MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Advanced Planning System (APS)

a

นอกจาก MES (Manufacturing Execution System) แล้ว ผมยังพบว่า มีซอฟต์แวร์อีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มากในเรื่องการวางแผน คือ Advanced Planning System หรือ APS … จริง ๆ แล้ว APS ทำงานได้กว้างทีเดียว แต่จะขอยกมาอธิบายในเชิงการนำมาใช้งานบางเรื่องเท่านั้น

โรงงานที่ผมทำงานนั้น พอปลายปีเราก็ต้องวางแผนการผลิตในปีหน้า สิ่งที่ต้องทำก็คือ เทียบกำลังการผลิตที่เรามี (Supply) กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Demand) … ถ้ามันเท่ากันก็ OK เช่น เรามีกำลังการผลิตคิดเป็นตัวเงินสัก 100 ล้านบาท แล้วเรามียอดขายคิดเป็นตัวเงินแถว ๆ 100 ล้านบาท แสดงว่า ปริมาณลูกค้าต้องการกับปริมาณที่เราทำได้พอ ๆ กัน อันนี้ก็ยิ้มแล้วครับ

ถ้าปริมาณที่เราทำได้มากกว่าปริมาณที่ลูกค้าต้องการ หรือ Supply มากกว่า Demand อันนี้ผมต้องขอให้ฝ่ายขายช่วยไปหาสินค้าเข้ามาผลิตเพิ่มหน่อย เพราะเรามีกำลังการผลิตเหลือ

ถ้าปริมาณที่เราทำได้น้อยกว่าปริมาณที่ลูกค้าต้องการ หรือ Supply น้อยกว่า Demand ก็แสดงว่า เราทำไม่ทัน มันก็จะต้องมามองว่า เราจะลงทุนซื้อเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไหม หรือ จะเอาต์ซอร์ส (outsource) บางส่วนออกไป หรือ จะให้ฝ่ายขายไปขอโทษขอโพยลูกค้าว่า ช่วยลดยอดคำสั่งซื้อลงหน่อยเถอะ ผมทำไม่ทันจริง ๆ

มันเป็นเรื่องของการวางแผนกำลังการผลิตกับยอดขายนี่แหละ เรารู้จักกันในนามของ Sale and Operation Planning หรือ S&OP …

โรงงานที่ผมทำงานอยู่นั้น ลูกค้าก็จะเป็นขาประจำอยู่แล้ว เวลาทำเรื่องนี้ก็มักจะทำให้กำลังการผลิตเท่ากับยอดขายได้ไม่ยาก ถ้ายอดขายเกินเราก็ผลักไปให้โรงงานอื่นในเครือข่ายของเราทำให้ ถ้ายอดขายของเราไม่พอ เราก็ไปดึงจากโรงงานอื่นที่มียอดขายเกินมาทำ (โรงงานที่ผมทำงานจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมีโรงงานแบบเดียวกันหลายสิบโรงงาน ตั้งอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในแถบเอเชีย ก็เช่น สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน อินเดีย ดังนั้น เรื่องการทำให้ Supply เท่ากับ Demand ไม่ใช่เรื่องยาก)

หลังจากผ่านการทำ S&OP มาแล้ว ก็ต้องถือเอาว่า Supply เท่ากับ Demand แล้ว คราวนี้เราก็จะเริ่มวางแผนว่าไตรมาสไหน เดือนไหน จะผลิตอะไรก็ว่ากันไป เอาคร่าว ๆ ก่อน ... จากนั้น เราก็จะมารัน ERP (หรือ ก็คือรัน MRP นั่นแหละ) เพื่อดูว่า วัตถุดิบที่จะเข้ามาใช้ในการผลิตมัน OK ไหม มันเข้ามาทันไหม ถ้าไม่ทัน เราก็ปรับเปลี่ยนตารางการผลิตให้สอดคล้องกับหมายกำหนดการของวัตถุดิบ เพราะถ้าถ้าวัตถุดิบไม่เข้ามา เราก็ผลิตไม่ได้ ใช่ไหมครับ การมองอย่างนี้ จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับวัสดุก่อน (Material First) ตารางการผลิตค่อยตามมาทีหลัง (Schedule Second)

