MSITBlog

Competency

Competency หรือ ขีดความสามารถ หรือ สมรรถนะ ถ้าให้ความหมายง่าย ๆ ในสไตล์ผมก็คือ สิ่งที่บุคคลต้องมีเพื่อให้เขาสามารถทำงานในตำแหน่งงานที่เขาทำอยู่ได้สำเร็จลุล่วงไป

ลองนึกถึงตำแหน่งงาน “พนักงานขับรถ” ดูก็ได้ … พอเราอ่านปั๊บ เราก็อาจจะมองเอาว่า ถ้ามีขีดความสามารถในการขับรถได้ ก็น่าจะ OK แล้วกระมัง

ผมว่าลองนึกเพิ่มอีกหน่อยก็ดีนะ สมมติว่าเราไปนั่งรถที่พนักงานขับรถคนหนึ่งขับอยู่ แล้วเห็นว่าพนักงานคนนี้ขับรถด้วยความเร็วสูง ปาดซ้าย ปาดขวา จะเบรกแต่ละทีหัวทิ่มหัวตำ เวลาออกตัวก็เร่งซะยังก็แข่งในสนามแข่ง ขับไปด่าไป บ่นไป กฎหมายจราจรก็ไม่สนใจ … ขับรถได้แบบนี้จะ OK ไหมครับ คุณจะนั่งไปกับเขาไหมครับ

คราวนี้ เราคงอยากเพิ่มบางเรื่องเข้าไปใช่ไหมครับ … ขับรถเป็น เคารพกฎจราจร ขับรถสุภาพ มีวินัย พูดจาสุภาพ ใจเย็น เห็นใจผู้อื่น … ผมว่าเราคงเพิ่มเข้าไปอีกหลายตัวทีเดียว

ตามตัวอย่างที่ผมยกมานั้น จะเห็นว่า ขีดความสามารถในการที่จะทำงานในตำแหน่งหนึ่ง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่มันมีหลายตัวประกอบกัน … บางตัวก็เป็นความรู้ (Knowledge) เช่น กฎจราจร บางตัวก็เป็นทักษะ (Skill) หรือ ความชำนาญ หรือ ประสบการณ์ เช่น การขับรถ บางตัวก็เป็นเรื่องของใจ (Attribute) เช่น ความสุภาพ ความมีน้ำใจให้แก่เพื่อนร่วมทาง

Continue reading
  17 Hits
  0 Comments
17 Hits
0 Comments

เรื่องเล่าสู่กันฟัง

บล็อกที่แล้ว ผมได้คุยเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือด้านการจัดการไปแล้ว … ผมมีเรื่องเล่าเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในการใช้เครื่องมือสักเรื่องสองเรื่องครับ

เรื่องแรกก็เป็นเรื่องที่เจ้านายฝรั่งเขาเล่าให้ผมฟังหลังจากทำการสัมภาษณ์เพื่อรับผมเข้าทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว … ก็ถือเป็นการคุยกันหลังสัมภาษณ์งานว่างั้นเถอะ ... ผมขอตัดเรื่องการคุยกันกว่าชั่วโมงออกไปเพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ ในที่สุดท่านก็เอ่งปากว่า ท่านรับผมเข้าทำงานในองค์กรของท่านก็แล้วกัน

ผมก็ถามท่านว่า จะรังเกียจหรือไม่ถ้าผมจะถามเหตุผลว่า ท่านเห็นความเหมาะสมอย่างไรถึงรับผมเข้าทำงาน

ท่านบอกว่า "ได้" … แล้วกล่าวว่า ท่านมีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ คือ "ข้อแรก ยูทำงานทางสายเทคนิคมาตลอด ไอจึงมั่นใจว่ายูสามารถทำงานให้องค์กรของไอได้อย่างแน่นอน ข้อสอง ภาษาอังกฤษของยูก็พอไปไหว เพราะสามารถคุยเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจให้ไอเข้าใจได้ ข้อที่สาม เพราะยูแก่ …

กรี๊ดซิครับ ... แหม มาว่าผมแก่ตอนนั้นน่าจะแถว ๆ สี่สิบต้น ๆ เอง เป็นหนุ่มใหญ่ต่างหาก ... ผมก็หลุดอุทาน “ว็อต (What?)” ออกไปซีครับ

Continue reading
  97 Hits
  0 Comments
97 Hits
0 Comments

กล่องเครื่องมือด้านการจัดการ (Management Toolbox)

ลองนึกภาพดูครับว่า เวลาเราจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งนั้น เราคงต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ก่อน แล้วเราต้องรู้ว่าเราจะจัดการ (เช่น วางแผน แยกย่อยออกมาเป็นกิจกรรมที่ต้องทำ หาลูกมือมาช่วย สั่งการให้เขาทำ ควบคุมให้เป็นไปตามแผน) อย่างไรแล้ว … แล้วเราควรจะรู้ต่อไปว่า เราต้องการ "เครื่องมือ (Tools)" อะไรมาช่วยเพื่อให้ทำสิ่งเหล่าได้ง่ายขึ้น

แต่พอเรานึกถึง “เครื่องมือ” เราก็มักนึกถึงอุปกรณ์ทางด้านฮาร์ดแวร์ที่จับต้องได้ เช่น มีด สว่านไฟฟ้า คีม อะไรพวกนี้ … แต่สิ่งที่ผมจะยกขึ้นมาคุยในบล็อกนี้ มันเป็นเครื่องมือที่จับต้องไม่ได้ เพราะมันเป็นแนวทาง หรือ หลักการ หรือ กรอบการทำงานบางอย่าง ที่เรานำมาช่วยในเรื่องการจัดการได้ … ถ้าจะยกตัวอย่างเพื่อให้พอนึกภาพออก ก็เช่น การจัดการคุณภาพโดยรวม (TQM), การจัดการความรู้ (KM) การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) เป็นต้น เรามักเรียกกันว่า เครื่องมือด้านการจัดการ หรือ Management Tools

