MSITBlog

1 minute reading time (252 words)

จากไม่รู้ กลายเป็นจุดอ่อน และปมด้อย

เสาร์ที่ผ่านมา ผมสอนนักศึกษาระดับ ป. ตรี เป็นคาบสุดท้ายเพราะสัปดาห์หน้าก็จะสอบกันแล้ว ดังนั้นก็มีการปิดคอร์สในเรื่องเนื้อหาที่ต้องเรียนกันไป ช่วงท้ายคาบมีเวลาเหลือสักครึ่งชั่วโมง ก็ได้มีโอกาสคุยกันในเรื่องทั่ว ๆ ไปในทำนองใครอยากจะยกเรื่องอะไรขึ้นมาคุยก็ว่ามา

มีนักศึกษาคนหนึ่งถามว่า เขาอ่อนเรื่อง ๆ หนึ่ง ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นปมด้อยของตัวเขา ทำให้เขาเกิดความไม่มั่นใจว่าเมื่อจบออกไปแล้วเขาจะทำงานได้หรือไม่ และก็มีนักศึกษาอีก 2 – 3 คนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ... ก็ได้คุยเรื่องนี้กันยาวทีเดียว

ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ เพราะเมื่อเขารู้สึกไม่มั่นใจในความรู้ที่มีอยู่ในตัวเขา เมื่อไปคุยกับคนอื่นที่มีความรู้มากกว่าเขา ก็จะทำให้เขาทึกทักเอาเองว่า เขามีปมด้อยในเรื่องนั้น ทำให้ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ อันนี้ผมก็เข้าใจนะครับ เพราะสมัยก่อนผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน (ปมด้อยในที่นี้ผมหมายถึงเรื่องของความรู้นะครับ ไม่ใช่เรื่องทางกายภาพ หรือ บุคคลิก ท่าทางใด ๆ)

ปมด้อยข้างต้น ผมว่าเราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง เราสร้างมันขึ้นมาบนจุดอ่อนของเรา (คือความไม่รู้) … ความไม่รู้นี้ ไม่ใช่เรื่องของ สมองทื่อ หรือ ความโง่ใด ๆ ที่เราคิดโทษตัวเราเอง มันเป็นเรื่องของความไม่รู้ (หรือ ไม่เข้าใจ) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากนี้

ดังนั้นถ้าเรารู้ เราเข้าใจ เรื่องนั้น ๆ จุดอ่อนก็จะหายไป ปมด้อยข้างต้นก็จะหายไปด้วยใช่ไหมครับ เมื่อรู้อย่างนี้ เราก็สามารถเพิ่มพูนความรู้ขึ้นมาได้ เช่น หาหนังสือมาอ่าน ซักถามเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ หรือ ผู้รู้ทั้งหลาย เป็นต้น

ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง เรื่องไหนที่เรารู้ เราเข้าใจมันเป็นอย่างดี มันก็จะกลายเป็นจุดแข็งของเรา เราก็ควรถามตัวเองว่า ทำไมเราจึงเรียนรู้เรื่องนี้ได้ดี เพราะเราถูกปูพื้นฐานมาดีตั้งแต่ต้น หรือ เราชอบ เราจึงสนใจ ทุ่มเทให้กับเรื่องนั้น หรือ …. (แล้วแต่เหตุผลที่ยกขึ้นมา)

เมื่อเราเทียบสองมุมนี้เข้าด้วยกัน เราก็จะเห็นความแตกต่างเฉพาะตัวเราขึ้นมา เราก็สามารถแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้ (ถ้าเราต้องการ) อย่าให้ความรู้สึกว่าเป็นปมด้อยมาเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของเราเลยครับ

สมัยก่อนผมทำงานเป็นวิศวกร ก็มีนิสัยชอบรื้อ คิด ค้น ซ่อม โน่น นี่ นั่น ... วัน ๆ ก็ชอบขลุกอยู่กับเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ผมไม่ชอบที่จะไปนั่งคุยกับลูกค้า เพราะรู้สึกว่าไปนั่งแล้ว ก็ไม่รู้จะคุย จะพูดอะไร … เมื่อเทียบกับคนทางด้านฝ่ายขาย ตรงนี้ผมก็รู้สึกว่าเกิดปมด้อยขึ้นมา โดยยกข้ออ้าง (หรือคิดเอาเอง) ว่า เราคุยไม่เก่ง เราคุยไม่เป็น เรื่องนี้มันก็ติดเป็นนิสัยมาเรื่อย จนเริ่มเป็นผู้บริหารก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่

มีอยู่วันหนึ่ง ผมก็ต้องเข้าไปสนับสนุนฝ่ายขายทางด้านเทคนิค เผอิญว่าลูกค้าเป็นวิศวกรเหมือนผม เขาก็ชอบที่จะคุยเรื่องเทคนิคมากกว่า  คราวนี้ฝ่ายขายก็ไปไม่เป็นละซีครับเพราะเขาไม่รู้เรื่องเทคนิค ลูกค้าก็เลยหันมาคุยกับผม คราวนี้มันคุยภาษาเดียวกัน มันก็โม้กันถูกคอละซี

