูญเปล่าประการที่ 8

ถ้าใครทำงานในโรงงาน หรือ ทำกิจการที่มุ่งเน้นเรื่องต้นทุนต่ำแล้ว ก็คงต้องรู้จักหรือเคยได้ยินเรื่องความสูญเปล่า (Waste) 7 ประการกันมาบ้าง ความสูญเปล่านี้คิดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งใดที่ทำแล้ว ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มใด ๆ ขึ้นมา บางคนว่ากันตรง ๆ เลยก็คือ การกระทำใด ๆ ที่เราทำแล้วลูกค้าไม่จ่ายเงิน ... มองอย่างนี้ก็ชัดดีอยู่เหมือนกัน

ความสูญเปล่า 7 ประการ ได้แก่ การเกิดของเสีย การผลิตเกินความต้องการ การมีกระบวนการเกินความจำเป็น การรอคอยงานหรือวัตถุดิบ การเคลื่อนไหวร่างการโดยไม่จำเป็น การเก็บสต็อกมาเกินไป และ การขนส่ง … ความสูญเปล่า 7 ประการนี้ถือเป็นเรื่องมาตรฐานที่รู้กันมานานแล้ว  

ต่อมาได้เพิ่มความสูญเปล่าตัวที่ 8 เข้าไป ก็คือ การใช้คนต่ำกว่าขีดความสามารถของเขา (Under utilize people) อันหมายถึง การที่เราไม่สามารถใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่เขามีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือ ความสูญเสียจากการไม่รับฟังความเห็นและข้อเสนอของคนในองค์กร

ถ้าทำงานในโรงงานและทำเรื่องลีน (Lean) แล้ว เราก็มักจะทำการขจัดความสูญเปล่า 7 ประการแรกในกระบวนการผลิตเป็นหลัก โดยอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ผังสายธารคุณค่า (Value Stream Mapping, VSM) ไคเซ็น (Kaizen) เข้ามาช่วย ต่อมาก็นำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานบ้าง เช่น Lean Office หรือ ใช้กับ Supply Chain ก็ Lean Supply Chain เป็นต้น … ว่ากันง่าย ๆ ก็คือ จะลดความสูญเปล่า 7 ประการที่กระบวนการใด ก็ใส่เรื่องลีนเข้าไปที่นั่น (เรื่องลีนมันมีกรอบที่ใหญ่กว่าแค่ทำการลดความสูญเปล่านะครับ)

แต่ความสูญเปล่าประการที่ 8 นั้น มันมีทั่วทั้งองค์กร เกิดขึ้นทุกแผนก และผู้บริหารมักจะมองไม่ค่อยเห็นเสียด้วย (หรือ ไม่อยากจะมองก็ไม่รู้) … เรามาคุยเรื่องนี้กันสักหน่อยนะครับ

Continue reading
  197 Hits
  0 Comments
197 Hits
0 Comments

เรื่องเล่าสู่กันฟัง

ผมทำงานมายี่สิบกว่าปี ก็ไม่ค่อยเจอเรื่องเกี่ยวการจัดองค์กร (Organizing) สักเท่าใด เพราะพอเข้าไปทำงานในองค์กรที่ผมเคยทำงาน เขาก็จัดกันอยู่ก่อนแล้ว จะมีบ้างก็ปรับย่อยนิด ๆ หน่อย ๆ … ดังนั้น ถ้าพูดในแง่ของการจัดองค์กรตั้งแต่เริ่มต้น ผมก็กล่าวได้ว่า ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้เลย

แต่ที่ผมพบเห็นบ่อยก็คือ การปรับโครงสร้างของแผนก (Restructuring) ให้เหมาะสมกับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ปัจจุบันผมมาทำงานเป็นที่ปรึกษาอยู่ตามบริษัท ผมก็เห็นมีการปรับโครงสร้างกันปีหนึ่งสองสามครั้งอยู่เหมือนกัน เหตุผลที่ต้องทำการปรับโดยทั่วไปก็คล้าย ๆ กันซึ่งก็คือ เพื่อความเหมาะสมในการทำงาน (ตามสายตาหรือกรอบมุมมองของผู้บริหาร) ส่วนความจริงจะเหมาะสมหรือไม่นั้น อันนี้ผมก็ไม่รู้หรอกครับ  เพราะผมก็ไม่ได้ทำงานภายใต้การบริหารงานของเขา จะไม่ว่าเขาถูกหรือเขาผิดก็คงไม่เหมาะควร

ในแง่ของ Staffing หรือ การจัดหาคนเข้ามาทำงาน … ในภาพใหญ่ก็มักจะทำผ่านกระบวนการสรรหาพนักงานของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการนี้ก็จะคล้าย ๆ กันทุกบริษัท เพียงแต่ใครจะทำได้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลมากกว่ากัน หรือ ใครจะมีกลยุทธ์ดีกว่ากัน