ในบล็อกที่ผ่านมา ผมเล่าให้ฟังว่า หน้าที่หรือฟังก์ชันของผู้จัดการก็คือ POSDC แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การเราจะทำฟังก์ชันนี้ได้สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เราควรจะมีเครื่องมือมาช่วยใช่ไหมครับ …

เครื่องมือเหล่านี้ ก็มีตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ เช่น การระดมความคิด กราฟที่ใช้เฉพาะเรื่อง หรือ เครื่องมือใหญ่ ๆ เช่น TQM ซึ่งนำมาใช้ทั่วทั้งองค์กร … เครื่องมือบางตัว ออกมาแล้วก็เงียบ ๆ หายไป (อาจจะตกยุคสมัย หรือ เสื่อมความนิยมลงไป หรือ ใช้แล้วไม่ได้ผลตามต้องการ) แต่บางตัวก็ยังอยู่ยั่งยืนยงมาเป็นสิบปี

ทีนี้ถ้าจะให้มานั่งจัดทำรายการเครื่องมือทางด้านการจัดการขึ้นมา มันก็คงมีเยอะแยะไปหมด จนไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตัวไหนดี ผมว่าเราหากรอบตั้งต้นขึ้นมาเป็นกรอบหนึ่งก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายออกไปจะดีกว่านะครับ 

Continue reading
  50 Hits
  0 Comments
50 Hits
0 Comments

จัดการคน จัดการงาน

ที่ผ่านมานั้น ผมได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องฟังก์ชัน หรือ หน้าที่ที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการ ต้องทำ ซึ่งมีผู้รู้กล่าวเอาไว้หลายตัวแบบด้วยกัน เช่น POCCC, POSDC (ซึ่งต่อมาตัวแบบ POSDC นี้ ก็มีคนย่อมาเป็น POLC หรือ Planning, Organizing, Leading (การนำ) และ Controlling) และ POSDCorB 

สมมติว่า ผมเอาตัวแบบ POSDC มาใช้งาน ก็กล่าวเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า เมื่อผู้จัดการกำหนดเป้าหมาย (Goal) และวัตถุประสงค์ (Objective) ของเรื่องที่ต้องทำขึ้นมาแล้ว เขาก็ต้องทำการวางแผน (Planning, P) เพื่อนำพาให้องค์กรบรรลุเป้าหมายนั้น จากนั้นก็ทำการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องทำ (Organizing, O) แล้วก็หาคนเข้ามาทำงาน (Staffing, S) จากนั้นก็สั่งการ (หรืออำนวยการ) (Directing, D) เพื่อให้พนักงานทำงานประสานกัน แล้วก็ควบคุมให้เป็นไปตามแผน (Controlling, C) ... ถ้าผลลัพธ์ (Results) ออกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ ก็ถือว่า องค์กรบรรลุเป้าหมายตามต้องการแล้ว ... ก็เป็นไปตามรูปที่แสดงเอาไว้ด้านล่าง

ถ้าถามว่า เอาตัวแบบนี้ไปทำอะไร ก็อาจกล่าวกว้าง ๆ ได้ว่า ผู้บริหาร หรือ ผู้จัดการ ทั้งหลาย จะใช้ตัวแบบเหล่านี้ไป “จัดการคน” กับ “จัดการงาน” นั่นเอง ... ผมลองเขียนเล่น ๆ ออกมาดังรูปด้านล่าง โดยใช้วงกลมแทนเรื่องที่เขาต้องทำตามปกติในชีวิตประจำวัน 

Continue reading
  209 Hits
  0 Comments
209 Hits
0 Comments

บังคับ (และ) บัญชา

เวลาผมได้ยินคำว่า "บังคับบัญชา (Command and Control)" ทีไร ก็ทำให้ผมนึกถึงตัวแบบของฟังก์ชันการจัดการอีกเหมือนกัน

ถ้าเราถอยกลับไปในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 เฮนรี ฟาโยล (Henri Fayol) ได้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้จัดการหรือผู้บริหารทุกคนต้องทํากิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการอยู่ 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์กร (Organizing) การสั่งการ (Commanding) การประสานงาน (Coordinating) และการควบคุม (Controlling) … พอเราเอาอักษรตัวหน้ามาเรียงกัน ก็สามารถเขียนย่อว่า POCCC

ต่อมาในช่วงกลางปี 1950 นักวิชาการจาก UCLA ได้ปรับปรุงมาให้กลายเป็น การวางแผน (Planning) การจัดองค์กร(Organizing) การจัดคนเข้าทำงาน (Staffing) การสั่งการ (Directing) และการควบคุม (Controlling) (ก็เขียนย่อว่า POSDC) ซึ่งตัวแบบนี้นิยมใช้เป็นกรอบในการเขียนตําราหรืออ้างอิงมานานจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้

ที่ผมสนใจคืออักษรสองตัวหลังของ POSDC ซึ่งก็คือ DC หรือ Directing กับ Controlling หรือ การสั่งการ กับ การควบคุม ... สองตัวนี้ ผมว่ามันคล้าย ๆ กับ การบังคับบัญชา อยู่นะครับ … บังคับก็คือการควบคุมให้เป็นไปตามต้องการ ส่วนบัญชาก็คือการสั่งการนั่นเอง