ตอนนั้น ผมก็เกิดอาการ เอ๊ะ ทำไมฝ่ายขายมันไม่พูดวะ มานั่งอมน้ำลายซื่อบื้ออยู่ได้ แล้วก็ตามด้วย เอ๊ะ ถ้าเรามองเขาอย่างนี้ ในอดีตที่ผ่านมา เขาก็มองเราอย่างนี้เช่นกัน

ตอนนั้นมันปิ๊งเลย จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่เรื่องคุยเก่ง หรือ ไม่เก่งหรอก มันเป็นเรื่องที่เราอยากจะคุย (หรือ จำเป็นต้องคุย) หรือเปล่าถ้าจำเป็นต้องคุย เราก็ต้องคุยภาษาเดียวกับลูกค้ามันจึงจะไหลไปได้ดี

ที่ผ่านมาลูกค้าคุยเรื่องธุรกิจ เราไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เราก็เลยไม่รู้จะงัดอะไรขึ้นมาคุยกับเขา ... คราวนี้ลูกค้าคุยเรื่องเทคนิคภาษาเดียวกับเรา มันก็งัดเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยกันได้ง่าย มันใช่ใช่เรื่องปมด้อย ปมเขื่อง อะไรเลย

คราวนี้ผมก็เริ่มสังเกตลูกค้าว่ามีกลุ่มไหนกันบ้าง … ก็ได้ข้อมูลมาว่า ลูกค้าส่วนมากมักจะเป็นคนทางด้านจัดซื้อ (ก็คุยกันในเรื่องซื้อของขายของ จัดหาวัตถุดิบ อะไรพวกนี้) รองลงมาก็เป็นกลุ่มผู้บริหาร (ก็คุยกันเรื่องเศรษฐกิจ การตลาด เรื่องในวงการค้า) และสุดท้ายก็มักจะเป็นคนที่รู้เรื่องเทคนิคต่าง ๆ

จากนั้นผมก็เริ่มสังเกตอีกว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มชอบคุยเรื่องอะไรกันบ้าง เขาต่อความยาว สาวความยืด หาเรื่องยกขึ้นมาคุยกันได้อย่างไร แล้วก็เริ่มจดเป็นหัวข้อเอาไว้

คราวนี้ผมก็เริ่มหาความรู้ในเรื่องที่เขาคุยกัน โดยการอ่านหนังสือก่อน แล้วก็เดินไปคุยกับคนของบริษัทเราที่เขาทำงานทางด้านนั้น เพื่อดูว่า เราคุยกับเขารู้เรื่องไหม ต่อความยาว สาวความยืด เปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนประเด็นได้ไหม ... ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ก็ถามเขาบ้าง เดินไปดูเขาทำงานบ้าง ... พอทำไปสักพักก็เริ่มมั่นใจว่า เราคุยกับพวกเขาโดยใช้ภาษาของเขาได้แล้ว

ก็ด้วยการคุยนี่แหละครับ มันก็ทำให้ผมรู้เรื่องงานหรือกิจกรรมของแผนกต่าง ๆ ไปด้วยในตัว อันนี้ก็ถือว่า ได้ประโยชน์เพิ่มเติมขึ้นมา

จากนั้นผมก็เริ่มลองคุยกับลูกค้าดู ก็เห็นว่าสามารถคุยกันได้มากขึ้นและราบรื่นมากขึ้น จนในที่สุดก็สามารถคุยได้เหมือนคนทั่ว ๆ ไป ไอ้เจ้าความคิดว่า มันเป็นปมด้อยก็หายไป ถ้าถามว่า ผมชอบคุยไหม ก็ตอบว่าไม่ค่อยชอบสักเท่าใด แต่ถ้าจำเป็นต้องทำ (ตามหน้าที่) ก็ทำได้สบาย ๆ ครับ   

ผมว่า อย่าเอาปมด้อย (ทางด้านความรู้) มาเป็นประเด็นบั่นทอนความเชื่อมั่นของตนเองเลยครับ แก้ไขเสียเถอะ อย่ายอมให้มันขี่คอเราพร้อมกดหัวเราเอาไว้อยู่ตลอดเวลาเลยครับ บางทีเราอาจจะเสียโอกาสดี ๆ ไป เพราะเราคิด (เอาเอง) ว่า เรามีปมด้อยเรื่องนั้น เรื่องนี้อยู่ จึงไม่กล้าแสดงออกในเรื่องที่ควรทำ

 

แลกเปลี่ยนมุมมอง
สงสัยจะตกยุคสมัย

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 19 October 2018