MSITBlog

2 minutes reading time (367 words)

ภาพในอนาคตที่อยากเป็นคืออะไร?

บล็อกที่แล้วผมเขียนเอาไว้ว่า เมื่อเรากำหนดภาพรวมหรือผลที่องค์กรต้องการเป็นหรืออยากได้ในอนาคตระยะยาวขึ้นมาแล้ว ภาพนั้นมันก็จะกลายเป็นเป้าหมายที่เราต้องเดินจากปัจจุบันนี้ไปหามันในอนาคต เส้นทางที่เราคาดว่าจะใช้เดินไปนั้นมันก็จะกลายเป็นทิศทางขององค์กรไปในทันที

โดยทั่วไปแล้ว เจ้าภาพรวมในอนาคตที่เราต้องกำหนดขึ้นมานั้นมักจะประกอบไปด้วย:

1) วิสัยทัศน์ (Vision) ซึ่งจะเป็นเป้าหมายโดยรวม แต่เป็นแบบกว้าง ๆ ไม่ได้ระบุลงไปในรายละเอียด เพียงแค่บอกความต้องการของเราในอนาคตระยะยาว (Long – Term) และมักจะระบุออกมาในเชิงของความเป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่งที่ต้องการ เช่น การให้บริการที่ดีที่สุด การเป็นผู้นำในด้านใดด้านหนึ่ง เป็นต้น

ดังนั้นในการบอกความต้องการของเรานี้ มันจึงเป็นการรวบรวมแนวคิดของเรามาร้อยเรียงกันเพื่อฉายภาพให้เห็นว่าธุรกิจของเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต และเมื่อคนอ่าน คนฟัง ข้อความในวิสัยทัศน์แล้ว มันต้องชัดเจน จุดประกาย สร้างความกระตือรือร้น กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมานะครับ

หลายคนมักจะยกวิสัยทัศน์ที่เกิดจากการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเคนเนดี้ที่เคยกล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ.1961 ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “(ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศนี้ควรผูกพันกับการบรรลุเป้าหมายและ)ก่อนที่ทศวรรษนี้จะผ่านพ้นไป เราจะส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์และเดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย” ภาพที่ต้องการสื่อสาร ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใด ๆ เลยนะครับ

2) พันธกิจ (Mission) (หรือ ภารกิจ) จะเป็นแผนและวิธีการที่ออกแบบมาให้ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ มีการระบุขอบเขต สถานที่ วิธีการ และเวลาเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ (โดยหลักการมันจะเป็นตามนี้)

ทีนี้เวลาเขียนพันธกิจ มันอาจจะเขียนสั้น ๆ บางท่านต้องการเน้นไปในเรื่องการสื่อการอย่างมีประสิทธิผลกับ ตลาด ลูกค้า ผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าใจถึงเหตุผลที่สำคัญและน่าสนใจสำหรับบริษัทที่ต้องดำรงอยู่ในธุรกิจ ดังนั้นเวลาเขาเขียนพันธกิจแล้ว เขาจึงนำ ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเขียนเอาไว้ด้วย เช่น หลักการที่ถือปฏิบัติ (Principles) คุณค่า (หรือ ค่านิยม)และความเชื่อ (Values and Beliefs) ของบริษัท เป็นต้น 

ลองนึกดูครับ ... อาจจะมีคนสงสัยแล้วถามว่า ไอ้ภารกิจที่บอกเอาไว้นั้นจะทำได้หรือ ...

เราก็ตอบว่า ... เฮ้ย ทำได้จริง ๆ นะ เพราะพนักงานของเรามีหลักที่ถือปฏิบัติอย่างนี้ พวกเรานิยมทำกันแบบนี้ พวกเรามีความเชื่อกันอย่างนี้ ... แทนที่เราจะไปตอบทีละคน ๆ เราก็เขียนแสดงเอาไว้ซะก็หมดเรื่อง 

พอเราเอาภาพของวิสัยทัศน์ พัธกิจ (เอาละขอรวมค่านิยมและความเชื่อด้วย) เขียนเป็นภาพในอนาคตออกมา แล้วก็บอกว่า เราจะทำสิ่งนี้ ... มันก็จะมีคำถามขึ้นมาว่า "เราจะทำสิ่งนั้นไปทำไม" หรือ "เราต้องการอะไร (จากการทำสิ่งที่เราบอกเอาไว้นั้น) ... มันคือ ข้อ 3 แหละครับ 

