MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0)

ตอนนี้ใคร ๆ เขาก็พูดถึงอุตสาหกรรมยุค 4.0 กัน … เราลองมาดูกันหน่อยดีไหม

ผมคงเข้าไปทำงานในยุคอุตสากรรม 1.0 ไม่ทันแน่ ๆ เพราะระบบอัตโนมัติยุคนี้จะใช้ระบบกลไกล้วน ๆ ทำงานด้วยตัวของมันเองไม่มีโปรกงโปรแกรมอะไรไปควบคุม (น่าจะเหมือนกลไกลโซ่และเฟืองรถจักรยานนี่กระมัง) มักจะถูกนำมาช่วยผ่อนแรงคนทำงานนั่นเอง ดังนั้นการควบคุมระบบก็ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีเครื่องจักรไอน้ำเป็นต้นกำลังหลัก

พอมายุคอุตสาหกรรม 2.0 อันนี้ผมทันแน่ ๆ เพราะเป็นการผลิตในเชิง Mass Production หรือ การผลิตสินค้าที่เหมือน ๆ กันจำนวนมาก ๆ โดยใช้สายพานลำเลียง (Assembly Line) และใช้แรงงานประกอบพร้อมเครื่องมือ/เครื่องจักรทำงานแยกกันเป็นแบบอิสระแบบตัวใครตัวมัน (Stand Alone) ระบบอัตโนมัติในยุคนี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ากันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติในระดับตัวเครื่องมือ/เครื่องจักรหรือกลุ่มเครื่องจักรภายในโรงงานเดียวกันเสียมากกว่า เช่น เครื่อง PLC หรือ เครื่อง CNC ที่ผมยกตัวอย่างผ่านมาแล้วนี่แหละครับ ระบบอัตโนมัติยุคอุตสาหกรรม 2.0 นี้ได้ช่วยเพิ่มผลิตภาพในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมาก

ในยุคอุสาหกรรม 3.0 นั้น เขาก็ว่า มันมีการใช้คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อกันให้เป็นอัตโนมัติ (Automation) กันแล้ว ในรูปข้างบนจะเห็นว่า มีการใช้แขนหุ่นยนต์แสดงเอาไว้ ก็หมายความว่า เครื่องจักรต่าง ๆ นั้นมีระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปควบคุม (เพื่อป้อนคำสั่งต่าง ๆ ให้หุ่นยนต์ทำงานตามต้องการ) และมีการเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นระบบอัตโนมัติขึ้นมา ถ้าแปลความหมายเอาตามนี้ ก็น่าจะหมายความว่า สายการผลิตทั้งสายการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติที่เครื่องมือ/เครื่องจักรทำงานภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์ คนไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ผมเคยไปเยี่ยมลูกค้ารายหนึ่งในประเทศแถว ๆ ยุโรป มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ในโรงงานขนาดใหญ่โต มีแต่ผู้สูงอายุ 5 -6 คน เอาไว้กดปุ่มสตาร์ตเครื่องจักร หรือ แก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรแบบนั้น ผมถามลูกค้าที่ผมไปเยี่ยมเยือนว่า พนักงานหายไหนกันหมด (ตอนนั้นผมนึกว่า คงมีการเรียกประชุมใหญ่อะไรกันสักอย่าง จึงไม่เห็นพนักงานเลย) เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้หนุ่ม ๆ สาว ๆ ไม่มีใครทำงานในโรงงานกันแล้ว เขาไปทำงานตามสำนักงานในเมืองกันหมด โรงงานก็เลยต้องใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วย

สำหรับในบ้านเรานั้น ก็จะมีบางส่วนเป็นระบบอัตโนมัติ บางส่วนก็ยังใช้พนักงานทำงานด้วยมือ เรียกว่าเป็นกึ่งอัตโนมัติคือใช้ทั้งคนและเครื่องจักรอัตโนมัติช่วยกัน มันยังไม่เป็นระบบอัตโนมัติทั้งสายการผลิต ดังนั้น บ้านเราก็คงจะอยู่แถว ๆ สัก 2.5 ละกระมัง