ทีนี้มามองในมุมกลับกันบ้าง ถ้าสายการผลิตของผมมีขีดจำกัดบางประการขึ้นมา เช่น เกิดคอขวดบ้าง เครื่องจักรมีจำกัดบ้าง พนักงานมีจำนวนจำกัดบ้าง สายการผลิตมีขีดจำกัดบ้าง การที่จะมาขยับตารางการผลิตไปมา ผมจะมีปัญหาหาเกิดขึ้นกับการผลิตแล้ว เพราะในเวลานั้น ๆ เครื่องจักรที่ทำงานเฉพาะด้านของผมอาจจะไม่พอ ดังนั้น ถ้าผมล็อกตารางการผลิตแล้ว การจะมาปรับตารางการผลิตเพื่อผลิตสินค้า A ใหม่ มันก็จะทำให้ตารางการผลิตสินค้า B, C, …. อื่น ๆ ที่ตามมารวนเรสับสนวุ่นวายไปหมด รับรองเละแน่ครับ

ถ้ามีข้อจำกัดแบบที่กล่าวมานี้ ผมก็ต้องกำหนดตารางการผลิตก่อน (Schedule First) เพราะมันจะไปเกี่ยวข้องกับ เครื่องจักร เครื่องมือ พนักงาน ฝ่ายสนับสนุนต่าง ๆ ตามที่ผมกล่าวผ่านมาแล้ว ผมต้องกำหนดกันเป็นรายวัน รายชั่วโมง ไปเลย แล้วค่อยไปบี้เอาวัสดุเข้ามาให้ได้ ถ้ามองอย่างนี้ มันจะกลับทิศกัน กลายมาเป็น Schedule First, Material Second … ดังนั้น การวางแผนตารางการผลิตจะหาจุดที่เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ โดยอาศัยตัวแบบทางคณิตศาสตร์เข้าช่วยจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาให้เราเลือก

ขอเล่าย้อนหลังไปสักหน่อย โรงงานที่ผมเคยทำงานอยู่นั้น สมัยแรก ๆ จะเป็นการผลิตในเชิง High Volume, Low Mix หมายถึง มีประเภทสินค้าที่ต้องผลิตจำนวนไม่มาก ไม่หลากหลาย (Low Mix หรือ มีการผสมกันของประเภทสินค้าน้อย) และสินค้าแต่ละประเภทก็ผลิตครั้งละจำนวนมาก ๆ เป็นหลักหมื่น หลักแสนชิ้น ต่อสัปดาห์ (High Volume หรือ ปริมาณการผลิตมาก) จำนวนลูกค้าก็มีน้อยราย ดังนั้น จะ Material First, Schedule Second มันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ... รันงานแบบ Low Mix, High Volume นั้น เหนื่อยช่วงแรก พอมันนิ่งแล้วก็สบายแล้วครับ ...  

ต่อมาค่าแรงงานของเราปรับสูงขึ้น ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ลูกค้าประเภทที่ให้ผลิตครั้งละเยอะ ๆ ก็หนีไปจีน ไปอินเดีย กันหมด เพราะค่าจ้าง ค่าแรง ของเขาถูกกว่าเรามาก ดังนั้นเราก็จะเหลือเฉพาะลูกค้าที่มีสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งขายราคาแพงได้ ค่าแรงที่ปรับขึ้นก็ไม่ค่อยส่งผลกระทบกับเขามากนัก ขอให้ผลิตสินค้าออกมามีคุณภาพก็แล้วกัน จะปรับนิดปรับหน่อยก็ไม่ว่ากัน อันนี้ก็ถือเป็นข้อดีของเขา แต่ก็มีข้อด้อยสำหรับเราเหมือนกันซึ่งก็คือสินค้าที่มีราคาแพงเหล่านี้ก็จะผลิตครั้งละไม่มาก

พอเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องหาลูกค้าที่เน้นเรื่องคุณภาพในการผลิตเข้ามาเพิ่มเพื่อชดเชยยอดผลิตที่หายไป ... คราวนี้มันก็กลายเป็น ประเภทสินค้าที่ต้องผลิตมีมากขึ้น (High Mix) แต่ละรายผลิตไม่มาก เป็นหลักร้อยถึงหลายพันต่อสัปดาห์ (Low Volume) สินค้าแต่ละประเภทก็มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้เวลานานขึ้น ... นั้นหมายความว่า โรงงานที่ผมทำกลายเป็นการผลิตแบบ High Mix, Low Volume ไปในที่สุด

จากเคยมีลูกค้าไม่กี่ราย ก็กลายเป็นหลายสิบราย ทุกเดือนแต่ละคนก็เปิดคำสั่งซื้อเข้ามาและก็อยากได้สินค้าของเขาตามกำหนดเวลาทั้งสิ้น ถ้าเราทำไม่ได้ตามที่สัญญาไว้ เขาก็ปรับเรา สมัยก่อนเคยปรับเปลี่ยนตารางเวลาการผลิตได้บ้าง …  ตอนนี้เมื่อกำหนดแล้ว จะมาขยับซ้าย ขยับขวา ก็ชักขยับไม่ออกแล้ว ทุกคนก็จะถามว่า อ้าวไหนบอกว่า วันนั้น วันนี้ ไอจะได้สินค้าของไอ แล้วมาเลื่อนเข้า เลื่อนออกแบบนี้ ไอไม่ OK … ไอจะปรับเงินยู ทุกคนก็จะพูดแบบนี้แหละดังนั้น พอเรากำหนดตารางการผลิตและแจ้งให้ลูกค้าทราบแล้ว  มันจะขยับยาก

เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ลูกค้าบางรายที่สินค้าของเขามีทางเลือกด้วย หรือ มีหลาย option เช่น ใส่วัสดุเพิ่มเข้าไป ใช้วัสดุเกรดเยี่ยม เพื่อขายในรุ่นพรีเมี่ยม (ขอเรียกสินค้าเกรด A ก็แล้วกัน) หรือ เปลี่ยนคุณภาพวัสดุจากผู้ขายรายหนึ่งมาเป็นผู้ขายอีกรายหนึ่งทำให้ราคาถูกลงหน่อยเพื่อขายในรุ่นทั่วไป (เกรด B) หรือ ตัดวัสดุบางส่วนออกเพื่อขายในรุ่นประหยัด (เกรด C) … ลูกค้าพวกนี้เขาจะถามเราว่า ภายในระยะเวลาที่เรากำหนดให้เขานี้ (เช่น 2 วัน) เขาต้องการให้เราผลิตเกรด A เท่านี้ชิ้น เกรด B เท่านี้ชิ้น เกรด C เท่านี้ชิ้น เราจะทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ ตัวเลขควรจะเป็นเท่าใดภายใต้ขีดจำกัดของเรา

เราก็ต้องไปหาตัวเลขออกมาก่อนว่า ในแง่ของการผลิตแล้ว เราทำได้อย่างละเท่าใด จากนั้นก็ไปรัน MRP เพื่อดูว่า วัสดุของสินค้าแต่ละเกรดนั้นจะจัดหาเข้ามาได้ทันหรือไม่

ถ้าวัสดุที่ต้องจัดหาเข้ามาทันทั้งหมดทุกรายการตาม BOM ก็ OK สบายหน่อย ก็บอกเขาไปตามนั้น ถ้าไม่ทันทั้งหมดตามตัวเลขที่ได้มา ก็ดูต่อไปว่า condition ที่ดีที่สุดคืออะไร เช่น เราน่าจะผลิตเกรด A ได้ 50 ชิ้น เกรด B ได้ 100 ชิ้น และเกรด C ได้ 200 ชิ้น ก็ว่ากันไปตามที่คาดว่าเราน่าจะทำได้