3) เป้าประสงค์ (Goal) เป็นการกำหนดผลที่ต้องการในอนาคตของบริษัท (หรือก็คือ Business Goal) เป็นผลสำคัญที่ต้องการ เป็นต้นแบบของวัตถุประสงค์

เป้าประสงค์ของธุรกิจ (Business Goals) มันก็มีเยอะแยะ แต่ที่สำคัญได้แก่

ก. เพื่อผลประโยชน์หรือกำไร (เพื่อเอามาแบ่งให้ผู้ลงทุน) เพราะถ้าบริษัทไม่มีกำไรก็คงดำเนินต่อไปไม่ได้ และการที่จะมีกำไรนั้นมันก็ต้องขายสินค้าหรือได้รับค่าบริการในราคาสูงกว่าค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนที่ได้เสียไปในการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น

ข. เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อไปยาว ๆ นาน ๆ และมั่นคง เพื่อที่จะได้ผลิตสินค้าหรือให้บริการเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคต่อไป อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า อยากทำธุรกิจไปนาน ๆ อย่างมั่นคง

ค. เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทเจริญเติบโต โดยเน้นไปที่การขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น มีสาขาเพิ่มมากขึ้น มีพนักงานเพิ่มมากขึ้น .. เรียกว่า เพื่อให้เกิดความมั่นคงทั้งทางการเงินและฐานะทางสังคมว่างั้น

ง. เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม จึงดำเนินธุรกิจไม่ขัดต่อ กฎหมาย ข้อบังคับ ประเพณี ศีลธรรม อันดีงามของสังคม จึงเน้นไปถึงการคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงสภาพแวดล้อม การพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมให้ดีขึ้น

กรอบใหญ่ ๆ มันก็จะเป็นแบบนี้ ทีนี้เวลาเขียนมันก็จะไม่เขียนลงไปทื่อ ๆ แบบนั้น มันจะเชื่อม (link) อยู่กับพันธกิจ หรือ ภารกิจในข้อ 2

พันธกิจ หรือ ภารกิจ มันจะบอกว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ หรือ เราต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ เมื่อทำกิจกรรมนั้น ๆแล้ว มันก็ต้องมีผลลัพธ์ที่เราอยากได้เกิดขึ้นมาใช่ไหมครับ อันนี้แหละครับ เราเอามาเป็นเป้าประสงค์ได้ ... และก็กล่าวได้ว่า เป้าประสงค์กับพันธกิจมันต้องไปทางเดียวกันนะครับ

4) วัตถุประสงค์ (Objective) เป็นการระบุผลที่แคบกว่าเป้าประสงค์ มีขอบเขตชัดเจนแน่นอนกว่า (เช่นกัน ส่วนนี้ผมหมายถึง Business Objective นะครับ) ข้อสำคัญก็คือ ต้องวัดความก้าวหน้าและการบรรลุผลได้ สามารถระบุสิ่งที่ต้องการออกมาเป็นรูปธรรม (เพื่อให้วัดได้) มีการกำหนดระยะเวลาที่ได้ผลงานออกมาชัดเจน

ผมขอขยายความข้อ 3 กับ 4 หน่อยนะครับ เอาแบบง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจ วิสัยทัศน์ของผมคือ อยากมีความรู้จะได้ทำงานดี ๆ ดังนั้นภารกิจหรือพันธกิจของผมก็คือต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและต้องไปฝึกงานเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในการทำงาน

ในข้อ 3 นั้นมันเหมือนกับว่าหลังจากที่ผมเรียนจบแล้วผมต้องได้ปริญญาบัตร (อันนี้รวมทั้งความรู้และประสบการณ์ด้วยนะครับ แต่ผมขอยกแค่ปริญญาบัตรมาเพียงอย่างเดียว โดยถือเอาว่าสิ่งนี้ก็คือผลที่ผมต้องการในอนาคต มันก็จะกลายมาเป็นต้นแบบของวัตถุประสงค์ของผมที่ต้องขยายออกมาอีก) ... มันก็กลายเป็น Goal ของผมไปแหละครับ

ส่วนข้อ 4 นั้นมันจะบีบแคบลงไป (ต้นแบบที่ถูกนำมาแยกย่อยก็คือการที่จะได้ปริญญาบัตร) เช่น 1) ต้องเรียนครบ X หน่วยกิจ ภายใน Y ปี 2) มีเกรดสะสม 2.0 หรือ มากกว่า 3) …(อื่น ๆ) ……. อันนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจแบบง่าย ๆ นะครับ