ในอุตสาหกรรม 4.0 นั้น เขาว่าเป็นยุค Cyber - Physical System … ลองดูจากรูปข้างบนนะครับ เครื่องมือและแขนหุ่นยนต์ต่างก็ส่งคลื่นออกมา แสดงว่าเครื่องมือต่าง ๆ (Physical) มันสามารถคุยกันได้และมันยังสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอก (Cyber) ได้ด้วย เราจึงเรียกว่า Cyber – Physical System หรือ ระบบที่เชื่อมโลกทางกายภาพกับไซเบอร์เข้าด้วยกัน ได้มีผู้เขียนรูปเอาไว้ดังนี้

ตัวแรกบนสุด (ที่ 12 นาฬิกา) ก็คือ Autonomous Robots หรือ หุ่นยนต์อัตโนมัติ คราวนี้มันไม่ใช่ธรรมดา ๆ อีกแล้ว แต่มันเป็นหุ่นยนต์ที่มีตัวตรวจจับ (Sensors) ติดอยู่ เหมือนเราใส่หู ใส่ตา ให้มัน ทำให้มันมองเห็น ได้ยิน แล้วก็ใช้ข้อมูลที่เกิดจากการมองเห็นได้ยินมาประมวลผลเพื่อทำการตัดสินใจได้เอง หรือ มันสามารถ (ตัดสินใจ) ทำงานได้ด้วยตัวของมันเอง โดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับมาจากตัวตรวจจับต่าง ๆ ติดตั้งเอาไว้ ตัวอย่างที่เขาชอบยกขึ้นมาก็คือ รถ AGV ที่ใช้ขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบในคลังสินค้านี่แหละครับ ลองหาข้อมูลใน Youtube ดูเถิดครับ แล้วจะเข้าใจ  

ตัวต่อมา (วนตามเข็มนาฬิกา) ก็คือ Simulation หรือ การจำลองแบบ หรือ การจำลองสถานการณ์ องค์ประกอบต่างๆ ในกระบวนการผลิตของในยุคอุตสาหกรรม 4.0 จะถูกจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น การจำลองการออกแบบและการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ด้วยภาพ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ตัวต่อมาก็คือ System Integration หรือ การบูรณาการระบบเข้าด้วยกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตต้องบูรณาการเข้าด้วยกัน ใช้มาตรฐานเดียวกัน คุยกันได้ เพื่อให้กระบวนการต่าง ๆ ไหลไปได้อย่างราบรื่น (ก็คล้าย ๆ กับ CIM ที่ผมเล่าให้ฟังผ่านมาแล้วนั่นเอง)

ตัวต่อมาก็คือ Internet of Things (IoT) หรือ อินเตอร์ของสรรพสิ่ง … (ถ้าในวงการอุตสาหกรรมก็เรียกว่า Industrial Internet of Things, IIoT) … ก็หมายถึง เราติดตั้งเซ็นเซอร์ให้กับวัตถุหรือเครื่องมือ/เครื่องจักรต่าง ๆ (เหมือนใส่ตา ใส่หู ให้แขนหุ่นยนต์) เพื่อให้มันสามารถเชื่อมต่อกันได้ คุยกันได้ มันก็กลายเป็นเครือข่ายขึ้นมา เครือข่ายของผู้คนก็เรียกว่า Internet of People … เครือข่ายของสิ่งของต่าง ๆ ก็เรียกว่า Internet of Things

ตัวต่อมาก็คือ Cybersecurity หรือ ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เพราะว่า สิ่งกายภาพของโรงงานมันเชื่อมกับโลกไซเบอร์ ดังนั้น ก็จะเป็นอยู่เองต้องใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้ด้วย มิฉะนั้น อาจจะมีแฮกเกอร์เจาะลงไปถึงระดับเครื่องมือ/เครื่องจักรทีเดียว

