MSITBlog

2 minutes reading time (310 words)

5G กับ การเก็บข้อมูล

บล็อกที่แล้ว การทำ Deductive หรือ Inductive นั้น เราก็ต้องไปหาข้อมูล ข้อเท็จจริง มาอ้างอิงเพื่อหาข้อสรุป ... ทีนี้การหาข้อเท็จจริงนั้น เราก็ต้องไปลงไปในพื้นที่ที่เกิดปัญหา เพื่อรวบรวมข้อมูลนะครับ ไม่ใช่เอาข้อมูลที่ผู้อื่นจัดเตรียมไว้ให้ ... แนวทางที่ผมมักนำมาใช้ก็คือ 5G ครับ

ต้องบอกกล่าวกันเอาไว้ก่อนว่า เทคนิค 5G นั้นเป็นกิจกรรมที่จำเป็นที่ต้องทำในเรื่องการสร้างคุณภาพในโรงงาน เพราะเมื่อมีปัญหาหรือพบสิ่งใดผิดปกติเราจะต้องไปหาค้นหาเหตุมาวิเคราะห์ทุกครั้ง และเพื่อไม่ให้เกิดการจัดฉากของข้อมูลเกิดขึ้น เราจะต้องลงไปในพื้นที่ที่เกิดปัญหาเพื่อเก็บข้อมูลในพื้นที่จริง ดังนั้นการตัดสินใจใด ๆ ในการแก้ปัญหาจึงอิงอยู่กับข้อเท็จจริงที่เราได้มา เราจะไม่ใช้ข้อมูลที่ผู้อื่นจัดเตรียมมาให้ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข ข้อมูลให้ผิดออกไปจากเดิมก็เป็นได้ 

ตัว G นั้นก็นำมาจากอักษรตัวแรกของหัวข้อทั้ง 5 ก็เลยเรียกสั้น ๆ ว่า 5G อันได้แก่:

Genba หมายถึง เราต้องไปยังพื้นที่ที่เกิดปัญหาจริง

Genbutsu หมายถึง เราต้องดูของจริง หรือ ชิ้นงานที่เกิดปัญหาจริง

Genjisu หมายถึง เราต้องทำการเก็บข้อมูลจากสถานการณ์ หรือ สภาพแวดล้อมจริง (เราจึงจะได้ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงนั่นเอง)

Genri หมายถึง ใช้หลักการทางทฤษฎี

Gensoku หมายถึง การมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ใช้งาน

เราสามารถเขียนรูปได้ดังรูปด้านล่าง

ในสมัยแรกนั้น เขาสร้างขึ้นมาเพียง 3G เพื่อนำมาใช้ตรวจหาความผิดปกติ ถ้าเขียนก็จะได้ดังนี้

หลักการ 3G ที่ออกมาครั้งแรก = (พื้นที่จริง + ของจริง + สถานการณ์จริง)

ความต้องการของผมนั้น ก็แค่ต้องการให้ผู้อ่านหันมาสนใจ 3G นี่และแหละครับ ทั้งนี้ก็เพื่อขอร้องแกมบังคับว่า ข้อมูลใด ๆ ที่เราได้มานั้น เราต้องไปเก็บหรือรวบรวมมาจากพื้นที่ที่เกิดปัญหาจริง ๆ ต้องไปดูสิ่งที่เกิดปัญหาให้เห็นกับตา (จะวัด จะทำอะไร ก็ทำบนชิ้นงานจริง เพื่อจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติออกไปจนกลายเป็นปัญหาขึ้นมา) ภายใต้สถานการณ์ (หรือ สภาพแวดล้อมในการทำงาน) จริง

เราลองมาคิดกันดู การที่เรานั่งประชุมอยู่ในห้อง แล้วเอาข้อมูลที่ต้องใช้ในการตัดสินใจมาจากคนอื่น เอามานั่งดู นั่งคิด นั่งสร้างภาพถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพที่สร้างขึ้นมานั้นมันจะเป็นไปตามข้อมูลที่ได้มา ซึ่งข้อมูลนั้นมันถูกหรือผิดก็ไม่รู้ มีการดัดแปลง/แก้ไข/ปรับแต่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ นอกจากนั้น ภาพที่สร้างขึ้นมานั้น มันจะบีบแคบเป็นไปตามทฤษฏี ตามหลักการ (สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มันจะหายไป) จากนั้นเราก็ทำการตัดสินใจบนภาพนั้น โอกาสพลาดมันเยอะมากครับ

แต่ถ้าเราไปยืนอยู่ในสถานที่เกิดเหตุจริง ๆ เราจะมองเห็นภาพกว้าง ๆ ของพื้นที่นั้น เราจะมองเห็นลักษณะของพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร เราสามารถมองเห็นภาพของสถานที่ได้รอบตัว เมื่อเราไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (เช่น สินค้าที่กำลังทำอยู่ตอนนั้น) เราจะสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน จะวัด จะพลิกซ้าย พลิกขวา หรือ ดูส่วนที่เกี่ยวข้องก็ทำได้ทันที ถ้าเราสงสัยว่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร พนักงาน อุณหภูมิ จะเข้ามามีผลอะไรบ้าง เราก็สามารถเดินไปดูได้ทันที