Continue reading
  159 Hits
  0 Comments
159 Hits
0 Comments

ความสูญเปล่าประการที่ 8

ถ้าใครทำงานในโรงงาน หรือ ทำกิจการที่มุ่งเน้นเรื่องต้นทุนต่ำแล้ว ก็คงต้องรู้จักหรือเคยได้ยินเรื่องความสูญเปล่า (Waste) 7 ประการกันมาบ้าง ความสูญเปล่านี้คิดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งใดที่ทำแล้ว ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มใด ๆ ขึ้นมา บางคนว่ากันตรง ๆ เลยก็คือ การกระทำใด ๆ ที่เราทำแล้วลูกค้าไม่จ่ายเงิน ... มองอย่างนี้ก็ชัดดีอยู่เหมือนกัน

ความสูญเปล่า 7 ประการ ได้แก่ การเกิดของเสีย การผลิตเกินความต้องการ การมีกระบวนการเกินความจำเป็น การรอคอยงานหรือวัตถุดิบ การเคลื่อนไหวร่างการโดยไม่จำเป็น การเก็บสต็อกมาเกินไป และ การขนส่ง … ความสูญเปล่า 7 ประการนี้ถือเป็นเรื่องมาตรฐานที่รู้กันมานานแล้ว  

ต่อมาได้เพิ่มความสูญเปล่าตัวที่ 8 เข้าไป ก็คือ การใช้คนต่ำกว่าขีดความสามารถของเขา (Under utilize people) อันหมายถึง การที่เราไม่สามารถใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่เขามีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือ ความสูญเสียจากการไม่รับฟังความเห็นและข้อเสนอของคนในองค์กร

ถ้าทำงานในโรงงานและทำเรื่องลีน (Lean) แล้ว เราก็มักจะทำการขจัดความสูญเปล่า 7 ประการแรกในกระบวนการผลิตเป็นหลัก โดยอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ผังสายธารคุณค่า (Value Stream Mapping, VSM) ไคเซ็น (Kaizen) เข้ามาช่วย ต่อมาก็นำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานบ้าง เช่น Lean Office หรือ ใช้กับ Supply Chain ก็ Lean Supply Chain เป็นต้น … ว่ากันง่าย ๆ ก็คือ จะลดความสูญเปล่า 7 ประการที่กระบวนการใด ก็ใส่เรื่องลีนเข้าไปที่นั่น (เรื่องลีนมันมีกรอบที่ใหญ่กว่าแค่ทำการลดความสูญเปล่านะครับ)

แต่ความสูญเปล่าประการที่ 8 นั้น มันมีทั่วทั้งองค์กร เกิดขึ้นทุกแผนก และผู้บริหารมักจะมองไม่ค่อยเห็นเสียด้วย (หรือ ไม่อยากจะมองก็ไม่รู้) … เรามาคุยเรื่องนี้กันสักหน่อยนะครับ

Continue reading
  160 Hits
  0 Comments
160 Hits
0 Comments

เรื่องเล่าสู่กันฟัง

ผมทำงานมายี่สิบกว่าปี ก็ไม่ค่อยเจอเรื่องเกี่ยวการจัดองค์กร (Organizing) สักเท่าใด เพราะพอเข้าไปทำงานในองค์กรที่ผมเคยทำงาน เขาก็จัดกันอยู่ก่อนแล้ว จะมีบ้างก็ปรับย่อยนิด ๆ หน่อย ๆ … ดังนั้น ถ้าพูดในแง่ของการจัดองค์กรตั้งแต่เริ่มต้น ผมก็กล่าวได้ว่า ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้เลย

แต่ที่ผมพบเห็นบ่อยก็คือ การปรับโครงสร้างของแผนก (Restructuring) ให้เหมาะสมกับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ปัจจุบันผมมาทำงานเป็นที่ปรึกษาอยู่ตามบริษัท ผมก็เห็นมีการปรับโครงสร้างกันปีหนึ่งสองสามครั้งอยู่เหมือนกัน เหตุผลที่ต้องทำการปรับโดยทั่วไปก็คล้าย ๆ กันซึ่งก็คือ เพื่อความเหมาะสมในการทำงาน (ตามสายตาหรือกรอบมุมมองของผู้บริหาร) ส่วนความจริงจะเหมาะสมหรือไม่นั้น อันนี้ผมก็ไม่รู้หรอกครับ  เพราะผมก็ไม่ได้ทำงานภายใต้การบริหารงานของเขา จะไม่ว่าเขาถูกหรือเขาผิดก็คงไม่เหมาะควร

ในแง่ของ Staffing หรือ การจัดหาคนเข้ามาทำงาน … ในภาพใหญ่ก็มักจะทำผ่านกระบวนการสรรหาพนักงานของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการนี้ก็จะคล้าย ๆ กันทุกบริษัท เพียงแต่ใครจะทำได้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลมากกว่ากัน หรือ ใครจะมีกลยุทธ์ดีกว่ากัน

เรื่องเกี่ยวกับการหาคนนี้ ผมเห็นเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ผมขอหยิบมุมมองของฝ่ายสรรหาพนักงานที่มาคุยกับผมที่น่าสนใจ มาเล่าให้ฟังสักเรื่องสองเรื่อง …

Continue reading
  152 Hits
  0 Comments
152 Hits
0 Comments

ได้ทำ ... ทำได้ ... ทำเป็น

ฟังก์ชัน หรือ หน้าที่ มันก็แค่บอกเราว่า “อะไร” ที่มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ส่วน “ทำอย่างไร” มันก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องทำการวางแผน (Planning) ว่ากันโดยย่อแล้ว การวางแผน (Planning) ก็คือการพิจารณาและกําหนดแนวทางปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้  

