MSITBlog

2 minutes reading time (324 words)

ความสูญเปล่าประการที่ 8

ถ้าใครทำงานในโรงงาน หรือ ทำกิจการที่มุ่งเน้นเรื่องต้นทุนต่ำแล้ว ก็คงต้องรู้จักหรือเคยได้ยินเรื่องความสูญเปล่า (Waste) 7 ประการกันมาบ้าง ความสูญเปล่านี้คิดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งใดที่ทำแล้ว ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มใด ๆ ขึ้นมา บางคนว่ากันตรง ๆ เลยก็คือ การกระทำใด ๆ ที่เราทำแล้วลูกค้าไม่จ่ายเงิน ... มองอย่างนี้ก็ชัดดีอยู่เหมือนกัน

ความสูญเปล่า 7 ประการ ได้แก่ การเกิดของเสีย การผลิตเกินความต้องการ การมีกระบวนการเกินความจำเป็น การรอคอยงานหรือวัตถุดิบ การเคลื่อนไหวร่างการโดยไม่จำเป็น การเก็บสต็อกมาเกินไป และ การขนส่ง … ความสูญเปล่า 7 ประการนี้ถือเป็นเรื่องมาตรฐานที่รู้กันมานานแล้ว  

ต่อมาได้เพิ่มความสูญเปล่าตัวที่ 8 เข้าไป ก็คือ การใช้คนต่ำกว่าขีดความสามารถของเขา (Under utilize people) อันหมายถึง การที่เราไม่สามารถใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่เขามีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือ ความสูญเสียจากการไม่รับฟังความเห็นและข้อเสนอของคนในองค์กร

ถ้าทำงานในโรงงานและทำเรื่องลีน (Lean) แล้ว เราก็มักจะทำการขจัดความสูญเปล่า 7 ประการแรกในกระบวนการผลิตเป็นหลัก โดยอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ผังสายธารคุณค่า (Value Stream Mapping, VSM) ไคเซ็น (Kaizen) เข้ามาช่วย ต่อมาก็นำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานบ้าง เช่น Lean Office หรือ ใช้กับ Supply Chain ก็ Lean Supply Chain เป็นต้น ว่ากันง่าย ๆ ก็คือ จะลดความสูญเปล่า 7 ประการที่กระบวนการใด ก็ใส่เรื่องลีนเข้าไปที่นั่น (เรื่องลีนมันมีกรอบที่ใหญ่กว่าแค่ทำการลดความสูญเปล่านะครับ)

แต่ความสูญเปล่าประการที่ 8 นั้น มันมีทั่วทั้งองค์กร เกิดขึ้นทุกแผนก และผู้บริหารมักจะมองไม่ค่อยเห็นเสียด้วย (หรือ ไม่อยากจะมองก็ไม่รู้) … เรามาคุยเรื่องนี้กันสักหน่อยนะครับ

ลองนึกย้อนกลับไปครับ ... เริ่มจากสมัยแรก ๆ ที่เราทำงาน ตำแหน่งงานก็ยังน้อย ๆ อยู่ ยังไม่ขึ้นเป็นระดับผู้บริหาร เรามีเพื่อน มีทีมงาน ดังนั้นมีอะไรเราก็คุยกัน รับฟังกัน ช่วยเหลือกัน ... สังเกตไหมครับ นั่งทำงานก็โต๊ะติด ๆ กัน กินข้าวก็รวมกลุ่มกัน กินกันไป คุยกันไป ทำให้เจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง

ครั้งพอถูกโปรโมตขึ้นเป็นผู้บริหารตัวน้อย ๆ ก็เริ่มมีความสำคัญ เริ่มมีขอบเขตส่วนตัว เช่น มีพาร์ติชันกันบ้าง มีพื้นที่พิเศษบ้าง สังเกตไหมครับ มันเริ่มแยกตัวออกจากผู้คน การสื่อสารต่าง ๆ กับคนหมู่มากก็เริ่มลดน้อยลง   

พอตำแหน่งใหญ่โตขึ้นไปอีก ก็ชักเริ่มคิดว่าตนเองมีความสำคัญในองค์กรมากขึ้น จึงต้องมีห้องทำงาน ต้องมีห้อง/โต๊ะอาหาร ต้องมีโน่น ต้องมีนี่ แยกเป็นสัดส่วน ... มันเป็นการแยกตัวออกจากพนักงานหมู่มากอย่างสิ้นเชิง จะสั่งงาน สั่งการอะไร ก็จะนั่งอยู่ในห้อง แล้วสั่งออกมาภายนอกผ่านทางโทรศัพท์ หรือ ผ่านลูกน้องไม่กี่คน

ถ้าจะเทียบเคียงให้เห็นภาพ มันก็เหมือนเราสั่งงานผ่านทางการใช้ Remote โทรทัศน์นี่แหละ นั่งอยู่ในห้องแล้วก็กด Remote (โทรศัพท์ หรือ e-mail หรือ เลขา หรือ ลูกน้องบางคน) สั่งการไปยังคนหมู่มาก ดังนั้นการสื่อสารก็มักจะเป็นทางเดียว ไม่มีการรับข้อมูลสะท้อนกลับจากคนหมู่มาก … พอนานเข้า ก็ติดนิสัยเอาแต่สั่งการ คราวนี้ก็เริ่มไม่ฟังใครแล้ว ...