เราจะเห็นว่าวิสัยทัศน์จะมีความกว้างมากที่สุด (คือกล่าวแบบกว้าง ๆ ไม่มีรายละเอียด) ในขณะที่วัตถุประสงค์จะมีความเจาะจงมากที่สุด (จะบีบแคบลงไปในรายละเอียด)

และนั่นคือองค์ประกอบของ ภาพรวมในอนาคตของบริษัทของเรา …… ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าภาพรวมนั้นมีแค่วิสัยทัศน์อย่างเดียว มันก็รู้แค่ภาพที่ต้องการเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะใช้แนวทางใดเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น พอเราใส่พันธกิจเข้าไป เราก็รู้แหละครับว่าจะต้องใช้แนวทางใด แต่มันก็จะเกิดคำถามอีกว่า ถ้าเดินไปถึงจุดนั้นภาพนั้นแล้วเราจะได้มรรคได้ผลอะไร ตรงนี้เราก็ใส่ Goal เข้าไป และคำถามสุดท้ายก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเดินไปสู่ Goal จริง ๆ เราก็ต้องใส่ตัววัดเข้าไปซึ่งก็คือวัตถุประสงค์นั่นเอง คราวนี้ภาพเรากำหนดขึ้นมา มันจึงเป็นภาพที่รวมเอาส่วนที่สำคัญ ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ผมจึงเรียกว่าภาพนี้ว่า ภาพรวม นั่นเอง  

เราก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกชาวบ้านร้านช่องซึ่งอยู่นอกบริษัททั้งหมดนะครับ เดี๋ยวเขารู้ใส้รู้พุงเราหมด ... ส่วนมากเราก็มักจะบอกแค่วิสัยทัศน์และพันธกิจ (อาจจะรวมค่านิยมด้วยก็ได้) 

คราวนี้ เมื่อเรากำหนดภาพรวมอันเป็นตำแหน่งที่เราต้องการไปยืนอยู่ในอนาคต (หรือ วิสัยทัศน์) ได้แล้ว เราก็มาสร้างกลยุทธ์ที่ใช้เป็นแนวทางที่เราเลือกเดินจากตำแหน่งที่เราอยู่ปัจจุบันไปยังตำแหน่งที่เราต้องการยืนอยู่ในอนาคตดังรูปด้านล่าง

 จากนั้น เราก็จะนำกลยุทธ์มาแปลเป็นยุทธวิธี (หรือ กลวิธี) ขึ้นมา

ถ้าผมจับเรื่องต่าง ๆ มาเขียนเป็นรูปขึ้นมา (โดยอาศัยความกว้าง ความแคบ ที่สามารถนำมาดำเนินการได้) ก็จะได้ดังรูปด้านล่าง

คำว่า ยุทธวิธี (Tactics) หรือกลวิธีนั้น มันจะเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของการกระทำอย่างถูกวิธี (Doing things right) หรือ กิจกรรมต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมานั้น เราจะทำอย่างไร มันจึงจะถูกต้อง เหมาะสม (เช่น จากบล็อกที่แล้ว ถ้าผมเลือกกลยุทธ์ไปเชียงใหม่โดยการขับรถไปด้วยตัวเอง กลวิธีที่ผมต้องนำมาพิจารณาก็เช่น ผมจะต้องเตรียมรถอย่างไร ต้องกำหนดเส้นทางอย่างไร ต้องขับด้วยความเร็วประมาณเท่าใด ต้องพักรถที่จุดใดนานเท่าใด เป็นต้น) มันจะเสมือนกับการนำแผนกลยุทธ์มาแปลออกมาเป็นแผนที่ทำให้เราสามารถดำเนินการได้ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติให้มันเป็นจริงขึ้นมา

ถ้าเทียบกันแล้ว กลยุทธ์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางขององค์กรที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย (ในอนาคต) ที่ต้องการ อย่างถูกต้อง เหมาะสม (มันเป็นการ Do the right things) ในขณะที่กลวิธี (หรือ ยุทธวิธี) จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเดินทางได้ด้วยวิธีใด เดินอย่างไร (มันเป็นการ Do things right) นะครับ

 

คำถามที่รอคำตอบ (ก่อนคิดเรื่องกลยุทธ์)?
องค์กรของเราต้องมีกลยุทธ์ไหม?

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Tuesday, 23 April 2019