มันไม่จบซีครับ พอเราบอกไป เขาก็ถามกลับมาอีกว่า ถ้าเขาต้องการแบบนี้ ๆ เราจะทำได้หรือไม่ หรือ ทำได้ดีที่สุดเท่าใด เราก็ต้องไปหาคำตอบให้เขาอีก ก็ถามอีกแหละว่า แล้วถ้ายังงั้น ถ้ายังโง้นล่ะ ตัวเลขควรจะเป็นอย่างไร บางรายคุยกันเรื่องนี้เป็นอาทิตย์ ๆ ทีเดียว ไม่ทำให้ก็หาว่า ไม่ Flexible บ้างละ ไม่มี Service mind บ้างละ สารพัดจะยกมาค่อนแคะกระแนะกระแหนให้หงุดหงิดหัวใจ เวลาประชุม QBR (Quarter Business Review ง่าย ๆ ก็คือ ทุก ๆ สามเดือน เรากับลูกค้าก็จะคุยกันเกี่ยวกับธุรกิจที่ทำร่วมกัน ใครมีเรื่องอะไรต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบหรือช่วยเหลือก็จะยกขึ้นมาคุยกัน) … ถ้าเรามีลูกค้าแบบนี้สักสิบราย รับรองวัน ๆ หนึ่งฝ่ายวางแผนปวดหัวจี๊ด เผลอ ๆ โรคประสาทจะกินเอา

เรื่องแบบนี้ APS ช่วยเราได้มากครับ มันจะดึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น BOM, MRP, ทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต แล้วนำมาจำลอง (Simulate) ให้เราเห็นตัวเลขอย่างละเอียด ถามมาเถอะ 2-3 ชั่วโมงก็ตอบได้แล้ว (จากเดิม (ถ้าไม่มี APS) 2 -3 วันโน่น ถึงจะตอบได้)

ว่าก็ว่าเถอะ ขนาดมี APS เข้าช่วยนี่ บางครั้งผมยังมีความรู้สึกว่า เฮ้ย จะเอาอะไรก็เอาสักอย่างซิโว๊ย อยากรู้อะไรกันนักหนา ให้ตู Sim. มา 5-6 เที่ยวแล้ว ยังไม่พอใจสักที อย่าลืมนะครับว่า เรามีงานอื่นที่ต้องทำเหมือนกัน ไม่ใช่มานั่งเฝ้ารอตอบคำถามให้ลูกค้าประเภทนี้ทุกหวี้ทุกวัน งานการอย่างอื่นไม่ต้องทำกันพอดี หนักเข้าผมก็โวยลูกค้าในที่ประชุม QBR เอาดื้อ ๆ เหมือนกัน เล่นเอาเจ้านายตาเหลือก นั่งค้อนผมประหลับประเหลือก

พอจบการประชุม เจ้านายเรียกผมเข้าห้องคุยเป็นการส่วนตัวทันที เฮ้ย ทำไมยูไปโวยลูกค้าอย่างนั้นล่ะ มันไม่ดียูไม่รู้หรือยังไง

ผมก็ตอบว่า ไอรู้ แต่ .... แล้วผมก็เล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ... พลางสรุปว่า 2-3 ครั้ง ลูกน้องไอก็ OK ก็ทำให้ทั้งนั้น ลูกค้าหลายรายก็อยู่แถว ๆ นี้แหละ แต่รายนี้ 5 - 6 ครั้งแล้ว ยังไม่จบ ลูกน้องไอต้องทำไปเกือบสิบครั้ง ... เขาก็ไม่ได้ทำงานอย่างอื่น ตายกันพอดี

พอผมเล่าให้ฟังจบ เจ้านายตบโต๊ะเปรี้ยง โกรธผมใหญ่

ทำไมยูไม่บอกไอก่อน ไอจะได้ช่วยยูโวยด้วย ยูโวยแค่นั้นมันน้อยไป รู้มั๊ย 

อ้าว .... ไหงเป็นงั้นไป ... ผมงี้มึนตึบ

Rate this blog entry:
Warehouse Management System (WMS)
Manufacturing Execution System (MES)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 22 April 2018