บล็อกที่แล้วผมเขียนเอาไว้ว่า เมื่อเรากำหนดภาพรวมหรือผลที่องค์กรต้องการเป็นหรืออยากได้ในอนาคตระยะยาวขึ้นมาแล้ว ภาพนั้นมันก็จะกลายเป็นเป้าหมายที่เราต้องเดินจากปัจจุบันนี้ไปหามันในอนาคต เส้นทางที่เราคาดว่าจะใช้เดินไปนั้นมันก็จะกลายเป็นทิศทางขององค์กรไปในทันที

โดยทั่วไปแล้ว เจ้าภาพรวมในอนาคตที่เราต้องกำหนดขึ้นมานั้นมักจะประกอบไปด้วย:

1) วิสัยทัศน์ (Vision) ซึ่งจะเป็นเป้าหมายโดยรวม แต่เป็นแบบกว้าง ๆ ไม่ได้ระบุลงไปในรายละเอียด เพียงแค่บอกความต้องการของเราในอนาคตระยะยาว (Long – Term) และมักจะระบุออกมาในเชิงของความเป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่งที่ต้องการ เช่น การให้บริการที่ดีที่สุด การเป็นผู้นำในด้านใดด้านหนึ่ง เป็นต้น

ดังนั้นในการบอกความต้องการของเรานี้ มันจึงเป็นการรวบรวมแนวคิดของเรามาร้อยเรียงกันเพื่อฉายภาพให้เห็นว่าธุรกิจของเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต และเมื่อคนอ่าน คนฟัง ข้อความในวิสัยทัศน์แล้ว มันต้องชัดเจน จุดประกาย สร้างความกระตือรือร้น กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมานะครับ

หลายคนมักจะยกวิสัยทัศน์ที่เกิดจากการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเคนเนดี้ที่เคยกล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ.1961 ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “(ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศนี้ควรผูกพันกับการบรรลุเป้าหมายและ)ก่อนที่ทศวรรษนี้จะผ่านพ้นไป เราจะส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์และเดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย” ภาพที่ต้องการสื่อสาร ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใด ๆ เลยนะครับ

2) พันธกิจ (Mission) (หรือ ภารกิจ) จะเป็นแผนและวิธีการที่ออกแบบมาให้ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ มีการระบุขอบเขต สถานที่ วิธีการ และเวลาเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ (โดยหลักการมันจะเป็นตามนี้)

ทีนี้เวลาเขียนพันธกิจ มันอาจจะเขียนสั้น ๆ บางท่านต้องการเน้นไปในเรื่องการสื่อการอย่างมีประสิทธิผลกับ ตลาด ลูกค้า ผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าใจถึงเหตุผลที่สำคัญและน่าสนใจสำหรับบริษัทที่ต้องดำรงอยู่ในธุรกิจ ดังนั้นเวลาเขาเขียนพันธกิจแล้ว เขาจึงนำ ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเขียนเอาไว้ด้วย เช่น หลักการที่ถือปฏิบัติ (Principles) คุณค่า (หรือ ค่านิยม)และความเชื่อ (Values and Beliefs) ของบริษัท เป็นต้น 

ลองนึกดูครับ ... อาจจะมีคนสงสัยแล้วถามว่า ไอ้ภารกิจที่บอกเอาไว้นั้นจะทำได้หรือ ...

เราก็ตอบว่า ... เฮ้ย ทำได้จริง ๆ นะ เพราะพนักงานของเรามีหลักที่ถือปฏิบัติอย่างนี้ พวกเรานิยมทำกันแบบนี้ พวกเรามีความเชื่อกันอย่างนี้ ... แทนที่เราจะไปตอบทีละคน ๆ เราก็เขียนแสดงเอาไว้ซะก็หมดเรื่อง 

พอเราเอาภาพของวิสัยทัศน์ พัธกิจ (เอาละขอรวมค่านิยมและความเชื่อด้วย) เขียนเป็นภาพในอนาคตออกมา แล้วก็บอกว่า เราจะทำสิ่งนี้ ... มันก็จะมีคำถามขึ้นมาว่า "เราจะทำสิ่งนั้นไปทำไม" หรือ "เราต้องการอะไร (จากการทำสิ่งที่เราบอกเอาไว้นั้น) ... มันคือ ข้อ 3 แหละครับ 