ถ้าเราขยายภาพต่อไปอีกหน่อย ก็จะเกิดคำถามว่า ทำไมต้อง “พิจารณา” ก็เพราะว่าสิ่งที่จะทำนั้นมันยังไม่ได้ทำในตอนนี้ มันต้องทำในอนาคต ดังนั้นมันจึงมีการการคาดการณ์ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นรวมอยู่ด้วย เมื่อคาดการณ์แล้วการตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมก็จะตามมา … มันก็คือการ “กำหนด” นั่นเอง

แล้วอะไรล่ะที่เราต้องนำมาพิจารณา … มันก็คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนของเรานั่นเอง หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราจะวางแผนเกี่ยวกับเรื่องอะไร เราก็ต้องเอาปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาพิจารณาว่าเราต้องทำอะไรกับมันใช่ไหมครับ

แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่เราต้องไปยุ่ง ไปเกี่ยว … มันก็จะไปเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง หรือ หน้าที่การทำงานของเราในองค์กรนี่แหละครับ เช่น ถ้าเราเป็นผู้จัดการ ผู้บริหาร มันก็จะมีการวางแผนตามระดับของการจัดการ เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การวางแผนยุทธวิธี การวางแผนปฏิบัติงาน การวางแผนตามสถานการณ์ การวางแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เหล่านี้เป็นต้น

Continue reading
  233 Hits
  0 Comments
233 Hits
0 Comments

เราลืมฟังก์ชันของเราไปหรือเปล่า

สมัยก่อนนั้น ผมจะโดนเจ้านายบ่นบ่อย ๆ ว่า “ยูลืมทำฟังก์ชันของยูไปหรือเปล่า”

ด้วยกำพืดของผมนั้น ผมเรียนจบทางด้านวิศวกรรมมา นิสัยก็หนักไปทางชอบ รื้อ ชอบซ่อม … พอเห็นเครื่องมือ เครื่องจักร เสีย ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปเผือก ไปซ่อมกับเขาด้วย หรือ ถ้ามีเครื่องมือ เครื่องจักร ใหม่ ๆ เข้ามา ก็จะขอแจม ขอเข้าอบรม กับเขาด้วย … ก็ของมันชอบนี่ครับ ครั้นพอแจมเข้าไปก็เพลินละซี

พอเจ้านายเห็นเข้า ก็จะโดนบ่นเอาบ่อย ๆ เช่น … ไอจ้างยูมาเป็นผู้บริหารนะ ยูก็ควรไปทำฟังก์ชันของยูดีกว่าไหม … หรือ ... เดี๋ยวไอปลดยูลงไปเป็นวิศวกรเลยดีไหม ... หรือ ... เดี๋ยวไอโปรโมตวิศวกรที่ยูไปทำงานแทนเขาขึ้นมาแทนตำแหน่งยูดีไหม เพราะมันใช้ยูทำงานแทนมันได้ ... โอ๊ย สาระพัดที่สรรหามากระแนะกระแหน

ผมก็หัวเราแหะ ๆ … ก็ได้แต่นึกในใจว่า ก็มันคันไม้ คันมือ มันอยากรู้นี่หว่า

ฟังก์ชัน หรือ หน้าที่ ๆ ต้องทำของผู้บริหารทั้งหลายก็คือ POSDCoRB (มีหลายแบบนะครับ แต่ผมชอบแบบนี้) ผมขอขยายความเรื่องนี้สักหน่อย ... กูลิคและเออร์วิกค์ ได้ให้แนวคิดทางด้านการบริหารต่าง ๆ เอาไว้ในหนังสือชื่อ “Paper on the Science of Administration” เรารู้จักกันดีในนามของ “POSDCoRB” อันแสดงถึงหน้าที่ หรือ ฟังก์ชันที่สำคัญของผู้บริหารที่ต้องทำมี 7 ประการด้วยกัน ได้แก่

Continue reading
  245 Hits
  0 Comments
245 Hits
0 Comments

กรอบความคิดที่มีเราเป็นตัวตั้ง

บางมุมมอง ถ้าเรานั่งคิดก็มีเรื่องให้มองในมุมแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน …

สองสามบล็อกที่เราคุยกันผ่านมานั้น เรามองโลกภายนอกว่ามันเปลี่ยนไปมาก จากโลกแบบเดิม ๆ ที่ลูกค้าต้องเดินมาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน ที่โชว์รูมของผู้ขาย … กลายมาเป็นโลกดิจิทัลที่อาศัยเครื่องมือทางดิจิทัลเป็นสื่อเพื่อเข้ามาผู้ขาย

แม้ว่า เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่บางครั้งกรอบความคิดของเรายังไม่เปลี่ยน เช่น สินค้าของเราดีลูกค้าก็ต้องวิ่งมาหาเรา หรือ โรงงานของเราดี ลูกค้าก็ต้องวิ่งมาหาเรา หรือ เราเก่ง คนต้องวิ่งมาหาเรา อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าเรามองด้วยกรอบแบบเดิม ๆ โดยเอาเราเป็นตัวตั้ง … เราก็จะมองแค่ลูกค้าต้องเชื่อม หรือ เดินมาหาเรา ตามช่องทางที่เรากำหนดเอาไว้ให้ เช่น ต้องเดินมาหาเรายังสถานที่ ๆ กำหนด หรือ เข้าผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กร เป็นต้น

บางทีผมนั่งอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้บริหารหลายคนคุยกัน ก็ยังเห็นเขายังคิดแบบนี้กันอยู่ … อันนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องของผมที่จะไปขัดคอเขา ก็ฟังเขาไปตามเรื่อง เว้นแต่ว่าจะสนิทกัน พอออกจากวงสนทนาก็จะสะกิดกันหน่อยว่า ลองปรับมุมมองหน่อยดีกว่าไหม