บางทีนึก ๆ แล้ว มันก็เหมือนเขานั่งกดจอยสติ๊กเล่นเกมอยู่ในห้องของเขา โดยมีองค์กรที่ว่าจ้างเขาเข้ามาเป็นเกมให้เล่น ... มันน่ากลัวไหมละครับ

ผมว่าตั้งแต่ เริ่มเอาแต่กักขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง บริหารงานด้วยรีโมต และเริ่มไม่ฟังใคร มันก็ก่อให้เกิดความสูญเปล่าประการที่ 8 สะสมเรื่อยมา เพราะเขาเริ่มไม่รู้แล้วว่า พนักงานทำงานอะไรบ้าง การสั่งการเหมาะสมไหม (ในเชิงใช้คนให้เหมาะสมกับงาน) ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ได้ยินเสียงสะท้อนกลับ หรือ ไม่ฟังข้อเสนอแนะจากพนักงานแล้ว

ในกรณีเช่นนี้ เวลาผู้บริหารคนนี้พูดเรื่อง "เราต้องทำงานเป็นทีม" หรือ "เราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" หรือ "เราต้องทำ Employee Engagement" อะไรพวกนี้ ผมว่า มันช่างเป็นเรื่องตลกร้ายของเขาจริง ๆ

แต่เรื่องตลกที่ร้ายกาจที่สุดที่ผม (ซึ่งเข้าไปในฐานะลูกค้าของเขา) เคยเห็นมาก็คือ ผู้บริหารบางคนยังไม่รู้เลยว่า กระบวนการอันเป็น Core Business ขององค์กรที่จ้างเขาด้วยเงินเดือนสูงลิ่วนั้นทำอะไรบ้าง และทำงานอย่างไรมันเป็นเรื่องตลกที่ผมหัวเราะไม่ออกครับ แถมรู้สึกสงสารองค์กรที่ว่าจ้างเขามาอีกต่างหาก คุณว่า องค์กรนี้ผมควรทำมาค้าขาย ฝากผีฝากไข้ ฝากชีวิต (ธุรกิจ) เอาไว้กับเขาไหม

ถ้าผู้อ่านยังทำงานอยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ผมว่าแล้วลองทำใจกลาง ๆ แล้วเงี่ยหูฟังพนักงานคุยกันเกี่ยวกับผู้บริหารตอนกินข้าวกลางวันดูซิครับ ... ผมรับรองว่าคุณจะรู้ทันทีว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในองค์กรของคุณแล้วหรือไม่

ก็มีหลายองค์กรนะครับที่ผู้บริหารได้ปรับตัวโดยโยนรีโมตทิ้งไป แล้วเดินออกจากห้องมาพบปะพนักงานของเขา ฟังเสียงพวกเขา แล้วก็นำมาปรับปรุงการทำงานขององค์กร เราคงได้ยินแนวทางต่าง ๆ ที่เขานำมาใช้กัน เช่น Management by walk around หรือถ้าเป็นโรงงานก็ทำ Gemba walk อะไรพวกนี้ ซึ่งก็จะเป็นแนวทางที่ให้ผู้บริหารเดินออกจากห้องไปทำความรู้จักกับกระบวนการทำงานอันเป็น Core Business ของเขา เข้าไปพูดคุยกับพนักงานของเขา บอกสิ่งที่ต้องการให้พนักงานรู้ รับฟังปัญหาหรือข้อเสนอแนะจากพวกเขา แล้วจึงนำกลับมาประชุมกันเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้แก่พนักงาน

ก็ด้วยความที่ไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นพอทำครั้งแรก มันก็แปลก ๆ หน่อยในสายตาของพนักงาน พอทำบ่อย ๆ ทำเป็นประจำ ทำด้วยความเป็นมิตร ความคุ้นเคยกันมันก็จะเกิดขึ้น การสื่อสารแบบสองทางมันก็ดีขึ้น เมื่อมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันกันแล้ว ข้อมูล ความคิดดี ๆ จากพนักงานที่ทำงานอยู่หน้างานทุกวัน มันก็จะไหลมาสู่เรา สิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาลจริง ๆ มันหาซื้อด้วยเงินไม่ได้ มันจะเข้าทำนองที่ว่า อยากได้ใจเขา ก็ต้องเอาใจไปแลกเอามา

ในเรื่องลีนมีหัวข้อหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ Respect for people อันหมายถึง การให้เกียรติพนักงาน ดังนั้น เวลาเดินลงไปพูดคุยกับพนักงานก็ต้องให้เกียรติเขา ซักถามสารทุกข์สุขดิบ พูดคุยให้เป็นมิตร ไม่ใช่พอเดินลงไป ก็ Ego เต็มตัว ข้าคือผู้บริหาร ข้าคือกฎ ข้าคือความถูกต้อง จึงไปเที่ยวไล่จับผิดเขา ไปบ่น ไปตำหนิเขาอยู่ตลอดเวลา แบบนี้พนักงานเขาก็พูดลับหลังเอาว่า ท่านกลับไปอยู่ในกรงเหมือนเดิมดีกว่าไหม ไม่ต้องลงมาคุยกับพวกเขาหรอก เสียเวลาทำงานเปล่า ๆ … อืม Ego is the Enemy นะครับท่าน 

 

บังคับ (และ) บัญชา
เรื่องเล่าสู่กันฟัง

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 21 September 2018