3) เป้าประสงค์ (Goal) เป็นการกำหนดผลที่ต้องการในอนาคตของบริษัท (หรือก็คือ Business Goal) เป็นผลสำคัญที่ต้องการ เป็นต้นแบบของวัตถุประสงค์

เป้าประสงค์ของธุรกิจ (Business Goals) มันก็มีเยอะแยะ แต่ที่สำคัญได้แก่

ก. เพื่อผลประโยชน์หรือกำไร (เพื่อเอามาแบ่งให้ผู้ลงทุน) เพราะถ้าบริษัทไม่มีกำไรก็คงดำเนินต่อไปไม่ได้ และการที่จะมีกำไรนั้นมันก็ต้องขายสินค้าหรือได้รับค่าบริการในราคาสูงกว่าค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนที่ได้เสียไปในการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น

ข. เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อไปยาว ๆ นาน ๆ และมั่นคง เพื่อที่จะได้ผลิตสินค้าหรือให้บริการเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคต่อไป อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า อยากทำธุรกิจไปนาน ๆ อย่างมั่นคง

ค. เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทเจริญเติบโต โดยเน้นไปที่การขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น มีสาขาเพิ่มมากขึ้น มีพนักงานเพิ่มมากขึ้น .. เรียกว่า เพื่อให้เกิดความมั่นคงทั้งทางการเงินและฐานะทางสังคมว่างั้น

ง. เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม จึงดำเนินธุรกิจไม่ขัดต่อ กฎหมาย ข้อบังคับ ประเพณี ศีลธรรม อันดีงามของสังคม จึงเน้นไปถึงการคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงสภาพแวดล้อม การพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมให้ดีขึ้น

กรอบใหญ่ ๆ มันก็จะเป็นแบบนี้ ทีนี้เวลาเขียนมันก็จะไม่เขียนลงไปทื่อ ๆ แบบนั้น มันจะเชื่อม (link) อยู่กับพันธกิจ หรือ ภารกิจในข้อ 2

พันธกิจ หรือ ภารกิจ มันจะบอกว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ หรือ เราต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ เมื่อทำกิจกรรมนั้น ๆแล้ว มันก็ต้องมีผลลัพธ์ที่เราอยากได้เกิดขึ้นมาใช่ไหมครับ อันนี้แหละครับ เราเอามาเป็นเป้าประสงค์ได้ ... และก็กล่าวได้ว่า เป้าประสงค์กับพันธกิจมันต้องไปทางเดียวกันนะครับ

4) วัตถุประสงค์ (Objective) เป็นการระบุผลที่แคบกว่าเป้าประสงค์ มีขอบเขตชัดเจนแน่นอนกว่า (เช่นกัน ส่วนนี้ผมหมายถึง Business Objective นะครับ) ข้อสำคัญก็คือ ต้องวัดความก้าวหน้าและการบรรลุผลได้ สามารถระบุสิ่งที่ต้องการออกมาเป็นรูปธรรม (เพื่อให้วัดได้) มีการกำหนดระยะเวลาที่ได้ผลงานออกมาชัดเจน

ผมขอขยายความข้อ 3 กับ 4 หน่อยนะครับ เอาแบบง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจ วิสัยทัศน์ของผมคือ อยากมีความรู้จะได้ทำงานดี ๆ ดังนั้นภารกิจหรือพันธกิจของผมก็คือต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและต้องไปฝึกงานเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในการทำงาน

ในข้อ 3 นั้นมันเหมือนกับว่าหลังจากที่ผมเรียนจบแล้วผมต้องได้ปริญญาบัตร (อันนี้รวมทั้งความรู้และประสบการณ์ด้วยนะครับ แต่ผมขอยกแค่ปริญญาบัตรมาเพียงอย่างเดียว โดยถือเอาว่าสิ่งนี้ก็คือผลที่ผมต้องการในอนาคต มันก็จะกลายมาเป็นต้นแบบของวัตถุประสงค์ของผมที่ต้องขยายออกมาอีก) ... มันก็กลายเป็น Goal ของผมไปแหละครับ

ส่วนข้อ 4 นั้นมันจะบีบแคบลงไป (ต้นแบบที่ถูกนำมาแยกย่อยก็คือการที่จะได้ปริญญาบัตร) เช่น 1) ต้องเรียนครบ X หน่วยกิจ ภายใน Y ปี 2) มีเกรดสะสม 2.0 หรือ มากกว่า 3) …(อื่น ๆ) ……. อันนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจแบบง่าย ๆ นะครับ