Continue reading
  260 Hits
  0 Comments
260 Hits
0 Comments

แล้วเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

บล็อกที่แล้ว เรามานั่งนึกกันว่า ถ้าเราจะตั้งองค์กรของเราขึ้นมาใหม่ในวันนี้ องค์กรของเราควรเป็นอย่างไร … ว่ากันจริง ๆ แล้ว มันก็เหมือนกับนึกภาพของเป้าหมายขององค์กรของเราที่เราอยากได้ อยากเป็น นั่นเอง

ลองนึกต่อไปว่า จากสภาพขององค์กรของเราในปัจจุบัน ถ้าจะปรับให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เรานึกเอาไว้นั้น เราต้องทำอย่างไร … อันนี้เรานึกเล่น ๆ ครับ เป็นการฝึกสมอง … เว้นแต่ว่า ผู้อ่านเป็นเจ้าขององค์กรนั้น ๆ หรือ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ชี้ตาย ชี้เป็นได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

และบล็อกที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ มันเป็นเรื่องของ IT Management ก็ขอให้มองในเชิงของการนำ IT ไปใช้งานก็แล้วกันนะครับ

เราสามารถมองได้ตั้งแต่ลูกค้าเชื่อมต่อเข้ามาทางไหนได้บ้าง ข้อมูลที่ส่งเข้ามาเป็นรูปแบบใด มีโครงสร้างเป็นอย่างไร ต้องเอาไปเก็บ เอาไปประมวลอย่างไร … ตรงนี้เราก็ดูการไหล การจัดเก็บ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ประมวลผล อะไรก็ว่ากันไป

Continue reading
  135 Hits
  0 Comments
135 Hits
0 Comments

วันนี้ ... องค์กรเราควรเป็นแบบใด

เมื่อเรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกองค์กรแล้ว เราก็น่ามองเห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ Core Business ของเรา … ผมว่าเราควรมานึกดูเล่น ๆ ว่า ถ้าวันนี้เราจะตั้งองค์กรที่เรากำลังทำงานอยู่ขึ้นมาใหม่ องค์กรของเราควรจะเป็นแบบใด มันถึงจะสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกได้

มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยในการตอบคำถามนี้ … เพราะถ้าเรานั่งอยู่แต่ภายในองค์กรที่มีการทำงานแบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นชิน ล้อมรอบไปด้วยกำแพงที่เราไม่อยากก้าวออกไปมองภายนอก (หรือ Comfort Zone หรือ เขตสุขสบาย) มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ... 

การมองแบบที่เอาเราเป็นตัวตั้ง … มันก็จะมองเห็นเฉพาะในสิ่งที่เรามี เราเป็นอยู่ … มันก็จะไม่เห็นอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิมหรอกครับ … แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองเสียหน่อย เช่น เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง เอาปัจจัยอื่น ๆ (เช่น คน เทคโนโลยี การเชื่อมต่อกับลูกค้า) เป็นตัวตั้งแล้ว เราอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง เราก็จะเห็นว่า ปัจจุบันนี้ลูกค้านิยมซื้อของแบบออนไลน์มากกว่าที่จะเดินมาที่หน้าร้าน หรือ ลูกค้านิยมเปรียบเทียบราคาสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ต่าง ๆ ก่อนซื้อสินค้า … ถ้าไม่มีข้อมูลหรือตัวตนบนโลกออนโลน์ ก็ไม่มีใครรู้จักเรา … คำถามก็คือ เราจำเป็นต้องมีไหม หรือ เทคโนโลยีอะไรที่มันมีแนวโน้มว่า เมื่อมันได้รับความนิยม มันจะทำลายล้าง (Disrupt) หรือ ทำให้เกิดอุปสรรคกีดขวาง (Inhibit) หรือ สนับสนุน (Enable) ธุรกิจของเรา เรามองเห็นมันไหม

Continue reading
  127 Hits
  0 Comments
127 Hits
0 Comments

เราไม่เปลี่ยน ... แต่โลกเปลี่ยน

เมื่อผมนั่งทำงานในโรงงาน (เหมือนผู้อ่านนั่งทำงานอยู่ในองค์กรของท่าน) เราจะคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา … เช้ามาผมก็เข้ามาอยู่ในกำแพงล้อมรอบนี้ เย็นมาก็กลับบ้าน … ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นชินแบบเดิม ๆ ทุกวันมานานปี … ชีวิตก็ดำเนินไปแบบนี้ งานก็ทำไปแบบนี้ ไม่เห็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ใช่ครับ ... ดูเหมือนว่า เรา (องค์กรของเรา) ไม่เคยเปลี่ยน … แต่เราจะยอมรับไหมว่า โลกภายนอกกำแพงมันเปลี่ยนไปแล้ว

สมัยก่อน เราจะซื้อของ จะต้องจ่ายเงินสด … เดี๋ยวนี้ e – Payment

สมัยก่อน เราจะโอนเงิน ต้องไปธนาคาร … เดี๋ยวนี้ เราโอนผ่านโทรศัพท์มือถือ

สมัยก่อน เราจะเลือกซื้อสินค้า เราต้องไปห้าง … เดี๋ยวนี้ เราเลือกซื้อแบบออนไลน์

Continue reading
  202 Hits
  0 Comments
202 Hits
0 Comments

Mobile Devices เป็นตัวเร่ง?

