MSITBlog

1 minute reading time (286 words)

แลกเปลี่ยนมุมมอง

อีกเรื่องหนึ่งที่นักศึกษา 2-3 คนได้ยกขึ้นมาคุย คือ เรื่องหนังสือเรียน ประเด็นของเขาน่ารักดีครับ คือ ทำไมหนังสือ Text Book ต่าง ๆ มันเยอะหน้าจัง (หรือ ยาวจัง) หาเล่มที่มันน้อยหน้า (หรือ สั้น ๆ) กว่านี้มาใช้สอนได้ไหม

เรื่องนี้โดนใจผมเหมือนกัน ก็มีเรื่องให้คุยกันต่อ

สมัยก่อน ตอนผมเรียนนั้น หนังสือ Text Book มันก็เล่มหนา ๆ ทั้งนั้น เพราะมันมีหลายเรื่อง หลายหัวข้อที่ต้องเรียน แต่ละเรื่องก็มีการอธิบาย มีตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจ พอยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เทคโนโลยีมันพัฒนาขึ้น หัวข้อใหม่ ๆ ก็ถูกใส่เข้าไป ส่วนหัวข้อเก่า ๆ ก็ลดเนื้อหาลงบ้างแต่ก็ยังคงมีอยู่เพื่อให้รู้เอาไว้เป็นพื้นฐาน ยังไง ๆ มันก็ยังหนาอยู่ดีแหละครับ

ทีนี้พอต่อมาไปได้หนังสือเรื่องเดียวกัน แต่เล่มบาง ๆ มาอ่าน ผู้เขียนเขาก็เขียนแบบสรุป ๆ พอให้เข้าใจได้ง่าย หรือ อธิบายหลักการพอให้เข้าใจแต่ไม่ลึกลงไปในรายละเอียด เพราะเป้าหมายของผู้เขียนเขาต้องการแค่นั้น ดังนั้นถ้าเราเอาหนังสือนี้มาอ่านกันในครั้งแรก มันก็ดูเหมือนง่ายและเข้าใจดี แต่มันไม่มีความลึกซึ้งในองค์ความรู้

ประเด็นก็คือ เราต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจในระดับใด แค่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นและเข้าใจฟังก์ชันการทำงานของคอมพิวเตอร์  หรือ ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เข้าใจฟังก์ชันต่าง ๆ จนสามารถเขียนโปรแกรมควบคุมได้ ออกแบบได้ สร้างได้ ความเข้มข้นหรือความลึกซึ้งของเนื้อหาย่อมแตกต่างกันไป ตำหรับตำราที่ใช้อ้างอิงก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย   

สมัยผมเรียนนั้น มันยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีสื่อสังคมใด ๆ ให้ค้นหาแบบปัจจุบัน ดังนั้น อยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเข้าห้องสมุด แล้วก็หยิบหนังสือมานั่งอ่าน เอ เรื่องนั้น เรื่องนี้มันอยู่ในหนังสือเล่มไหนหว่า อยู่ตรงไหนหว่า บางทีก็ค้นไปเรื่อย อ่านไปเรื่อย กว่าจะเจอประเด็นหรือเนื้อหาที่ต้องการ ก็อาจจะต้องค้นคว้า เปิดอ่าน พลิกดู หนังสือไปหลายเล่มทีเดียว

ถ้าเทียบกับปัจจุบัน อยากรู้เรื่องอะไรก็ค้นหาเอาในกูเกิลได้เลย เปรียบเหมือนลากเส้นตรงจากจุด A (ซึ่งไม่รู้) ไปยังจุด B (รู้เรื่องนั้น) … แบบนี้มันไว มันเร็ว เหมือนกับผมอยากรู้จักพารากอน ผมก็ขึ้นรถไฟฟ้าจากหมอชิต (จุด A) แล้วประตูปิด พอประตูเปิดก็ถึงสยาม (จุด B) แล้วก็เดินเข้าพารากอน

ถ้าอ่านอย่างสมัยผมมันช้า แต่มันได้เรื่องอื่น ๆ ระหว่างเดินจากจุด A ไปหาจุด B (เพราะต้องอ่านไปเรื่อย ๆ) และเรื่องที่เกี่ยวข้องรอบ ๆ จุด B … ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับผมต้องเดินจากหมอชิตไปเรื่อย ๆ มองโน่น มองนี่ หลงทางบ้าง เดินอ้อมบ้าง แวะกินน้ำ กินข้าวบ้าง แต่ก็ได้เรียนรู้เรื่องอื่น ๆ มาตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงสยาม ก็เดินวน ๆ แถวสยามหน่อยเพื่อดูว่า มันคืออะไร เขาทำอะไรกัน แล้วก็เข้าสู่พารากอน ผมได้เรื่องหลายเรื่องที่เชื่อมโยงกัน เกี่ยวข้องกัน