เราจะเห็นว่าวิสัยทัศน์จะมีความกว้างมากที่สุด (คือกล่าวแบบกว้าง ๆ ไม่มีรายละเอียด) ในขณะที่วัตถุประสงค์จะมีความเจาะจงมากที่สุด (จะบีบแคบลงไปในรายละเอียด)

และนั่นคือองค์ประกอบของ ภาพรวมในอนาคตของบริษัทของเรา …… ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าภาพรวมนั้นมีแค่วิสัยทัศน์อย่างเดียว มันก็รู้แค่ภาพที่ต้องการเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะใช้แนวทางใดเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น พอเราใส่พันธกิจเข้าไป เราก็รู้แหละครับว่าจะต้องใช้แนวทางใด แต่มันก็จะเกิดคำถามอีกว่า ถ้าเดินไปถึงจุดนั้นภาพนั้นแล้วเราจะได้มรรคได้ผลอะไร ตรงนี้เราก็ใส่ Goal เข้าไป และคำถามสุดท้ายก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเดินไปสู่ Goal จริง ๆ เราก็ต้องใส่ตัววัดเข้าไปซึ่งก็คือวัตถุประสงค์นั่นเอง คราวนี้ภาพเรากำหนดขึ้นมา มันจึงเป็นภาพที่รวมเอาส่วนที่สำคัญ ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ผมจึงเรียกว่าภาพนี้ว่า ภาพรวม นั่นเอง  

เราก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกชาวบ้านร้านช่องซึ่งอยู่นอกบริษัททั้งหมดนะครับ เดี๋ยวเขารู้ใส้รู้พุงเราหมด ... ส่วนมากเราก็มักจะบอกแค่วิสัยทัศน์และพันธกิจ (อาจจะรวมค่านิยมด้วยก็ได้) 

คราวนี้ เมื่อเรากำหนดภาพรวมอันเป็นตำแหน่งที่เราต้องการไปยืนอยู่ในอนาคต (หรือ วิสัยทัศน์) ได้แล้ว เราก็มาสร้างกลยุทธ์ที่ใช้เป็นแนวทางที่เราเลือกเดินจากตำแหน่งที่เราอยู่ปัจจุบันไปยังตำแหน่งที่เราต้องการยืนอยู่ในอนาคตดังรูปด้านล่าง

 จากนั้น เราก็จะนำกลยุทธ์มาแปลเป็นยุทธวิธี (หรือ กลวิธี) ขึ้นมา

ถ้าผมจับเรื่องต่าง ๆ มาเขียนเป็นรูปขึ้นมา (โดยอาศัยความกว้าง ความแคบ ที่สามารถนำมาดำเนินการได้) ก็จะได้ดังรูปด้านล่าง

คำว่า ยุทธวิธี (Tactics) หรือกลวิธีนั้น มันจะเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของการกระทำอย่างถูกวิธี (Doing things right) หรือ กิจกรรมต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมานั้น เราจะทำอย่างไร มันจึงจะถูกต้อง เหมาะสม (เช่น จากบล็อกที่แล้ว ถ้าผมเลือกกลยุทธ์ไปเชียงใหม่โดยการขับรถไปด้วยตัวเอง กลวิธีที่ผมต้องนำมาพิจารณาก็เช่น ผมจะต้องเตรียมรถอย่างไร ต้องกำหนดเส้นทางอย่างไร ต้องขับด้วยความเร็วประมาณเท่าใด ต้องพักรถที่จุดใดนานเท่าใด เป็นต้น) มันจะเสมือนกับการนำแผนกลยุทธ์มาแปลออกมาเป็นแผนที่ทำให้เราสามารถดำเนินการได้ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติให้มันเป็นจริงขึ้นมา

ถ้าเทียบกันแล้ว กลยุทธ์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางขององค์กรที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย (ในอนาคต) ที่ต้องการ อย่างถูกต้อง เหมาะสม (มันเป็นการ Do the right things) ในขณะที่กลวิธี (หรือ ยุทธวิธี) จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเดินทางได้ด้วยวิธีใด เดินอย่างไร (มันเป็นการ Do things right) นะครับ