ผมนึกย้อนหลังกลับไป … ผมรู้จักและใช้โทรศัพท์โทรศัพท์เคลื่อนที่ตั้งแต่ยุค “NMT 470 MHz” ถ้าปัจจุบันนี้เรียก “มือถือ” ยุคนั้นก็คงเรียกว่า “มือหิ้ว” เพราะต้องหิ้วไป มันก็หนักเอาการอยู่ ผมว่าน่าจะอยู่แถว ๆ 3-4 กิโลเห็นจะได้

สมัยนั้น ผมทำงานอยู่ต่างจังหวัด เจ้าเครื่องมือหิ้วได้รับความนิยมกันมาก … ใครที่มีบ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและไม่มีโทรศัพท์ใช้ ก็ซื้อหามาใช้งานกัน … ทีนี้พอเอาไปใช้ห่างไกลจากสถานีฐานมาก สายอากาศที่ติดมากับเครื่องมันรับสัญญาณไม่ได้ ก็มีการตั้งเสาขึ้นไปเหนือหลังคาบ้าน (ก็เป็นแบบเสารับสัญญาณโทรทัศน์นี่แหละครับ เพียงแต่แผงสายอากาศมันคนละแบบกัน) ติดแผงเข้าไป แล้วก็ต่อสายเคเบิลยาวมาต่อเข้ากับตัวเครื่อง ... 

เวลาวันหยุด พวกผมชอบขับรถไปเที่ยวในชนบทที่ห่างไกลออกไป เมื่อมองไปที่เสาอากาศเหนือหลังคาบ้านก็จะรู้ทันทีว่า บ้านไหนมีใช้บ้าง … บางครั้ง พวกเราก็จะนับจำนวนเสาอากาศกัน แล้วก็พูดกันเล่น ๆ ว่า หมู่บ้านนี้รวยนะ มีเครื่องมือหิ้วเพียบ …

ตอนออกใหม่ ๆ ผมคุ้น ๆ ว่า เครื่องหนึ่งราคาเป็นแสน … ค่าใช้จ่ายก็ใช่ย่อย เรารับสายโทรเข้าก็เสียเงิน (คุ้น ๆ ว่า นาทีละ 2 บาท) เราโทรออกก็เสียเงิน (ใกล้ ๆ ก็นาทีละ 3 บาท ห่างหน่อยก็นาทีละ 8 บาท ไกลออกไปอีกก็นาทีละ 12 บาท) … เรียกว่า เสียเงินให้เขาทั้งสองกรณี

Continue reading
  129 Hits
  0 Comments
129 Hits
0 Comments

Cloud อีกหน่อย

บล็อกที่แล้ว เราคุยกันเรื่องคลาวด์กันไปบ้างแล้ว เรามาขยายความเพิ่มกันอีกสักหน่อย …

ถ้ามองในเชิงของผู้ใช้งานแล้ว ผมว่ามันก็มีข้อดีคือ ผมสามารถกำหนดความต้องการในการใช้งาน (On – demand) ด้วยตัวของผมเอง เช่น ผมจะเพิ่มเนื้อที่ในการใช้งาน ผมก็กำหนดเอาตามที่ผมต้องการ แล้วผมก็จ่ายเงิน มันก็คล่องตัวดี

ผมสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นไปตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว (ในเชิงของความหยืดหยุ่น) เช่น อยากได้เรื่องนี้เพิ่ม อยากเพิ่มตรงโน้น … ผมก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นแบบอัตโนมัติด้วย

ผมสามารถเข้าถึงระบบได้จากอุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ และเรื่องที่สำคัญก็คือ มันรวมทรัพยากรที่สำคัญ ๆ เข้าไว้ด้วยกัน อยู่ที่เดียวกัน ทำให้ผมมีความคล่องตัวในการใช้งาน

ขณะเดียวมันก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน เช่น เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (ผมมองในเชิงว่า ข้อมูลมันหลุดมือจากเรา ไปอยู่ในมือคนอื่น ความเชื่อมั่นของเราก็จะลดลง ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะดูแลดีกว่าที่เราทำอยู่ในปัจจุบันก็ได้) ปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง (เช่น ถ้าเราเปลี่ยนจากผู้ให้บริการเจ้าหนึ่งไปเป็นอีกเจ้าหนึ่งซึ่งมีมาตรฐานต่างกัน มันย่อมเกิดข้อจำกัดขึ้น) ความคล่องตัว (เมื่อเทียบกับถ้าเรามีทรัพยากรเป็นของเราเอง) เป็นต้น

Continue reading
  194 Hits
  0 Comments
194 Hits
0 Comments

การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing)

ถ้าคุยกันเล่นสนุก ๆ แล้ว … สมัยก่อนเรามักจะเขียนรูป “ก้อนเมฆ (Cloud)” เป็นสัญลํกษณ์ใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกัน … ทีนี้พอผมฝากข้อมูลไปเก็บไว้ยังผู้ให้บริการซึ่งตั้งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ … รู้แต่เพียงว่ารันโปรแกรมของเขา แล้วก็โยนข้อมูลเข้าไป มันก็วิ่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปเก็บไว้ยังปลายทางซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อีกเช่นกัน

มองแบบนี้มันก็เหมือนผมโยนข้อมูลเข้าไปเก็บไว้ในอินเตอร์เน็ต (โยนข้อมูลไปเก็บไว้ในคลาวด์ หรือ ก้อนเมฆ อันเป็นสัญลักษณ์แทนอินเตอร์เน็ต) เวลาผมจะใช้ข้อมูล ผมก็ดึงออกมาจากอินเตอร์เน็ต (ดึงข้อมูลออกมาจากคลาวด์ หรือ ก้อนเมฆ) … แหม ก้อนเมฆนี้ดีจัง มันเก็บข้อมูลให้ผมได้ด้วยวุ๊ย … ก็เลยเรียกกันว่า Cloud Storage 

มีตัวอย่างโปรแกรมอะไรบ้างล่ะ ที่เราต้องรันเพื่อใช้เป็นทางผ่านเพื่อเอาข้อมูลไปเก็บเอาไว้ในคลาวด์ ... ที่คุ้น ๆ กันก็เช่น Dropbox, Box, Google Drive, OneDrive, iCloud … เพราะเขาให้เราใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลฟรี ๆ อยู่ปริมาณหนึ่ง