ตัวต่อมาก็คือ Clound Computing หรือ การประมวลผลแบบคลาวด์ ลองนึกง่าย ๆ ครับ เราต้องซื้อซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เยอะแยะเต็มไปหมด วันดี คืนดี ก็มีคนนำซอฟต์แวร์เหล่านั้นมาให้ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต (เราต้องจ่ายเงินให้เขานะครับ ให้นึกถึงจ่ายค่าเช่าก็แล้วกัน ง่ายดี) โดยเราสามารถเลือกกำลังการประมวลผลและปริมาณทรัพยากรได้ตามความต้องการในการใช้งาน จะลด จะเพิ่ม กำลังความสามารถก็ทำได้สะดวก มันก็เหมือนลดต้นทุน (เราไม่ต้องไปซื้อ) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ตัวต่อมาก็คือ Additive Manufacturing (AM) … ก็คือ 3D Printing นี่เอง มันเป็นการสร้างชิ้นงานจากไฟล์ที่ออกแบบไว้ ทำให้ได้ต้นแบบ (prototype) ออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นจุดบกพร่องที่ต้องปรับแก้ก่อนการผลิตจริง ในบางกรณีวัตถุที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้งานได้จริง สมัยก่อนเราใช้เครื่อง CNC มันเป็นการกัดส่วนเกินออกไป แต่คราวนี้มันเป็นการเพิ่มเข้ามา บางคนก็ตีความหมายว่า สมัยก่อนเราต้องทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ในโรงงานของเราเท่านั้น ในยุคนี้เราสามารถทำชิ้นส่วนที่ไหนก็ได้ในโลก แล้วก็ขนส่งมาประกอบเข้าด้วยกันที่โรงงานเรา

ตัวต่อมาก็คือ Augmented Reality (AR) หรือ ความเป็นจริงเสริม (หรือ ความจริงเสมือน) … ก็เป็นการใช้คอมพิวเตอร์เติมข้อมูลภาพ หรือ เสียงเข้าไปร่วมกับข้อมูลทางกายภาพที่ปรากฏในขณะนั้น นึกถึงเกมโปเกมอนที่เพิ่งฮิต ๆ กันแบบนั้นแหละ เราจะเห็นว่า เป็นการเติมตัวการ์ตูนเข้าไปในภาพที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ตัวต่อมาก็คือ Big Data & Analytics … จากที่กล่าวมาแล้วว่า ยุคนี้เครื่องจักรติดเซ็นเซอร์เข้าไป เซ็นเซอร์เหล่านี้ก็สร้างข้อมูลจำนวนมากขึ้นมา แล้วเครื่องจักรต่าง ๆ ก็ติดต่อสื่อสารกัน (M2M communication) มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ผ่านเครือข่ายทั้งของมันและไซเบอร์ ข้อมูลที่ไหลไปมาก็จะมีปริมาณมหาศาล เราต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อให้มีความหมายในเชิงปฏิบัตินั่นคือ นำไปใช้ในการตัดสินใจได้การประมวลข้อมูลจำนวนมากเพื่อหารูปแบบ ความหมาย และนำไปใช้นี้เรียกว่า แอนาไลติกส์(Analytics)

ถ้าเราพิจารณาให้ดี บางเรื่องก็มีให้เห็นกันตั้งนานแล้ว แต่บางเรื่องก็มีให้เห็นกันไม่นานมานี้ ประเด็นก็คือ มันไม่ได้นำไปประยุกต์ใช้ในโรงงาน

มีบางคนมาถามผมว่า โรงงานเขาจะกระโดดจากยุค 2.5 ไปเป็นยุค 4.0 เลยได้ไหม ... ผมก็ตอบเขาไปว่า ผมบอกไม่ได้หรอกครับ ลองกลับไปดู IT Infrastructure (ทั้ง Hardware, Software และ Service ตามที่ผมกล่าวเอาไว้ในบล็อกที่แล้ว) ว่า มันรองรับการทำให้เป็นอัตโนมัติโดยใช้คอมพิวเตอร์ได้หรือยัง ... ถ้ายัง ผมว่าไปจัดเตรียม Infra ให้ได้ก่อนดีกว่า เพราะปริมาณข้อมูลจะวิ่งวนอยู่ในระบบและวิ่งเข้า/วิ่งออกจากระบบ (ผ่านการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก) สูงมาก ... ถ้าไม่เตรียม Infra เอาไว้ให้ดี มันจะเดี้ยงเอาดื้อ ๆ    

เราจะคุยกันในบล็อกต่อ ๆ ไปนะครับ

 

Rate this blog entry:
ฝากไว้ให้ช่วยดูแล
ถึงเบื่อ แต่ก็ต้องทำ

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 22 April 2018