เรื่องเกี่ยวกับการหาคนนี้ ผมเห็นเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ผมขอหยิบมุมมองของฝ่ายสรรหาพนักงานที่มาคุยกับผมที่น่าสนใจ มาเล่าให้ฟังสักเรื่องสองเรื่อง …

Continue reading
  183 Hits
  0 Comments
183 Hits
0 Comments

ได้ทำ ... ทำได้ ... ทำเป็น

ฟังก์ชัน หรือ หน้าที่ มันก็แค่บอกเราว่า “อะไร” ที่มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ส่วน “ทำอย่างไร” มันก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องทำการวางแผน (Planning) ว่ากันโดยย่อแล้ว การวางแผน (Planning) ก็คือการพิจารณาและกําหนดแนวทางปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้  

ถ้าเราขยายภาพต่อไปอีกหน่อย ก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมต้อง “พิจารณา” ก็เพราะว่าสิ่งที่จะทำนั้นมันยังไม่ได้ทำในตอนนี้ มันต้องทำในอนาคต ดังนั้นมันจึงมีการการคาดการณ์ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นรวมอยู่ด้วย เมื่อคาดการณ์แล้วการตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมก็จะตามมา … มันก็คือการ “กำหนด” นั่นเอง

แล้วอะไรล่ะที่เราต้องนำมาพิจารณา … มันก็คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนของเรานั่นเอง หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราจะวางแผนเกี่ยวกับเรื่องอะไร เราก็ต้องเอาปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาพิจารณาว่าเราต้องทำอะไรกับมันใช่ไหมครับ

แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่เราต้องไปยุ่ง ไปเกี่ยว … มันก็จะไปเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง หรือ หน้าที่การทำงานของเราในองค์กรนี่แหละครับ เช่น ถ้าเราเป็นผู้จัดการ ผู้บริหาร มันก็จะมีการวางแผนตามระดับของการจัดการ เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การวางแผนยุทธวิธี การวางแผนปฏิบัติงาน การวางแผนตามสถานการณ์ การวางแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เหล่านี้เป็นต้น

Continue reading
  262 Hits
  0 Comments
262 Hits
0 Comments

เราลืมฟังก์ชันของเราไปหรือเปล่า

สมัยก่อนนั้น ผมจะโดนเจ้านายบ่นบ่อย ๆ ว่า “ยูลืมทำฟังก์ชันของยูไปหรือเปล่า”

ด้วยกำพืดของผมนั้น ผมเรียนจบทางด้านวิศวกรรมมา นิสัยก็หนักไปทางชอบ รื้อ ชอบซ่อม … พอเห็นเครื่องมือ เครื่องจักร เสีย ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปเผือก ไปซ่อมกับเขาด้วย หรือ ถ้ามีเครื่องมือ เครื่องจักร ใหม่ ๆ เข้ามา ก็จะขอแจม ขอเข้าอบรม กับเขาด้วย … ก็ของมันชอบนี่ครับ ครั้นพอแจมเข้าไปก็เพลินละซี

พอเจ้านายเห็นเข้า ก็จะโดนบ่นเอาบ่อย ๆ เช่น … ไอจ้างยูมาเป็นผู้บริหารนะ ยูก็ควรไปทำฟังก์ชันของยูดีกว่าไหม … หรือ ... เดี๋ยวไอปลดยูลงไปเป็นวิศวกรเลยดีไหม ... หรือ ... เดี๋ยวไอโปรโมตวิศวกรที่ยูไปทำงานแทนเขาขึ้นมาแทนตำแหน่งยูดีไหม เพราะมันใช้ยูทำงานแทนมันได้ ... โอ๊ย สาระพัดที่สรรหามากระแนะกระแหน

ผมก็หัวเราแหะ ๆ … ก็ได้แต่นึกในใจว่า ก็มันคันไม้ คันมือ มันอยากรู้นี่หว่า

ฟังก์ชัน หรือ หน้าที่ ๆ ต้องทำของผู้บริหารทั้งหลายก็คือ POSDCoRB (มีหลายแบบนะครับ แต่ผมชอบแบบนี้) ผมขอขยายความเรื่องนี้สักหน่อย ... กูลิคและเออร์วิกค์ ได้ให้แนวคิดทางด้านการบริหารต่าง ๆ เอาไว้ในหนังสือชื่อ “Paper on the Science of Administration” เรารู้จักกันดีในนามของ “POSDCoRB” อันแสดงถึงหน้าที่ หรือ ฟังก์ชันที่สำคัญของผู้บริหารที่ต้องทำมี 7 ประการด้วยกัน ได้แก่

Continue reading
  268 Hits
  0 Comments
268 Hits
0 Comments