Continue reading
  331 Hits
  0 Comments
331 Hits
0 Comments

ฝากไว้ให้ช่วยดูแล

ยังจำเรื่องพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในบล็อกเรื่อง “หวงยิ่งกว่าทอง” ได้ไหมครับ … ผมต้องขยายพื้นที่จัดเก็บทุก ๆ ปี ผู้ใช้งอนผมเรื่องนี้ก็บ่อย

สมัยก่อนโน้น IT นี่เป็นเรื่องที่ทันสมัยมาก จนมีผู้กล่าวว่า องค์กรใดมี IT นี่ถือว่าเกิดความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมากทีเดียว … พอต่างคนต่างมีสภาพความได้เปรียบก็จะเริ่มลดลง จนจุด ๆ หนึ่ง ก็กลายเป็นว่าใครมีก็ไม่ได้ได้เปรียบอะไร แต่ใครไม่มีนี่ถือเป็นการเสียเปรียบในการแข่งขันไป

ในยุคแรก ๆ นั้น เรายังไม่มี email ฟรีแบบปัจจุบันนี้นะครับ องค์กรใดที่มี email ให้พนักงานใช้ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม (คือเสียทั้งค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตและค่าใช้ email) ซึ่งเดือน ๆ หนึ่งก็หลายตังส์อยู่นะ …

ดังนั้น บนนามบัตรใครที่มี email address ระบุไว้ ช่วงนั้นต้องถือว่าทันสมัยทีเดียว … ผมเข้าทำงานในโรงงานแรก (ที่มีทั้ง R&D และการผลิตด้วย) ก็มีใช้กับเขาเหมือนกัน เพราะต้องไปต่างประเทศเกี่ยวกับงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาบ่อย … ซึ่งผมก็เห็นว่า มันใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกันได้มากอยู่ … ช่วงนั้นก็ใช้อย่างเดียว ไม่เคยสังสัยหรือไปยุ่งเกี่ยวกับมันตรง ๆ

เมื่อมาทำงานในโรงงานที่ผมต้องเข้าไปดูแลฝ่าย IT ด้วย อันนี้ต้องเข้าไปยุ่ง เข้าไปรู้แล้ว … สมัยนั้น เขาจะมีเซิร์ฟเวอร์เอาไว้จัดการเรื่อง email ของพนักงานตัวหนึ่ง เรียกชื่อเป็น Mail Server ก็แล้วกัน โปรแกรมการจัดการเกี่ยวกับเรื่อง email ต่าง ๆ ก็จะอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้ และผู้ใช้งานจะเข้าไปดูเมล์อะไร ก็ต้องเข้าผ่านเว็บเข้าไป เราก็เรียกว่า Webmail

Continue reading
  242 Hits
  0 Comments
242 Hits
0 Comments

อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0)

ตอนนี้ใคร ๆ เขาก็พูดถึงอุตสาหกรรมยุค 4.0 กัน … เราลองมาดูกันหน่อยดีไหม

ผมคงเข้าไปทำงานในยุคอุตสากรรม 1.0 ไม่ทันแน่ ๆ เพราะระบบอัตโนมัติยุคนี้จะใช้ระบบกลไกล้วน ๆ ทำงานด้วยตัวของมันเองไม่มีโปรกงโปรแกรมอะไรไปควบคุม (น่าจะเหมือนกลไกลโซ่และเฟืองรถจักรยานนี่กระมัง) มักจะถูกนำมาช่วยผ่อนแรงคนทำงานนั่นเอง ดังนั้นการควบคุมระบบก็ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีเครื่องจักรไอน้ำเป็นต้นกำลังหลัก

พอมายุคอุตสาหกรรม 2.0 อันนี้ผมทันแน่ ๆ เพราะเป็นการผลิตในเชิง Mass Production หรือ การผลิตสินค้าที่เหมือน ๆ กันจำนวนมาก ๆ โดยใช้สายพานลำเลียง (Assembly Line) และใช้แรงงานประกอบพร้อมเครื่องมือ/เครื่องจักรทำงานแยกกันเป็นแบบอิสระแบบตัวใครตัวมัน (Stand Alone) ระบบอัตโนมัติในยุคนี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ากันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติในระดับตัวเครื่องมือ/เครื่องจักรหรือกลุ่มเครื่องจักรภายในโรงงานเดียวกันเสียมากกว่า เช่น เครื่อง PLC หรือ เครื่อง CNC ที่ผมยกตัวอย่างผ่านมาแล้วนี่แหละครับ ระบบอัตโนมัติยุคอุตสาหกรรม 2.0 นี้ได้ช่วยเพิ่มผลิตภาพในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมาก

ในยุคอุสาหกรรม 3.0 นั้น เขาก็ว่า มันมีการใช้คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อกันให้เป็นอัตโนมัติ (Automation) กันแล้ว ในรูปข้างบนจะเห็นว่า มีการใช้แขนหุ่นยนต์แสดงเอาไว้ ก็หมายความว่า เครื่องจักรต่าง ๆ นั้นมีระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปควบคุม (เพื่อป้อนคำสั่งต่าง ๆ ให้หุ่นยนต์ทำงานตามต้องการ) และมีการเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นระบบอัตโนมัติขึ้นมา … ถ้าแปลความหมายเอาตามนี้ ก็น่าจะหมายความว่า สายการผลิตทั้งสายการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติที่เครื่องมือ/เครื่องจักรทำงานภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์ … คนไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว

Continue reading
  165 Hits
  0 Comments
165 Hits
0 Comments

ถึงเบื่อ แต่ก็ต้องทำ

ผมเขียนบล็อกนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ … เรื่องพวกนี้คือระบบ หรือ Framework ทั้งหลายนี่แหละครับ … ตอนที่ผมทำงานอยู่นั้น มันเยอะไปหมด … แต่ยิ่งปัจจุบันนี้มันเยอะกว่ายุคที่ผมทำงานอีกมากทีเดียว …

ผมเข้าทำงานที่โรงงาน ตัวแรกที่ผมรู้จักก็คือ ISO 9000 ซึ่งว่าด้วยระบบจัดการคุณภาพของสินค้านี่แหละ มันก็ยัง OK นะครับ เพราะเขาทำอยู่แล้ว เข้าไปเขาก็อบรมให้ แล้วก็ตาม ๆ เขาไป มันก็เข้าใจมากขึ้น

ต่อมาพอมาอยู่อีกโรงงานหนึ่ง เฉพาะในส่วนโรงงานก็กลายเป็น ISO 9000, ISO 14000 (ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม), OHSAS 18000 (ระบบจัดการชีวอนามัยและความปลอดภัย) ที่จะต้องรู้ ต้องทำ และต้อง Cer.

ทีนี้พอไปผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับยานยนต์ก็จะมี TS 16949 (IATF 16949 ในปัจจุบัน) งอกขึ้นมาอีก

Continue reading
  190 Hits
  0 Comments
190 Hits
0 Comments

หวงยิ่งกว่าทอง

ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วว่า ตอนที่เทพ/เซียนมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ IT ให้กับองค์กรที่ผมนำงานนั้น เราต้องทำห้อง IT ใหม่ ต้องยกพื้น ต้องติดตั้ง Rack เดินสายสัญญาณ ต้องทำระบบสำรองไฟ (ทั้ง UPS และ เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำระบบความเย็น ต้องทำระบบดับเพลิง ต้องทำระบบความปลอดภัย (ทั้งใช้กล้อง ทำการสแกนลายนิ้วมือ และรหัสผ่าน) …

ทีนี้พอมันเป็นอิเล็กทรอนิคส์มากขึ้น ข้อมูลที่ต้องเก็บ ต้องประมวล มันก็มากขึ้นด้วย … สมัยแรก ๆ นั้น เราก็ใช้แบบ DAS หรือ Direct Attach Storage อันหมายถึง การต่อพ่วงฮาร์ดดิสก์เข้าไปกับ file server โดยตรง หลัการก็ง่าย ๆ ครับ เริ่มจากการเก็บข้อมูลเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่อยู่เซิร์ฟเวอร์ก่อน (เหมือนเราเก็บข้อมูลเอาไว้ใรฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่องโน๊ตบุคของเรา) พอเนื้อที่มันไม่พอ เราก็จะพ่วงหน่วยจัดเก็บข้อมูลภายนอก หรือ external harddisk เข้าไปเพื่อรองรับความต้องการในการเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น (มันก็เหมือนเราซื้อ external harddisk มาต่อเข้าทาง USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคในปัจจุบันนี่เอง) ดังนั้นระบบแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ (File System) ก็ถูกดำเนินการจากโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ external harddisk ต่อพ่วงอยู่ … วิธีการนี้ก็สะดวกอยู่หรอก ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว … ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์หลายตัว มันจะเริ่มยุ่งแล้วครับ เพราะถ้าเราใช้เซิร์ฟเวอร์ตัวหนึ่ง แล้วต้องส่งข้อมูลไปเก็บในฮาร์ดดิสก์ที่ต่ออยู่กับเซิร์ฟเวอร์อีกตัวหนึ่ง มันต้องส่งข้อมูลข้ามกันไปมา

ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนมาเป็น NAS หรือ Network Attach Storage คิดง่าย ๆ ก็คือนำเอา external storage มาต่อเข้ากับ network ตรง ๆ แทนที่จะต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์เหมือนที่ผ่านมา การทำแบบนี้ก็จะทำให้เซิร์ฟเวอร์ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกาะอยู่กับเครือข่ายเดียวกันมองเห็น external storage ได้เหมือน ๆ กัน ทำให้สามารถเข้าใช้งานได้ง่ายขึ้น … มันเกิดปัญหาตามมาเหมือนกัน คือ พอมีคนใช้งานมากขึ้นความเร็วในการเขียน/อ่านข้อมูลก็จะลดลง เพราะ File System มันจะอยู่ไปอยู่ในตัว external storage พอเราโยนข้อมูลเข้าไปมาก ๆ มันก็ต้องใช้เวลาในการจัดการหน่อย

ตอนแรกผมก็ใช้แบบ NAS นี่แหละครับ แรก ๆ มันก็ OK อยู่ … พอมันเป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ผู้คนก็ใช้งานกันมากขึ้น ข้อมูลมันก็วิ่งกันอุตลุต ทุกคนต่างก็มีข้อมูลที่สำคัญ ๆ เก็บกันเพียบ นอกจากนั้น ก็ยังมีข้อมูลต่าง ๆ จากกระบวนการผลิตที่ต้องเก็บเอาไว้อีกเพียบเหมือนกัน (จำเรื่อง Shop Floor Data Collection ได้ไหมครับ) … ดังนั้นช่วงไหนที่มัน peak ขึ้นมา มันก็อืดแหละครับ … ผู้ใช้ก็ค่อนแคะกระแนะกระแหนผมเรื่อยแหละครับ … วุ๊ย ระบบวิ่งอืดเป็นเรือเกลือบ้าง ช้าเป็นเต่าบ้าง … ก็ว่ากันไป

Continue reading
  193 Hits
  0 Comments
193 Hits
0 Comments