ดังนั้น สมัยผมเรื่อง ๆ หนึ่งกว่าจะค้นหาเจอและอ่านจนเข้าใจ อาจจะใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แต่ปัจจุบันนี้เราใช้เวลาค้นหากันในกูเกิลแป๊บเดียวก็เจอแล้ว อ่านกันหน้าสองหน้าก็คุยกันได้แล้ว และก็ต้องถือว่าเรื่องที่คุยนั้นถูกต้องเสียด้วย (ส่วนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนั้น หรือ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)     

ถ้าคิดแบบคนแก่ ๆ อย่างผมแล้ว ก็ถือว่าการอ่านหนังสือนี่มันจะได้ทางกว้างไปด้วย (คือได้เรื่องที่เกี่ยวข้อง เรื่องข้างเคียง ในระหว่างอ่านไปด้วย) และมันก่อให้เกิดจินตนาการตามมาด้วย เช่น ถ้าเอาเรื่องนี้ไปรวมกับเรื่องนั้น มันจะเกิดอะไรขึ้น หรือ เอ ทำไมเขาทำอย่างนี้หว่า

เรื่องนี้นักศึกษาเขาก็แย้งผมเหมือนกันว่า ก็เราอยากรู้เรื่องพารากอนแล้วอาจารย์จะไปเสียเวลาเดินวนไปวนมาอยู่ทำไม กระโดดลงไปตรง ๆ เลยไม่ดีกว่าหรือ ผมก็บอกเขาว่า มองอย่างนั้นมันก็จริงอยู่นะครับ ยุคสมัยนี้เวลาเป็นเงินเป็นทอง การแข่งขันกันรุนแรง จะมามัวเลื้อยไปเลื้อยมาแบบผมก็คงไม่ทันกินเหมือนกัน

ยุคนี้มันต้อง เร็ว (ทำก่อนคนอื่น)” มาก่อนเป็นอันดับแรก แล้ว ความครบถ้วน สมบูรณ์ (Perfect)” ค่อยตามมา หรือ พูดให้ง่ายก็คือ มี Idea มันต้องลงมือทำทันที ความครบถ้วน สมบูรณ์ ค่อยพัฒนาตามมา จะมารอให้ทุกอย่างมัน Perfect ก่อนแล้วค่อยทำ อันนี้คงไม่ทันกินแล้ว

ผมถึงบอกว่า ปัญหาที่นักศึกษาถามขึ้นมานี้มันน่ารักดี คือ มันเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองที่เยื้องแย้งกัน มันได้คุยกันสบาย ๆ ระหว่างคนแก่กับคนหนุ่มนะครับ    

นักศึกษาก็ถามอีกว่า จะอ่านด้วยหนังสือเป็นเล่ม (กระดาษ) หรือ ebook ดี อันนี้ก็แล้วแต่ถนัดนะครับ ผมพบว่า เด็กรุ่นใหม่ ๆ จะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ (มือถือ iPad) อ่าน ebook บ้าง อ่านการ์ตูนบ้าง อ่านบทความบ้าง ก็ไม่เห็นว่า เขาจะรู้สึกแตกต่างอะไรนักหนา เพราะเขาคุ้นชินแบบนั้นมานานแล้ว

ส่วนตัวผมนั้น ผมชอบหนังสือที่เป็นเล่ม เป็นกระดาษ เพราะมันพลิกกลับไปกลับมาได้ง่าย ผมอาจจะแก่แล้ว ความจำไม่ดี เวลาอ่านบทหลัง ๆ อาจจะลืมเนื้อหาในบทแรก ๆ บ้าง ผมก็สามารถพลิกย้อนกลับไปกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มิใช่ว่า ผมจะไม่ใช้อุปกรณ์สำหรับอ่าน ebook นะครับ ในเป้ที่ผมสะพายไปทำงานก็มีอุปกรณ์สำหรับอ่าน ebook (บางทีก็ iPad บางทีก็ Kindle) เสียบอยู่ในเป้เหมือนกัน เพราะบางทีได้ ebook ดี ๆ มา ก็ save เอาไว้อ่านตอนนั่งรถไฟฟ้าไปทำงานหรือกลับบ้าน แก้เบื่อได้มากทีเดียว

 

ระบบของผมมันแย่ …
จากไม่รู้ กลายเป็นจุดอ่อน และปมด้อย

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 19 October 2018