เมื่อเราได้ข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ ก็จะมั่นใจได้ว่ามันเป็นข้อมูลที่ได้มาจากข้อเท็จจริง และภาพที่เราจินตนาการขึ้นมาจะกว้างขวางมากว่าเพราะเราไปเห็นของจริงมาแล้ว  

เอาให้สั้นลงก็ได้ ถ้าเราจะซื้อบ้านสักหลัง เราจะตัดสินใจซื้อจากภาพและข้อมูลที่เราเห็นจากโบรชัวร์โฆษณาแล้วนั่งคิดเอาว่ามันจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ หรือ เราจะไปดูของจริง ไปยืนดูภาพบ้านทั้งหลังไกล ๆ เสียก่อนว่ารูปทรงมันเป็นอย่างไร แล้วก็ไปเดินดูรอบบ้าน (ดูพื้นที่ ดูรั้ว ดูผนังภายนอก ดูวัสดุที่ใช้) แล้วเราก็เข้าไปดูภายใน (ดูห้องต่าง ๆ ดูประตู ดูหน้าต่าง ดูห้องน้ำ) … ผู้อ่านคิดว่า แบบไหนที่จะให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงได้ดีกว่ากัน แบบไหนที่จะทำให้ผู้อ่านจินตนาการบ้านที่เราจะตัดสินใจซื้อได้ดีกว่ากัน

บางโรงงานนั้น เมื่อเกิอปัญหาใด ๆ ขึ้นมา ผู้บริหารเขาบังคับเลยว่า คุณต้องไปยืนแก้ปัญหากันในสายการผลิตโน่น ไม่ใช่มานั่งประชุมแล้วจินตนาการกันอยู่แต่ในห้อง   

ต่อมาเขาก็เพิ่มเข้ามาอีก 2G รวมกับของเดิมอีก 3G ก็กลายเป็น 5G … เรามาดู 2G ที่เพิ่มเขามาเพื่อช่วยหาสาเหตุกันสักหน่อย

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ก่อนเกิดปัญหาขึ้นมานั้น สภาพการณ์ (เช่น กระบวนการผลิต) มันย่อมดำเนินไปตามปกติ ตามที่ควรจะเป็น (มันจึงไม่เกิดปัญหา) … ทีนี้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น (เช่น เปลี่ยนเครื่องจักร เปลี่ยนวัตถุดิบ เปลี่ยนกระบวนการผลิต เป็นต้น) มันก็จะทำให้เอาต์พุตหรือสินค้าที่ผลิตออกมาเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ทีนี้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น มันอาจก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มขึ้น (ไปทางดี) หรือ ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมา (ไปทางร้าย) ก็ได้ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นสอดคล้องกับหลักการทางทฤษฎี (Genri) และระเบียบกฎเกณฑ์ (Gensoku) ที่เรากำหนดเอาไว้หรือไม่

หลักการทางทฤษฎี หมายถึง หลักการ หรือ ทฤษฎีพื้นฐานที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้พูดกันง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเราพิสูจน์แล้วว่า ถ้าเราเปลี่ยนวัสดุชิ้นนี้แล้ว มันจะทำให้คุณภาพดีขึ้น เราก็ทำการเปลี่ยนแปลงวัสดุชิ้นนั้น แบบนี้เราก็ถือได้ว่า การเปลี่นแปลงที่เกิดขึ้นนั้น มันก่อให้เกิดคุณค่ามากขึ้นมา มันเป็นไปตามหลักการที่วางเอาไว้ หรือ เราสามารถมองกลับกันได้ว่า ก็หลักการ หรือ ทฤษฏีเขาบอกว่าควรทำแบบนั้น ๆ แต่เราไม่สนใจที่จะทำตาม (เช่น นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่สนใจว่าหลักกงหลักการอะไรละ) มันก็เกิดปัญหาขึ้นซีครับ

ส่วนระเบียบกฎเกณฑ์ หมายถึง ระเบียบข้อบังคับพื้นฐานที่เราต้องทำตาม เช่น โรงงานได้ออกระเบียบปฏิบัติว่า จะแก้ปัญหาอะไรก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่เขียนเอาไว้ แบบนี้เราก็ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น ในกรณีที่มีการตัดสินใจกำหนดอะไรลงไปก็ตาม จำเป็นต้องมีการสร้างระบบที่จะทำให้สิ่งที่ถูกกำหนดลงไปนั้น สามารถลงมือปฏิบัติให้เป็นจริงได้ด้วย

หลักการ 5G = (พื้นที่จริง + ของจริง + สถานการณ์จริง) + (หลักการทางทฤษฎี + ระเบียบกฎเกณฑ์)

สรุปเลยก็แล้วกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เราต้องไปหาข้อมูล ข้อเท็จจริง ในสถานที่เกิดเหตุจริง ไปดูสิ่งที่มีปัญหาจริง ๆ ภายใต้สภาพกาณ์ที่ใช้งานจริง ๆ (3G แรก) … จะตัดสินใจใด ๆ ก็ต้องมีทฤษฏีหรือหลักการมายืนยัน จะลงมือทำการใด ๆ ก็ต้องทำตามระเบียบปฏิบัติ หรือ กฎเกณฑ์ที่วางไว้ (อีก 2G ที่ตามมา)

แล้วคุยกันต่อนะครับ  

 

ยังไง ๆ มันก็ต้องช่วยกันคิด
สมมติฐานและการยืนยัน

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 15 November 2019