MSITBlog

1 minute reading time (215 words)

ปัจจุบันบ่งชี้อนาคต

จากบล็อกที่แล้ว เราคุยกันเอาไว้ว่า โอกาส กับ อุปสรรคมันก็อยู่ใกล้ ๆ กันนั่นแหละ มันไม่เคยส่งเสียงบอกเรา แต่เราสามารถมองเห็นได้ ถ้าเราตามหามัน

ทำนองเดียวกัน ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั้น มันคงไม่นั่ง Time machine มาบอกเราหรอกว่ามันจะเกิดเมื่อใด ใหญ่โตขนาดไหน แต่ถ้าสังเกตดูให้ดีแล้ว ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตส่วนใหญ่มักจะซ่อนเร้นอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ดังนั้น เราก็ควรใช้ความพยายามทำการค้นหาปัญหาจากปรากฏการณ์ในปัจจุบันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

หรือ กล่าวให้ฟังดูดี (แต่เป็นความจริง) ก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใดในการแก้ปัญหา ก็คือ การค้นพบปัญหาอย่างรวดเร็วนั่นเอง … โดยนัยนี้ จึงมีผู้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้บริหารต้องมีความรู้สึกไวต่อปัญหา

ตามหลักการแล้ว เราจะรู้ได้ว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราทำการเปรียบเทียบสิ่งที่เราทำได้ในปัจจุบัน กับ เป้าหมายที่กำหนดไว้ ถ้าสิ่งที่ทำได้มันต่ำกว่าเป้าหมาย มันก็จะเกิด Gap หรือ ระยะห่าง ขึ้นมา นั่นแหละครับ ปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราไม่แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ มันอาจจะประทุ หรือ บานปลายในอนาคตก็เป็นได้

ไฟไหม้ตึก ไหม้บ้าน ทั้งหลัง มันก็มาจากประกายไฟ สะเก็ดไฟ นิดเดียว ไม่ใช่หรือ

วัน ๆ หนึ่ง เรามีกิจกรรมเกิดขึ้นในกระบวนการต่าง ๆ มากมาย เราคงไม่รู้หรอกว่า Gap มันเกิดขึ้นที่ไหนบ้างใช่ไหมครับ ลองกลับมาดูประโยคที่ว่า เราก็ควรใช้ความพยายามทำการค้นหาปัญหาจากปรากฏการณ์ในปัจจุบันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้” … ก็หมายความว่า เราควรดูหรือสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

คำว่า ปรากฏการณ์ผมหมายถึง บางสิ่งบางอย่างที่แสดงให้เรารับรู้ได้ว่ามันน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น เราเดินผ่านต้นไม้ต้นหนึ่ง เรามองเห็นใบมันเหี่ยวเฉา (เมื่อเทียบกับต้นอื่น ๆ ที่มีใบเขียวปี๋) … เราก็รู้แล้วว่า มันน่าจะมีปัญหากับต้นไม้ต้นนี้แล้ว

หรือ เราเดินผ่านหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่กำลังหุงข้าวอยู่ แล้วเราได้กลิ่นไหม้โชยมาแตะจมูก เราก็รู้แล้วว่า มันน่าจะเกิดปัญหาแล้ว

ผมว่า เจ้าปรากฏการณ์นี้ มันจะเป็นตัวกระตุ้น หรือ Trigger ให้เราทำการเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อหา Gap … ถ้าความกว้างของ Gap น้อย ก็พอคาดการณ์ได้ว่าความรุนแรงของปัญหาน่าจะยังไม่มาก แต่ถ้าความกว้างของ Gap มาก ก็แสดงว่าปัญหาน่าจะรุนแรงมากขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการทำงานที่เราทำอยู่ทุกวันนั้น เราจะมองเห็นมันในเชิงการทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เอาต์พุตของกิจกรรมเหล่านั้น มันมองเห็นได้เสียก่อน (ผ่านทางการเก็บข้อมูล การประมวลให้เป็นสารสนเทศ)

จากนั้นเราก็เลือกกำหนดสิ่งที่เรามองเห็นได้นั่นแหละครับ มาใช้เป็นตัววัดที่ใช้ประสิทธิภาพในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำในแต่ละวัน นอกจากนั้น เราต้องกำหนดค่ามาตรฐานของตัววัดเหล่านี้ขึ้นมาด้วยเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราทำอยู่ทุก ๆ วันว่า มันดีขึ้นไหม มันแย่ลงไหม แค่นี้เราก็มองเห็น Gap แล้ว

การมองเห็น Gap นี่แหละมันคือปรากฏการณ์ที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ปัญหามันเกิดขึ้นแล้วนะ ถ้าเราแก้มันเสียตั้งแต่ Gap ยังน้อย ๆ ปัญหามันก็ไม่ลุกลามบานปลายใหญ่โตในอนาคต

ลองมองเข้าไปในองค์กรของเราดูซิครับ ... ข้อมูลก็มีแล้ว สารสนเทศก็มีแล้ว มาตรฐานต่าง ๆ ก็กำหนดขึ้นมาแล้ว (เช่น KPI) ดังนั้น Gap ก็เกิดขึ้นและดูได้ทุกเมื่อเชื่อวัน (ถ้าจะดู) … แต่ทำไมเราจึงมองไม่เห็นปัญหาตั้งแต่ยังเป็นเหมือนเป็นแผลเล็ก ๆ ทำไมต้องรอให้มันประทุเป็นฝีหนอง เจ็บปวดปางตาย จึงมองเห็นได้ รับรู้ได้

เรื่องของเรื่องก็คือเราไม่เคยค้นหา หรือ แม้แต่สังเกต (หรือ หนักกว่านั้นก็คือ ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเลย

เราไม่เคย "เอ๊ะ สิ่งนี้มันควรเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมมันจึงต่างออกไป" หรือ "เอ๊ะ สิ่งนี้มันไม่ควรเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมมันจึงเป็น"

เราไม่เคย "เอ๊ะ สิ่งนี้มันควรอยู่ที่นี่ แล้วมันหายไปไหน" หรือ "เอ๊ะ สิ่งนี้มันไม่ควรอยู่ตรงนี้ แล้วมันมาได้อย่างไร"

อันนี้แหละครับ เขาถึงบอกว่า ผู้บริหารต้องมีความรู้ไวต่อปัญหา หรือ ก็คือไวต่อปรากฏการณ์ที่ผิดออกไปจากปกตินั่นเอง

บางคนนอกจากไม่ไวแล้ว ยังกลับทนทาน (ลูกน้องรายงานแล้วก็ยังเฉย) ดื้อด้าน (รู้ทั้งรู้ว่ามันเกิดปัญหา แต่ก็ไม่แก้) หรือ ปิดหู ปิดตา ไม่ยอมรับรู้ (ชอบฟังแต่ข่าวดี ไม่ชอบฟังข่าวร้าย) ก็มีให้เห็นถมถืดไปมิใช่หรือ มันเศร้าจริง ๆ ใช่ไหมครับ

 

ความรู้สึกถึงความเร่งด่วน (Sense of Urgency)
โอกาสและอุปสรรคมันทับซ้อนกันอยู่

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 18 July 2018