MSITBlog

1 minute reading time (168 words)

โอกาสและอุปสรรคมันทับซ้อนกันอยู่

ไม่รู้ใครเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า ข้อเท็จจริง” … สมัยผมได้ยินครั้งแรก ก็ยึงนึกเอาว่า ข้อเท็จจะไปรู้ทำไม น่าจะแค่ ข้อจริงก็พอ เหมือนรูปด้านร่างนี่แหละครับ เงาจะไปดูทำไม ดูของจริงดีกว่า แต่บางครั้งเราก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่า อะไรคือ เท็จอะไรคือ จริง เราต้องเอาทั้ง เท็จและ จริงมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อเข้าใจภาพรวมที่เกิดขึ้น

ลองนึกดูซิครับ ถ้าวันดีคืนดีมีคนสองคนมาบอกข้อมูลเรื่องเดียวกันให้กับเรา คนหนึ่งพูดแบบหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็พูดอีกแบบหนึ่งซึ่งโดยความหมายแล้วตรงข้ามกันเลย เราคงไม่รู้จะเชื่อใครนะครับ แต่คงคิดเอาว่าคนใดคนหนึ่งคงต้องพูดเท็จและอีกคนหนึ่งต้องพูดจริง

ถ้าเราเชื่อข้อมูลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทันที เราก็จะไม่สนใจข้อมูลของอีกฝ่ายหนึ่ง มันก็จะทำให้เรามองไม่เห็นภาพหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็เหมือนเอาขวดคริสตอล (ในรูปบน) ออกไป เราก็ไม่เห็นเงาที่เกิดขึ้น เราย่อมไม่สามารถพิจารณาและเข้าใจภาพรวมหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

แต่ถ้าเราฟังความทั้งสองด้านแล้วซักถาม หาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อขยายความ เราก็สามารถมองเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

เมื่อเราเห็นภาพรวม เราก็สามารถมองเห็นภาพที่ก่อให้เกิดความเยื้องแย้งกัน คนหนึ่งอาจจะมองสุดโต่งอยู่อีกด้านหนึ่ง จึงตีความไปแบบหนึ่ง ในขณะที่อีกคนก็มองสุดโต่งอยู่อีกด้านหนึ่ง จึงตีความไปอีกแบบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มันคือสถานการณ์เดียวกัน หรือ ภาพเดียวกัน 

เมื่อเราจับข้อมูลด้านหนึ่งมาดูเพียงด้านเดียว มันอาจจะบอกเราว่า มันคือ โอกาส แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็มีคือ อุปสรรคที่แฝงอยู่ เหมือนเหรียญบาท ถ้าเราหงายด้านหัวมาพิจารณา มันก็มีด้านก้อยติดอยู่ด้วย แต่เรามองไม่เห็น กลับกัน ถ้าเราหงายด้านก้อยมาพิจารณา เราก็มองไม่เห็นด้านหัว แต่ถ้าเรามองทั้งด้านหัว ด้านก้อย พลิกกลับไปกลับมา เราจะมองเห็นภาพของทั้งสองด้าน มองเห็นลักษณะและสภาพการณ์ที่มันเป็นอยู่

พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เรื่อง ๆ หนึ่งย่อมมีทั้งโอกาสและอุปสรรคในเวลาเดียวกัน เมื่อเรามองหาแต่ โอกาสเราก็จะลืมมอง อุปสรรคครั้นเมื่อเราเจอ อุปสรรคเราก็จะลืมมอง โอกาสเหมือนกัน

 

 

เราอาจเลือกไปด้านซ้าย เพราะมันมีโอกาสที่จะพบสีสันสวยงาน อุปสรรคก็คือ เราไม่สามารถแต่งเติมได้ตามที่เราต้องการ ครั้นเมื่อดูทางขวา มันไร้สีสัน จืดชืด แต่โอกาสก็คือ เราสามารถแต่งเติมสีสันตามที่เราต้องการได้ และอุปสรรคที่ตามมาก็คือ เราทำเป็นไหม เรามีทุนไหม

นอกจากนั้นการจัดการมันแตกต่างกันนะครับ … “โอกาสเราต้องขยายมัน เพื่อให้มีโอกาสมากขึ้น ส่วน อุปสรรคเราต้องลดมันลง เพื่อให้อุปสรรคมันน้อยลง เห็นไหมครับ แนวทางมันวิ่งสวนทางกัน แนวทางหนึ่ง ขยายออกอีกแนวทางหนึ่งกลับ บีบแคบลง

ถ้ามองสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเพียงด้านเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอีกด้านหนึ่ง เช่น เรามองแต่เพียงว่า สถานการณ์นี้คือโอกาส เราก็จะขยายมันสุดลิ่มทิ่มประตู มันก็เสมือนกับว่า เราก็ขยายอุปสรรคให้มากขึ้นด้วย ในทางกลับกัน ถ้าเรามองแค่ว่า สถานการณ์นี้คืออุปสรรค เราก็จะบีบ ๆ  ๆ ให้แคบลง มันก็กลับกลายเป็นว่า เราไปบีบโอกาสให้ลดลงไปด้วย

เราควรมองภาพรวมให้ชัดเจน แยกออกมาว่า อะไรคือ โอกาสอะไรคือ อุปสรรคแล้วใช้แนวทางที่เหมาะสมแยกจัดการกับมัน หรือ พูดให้ง่ายลงก็คือ เราควรดูให้ชัดเจนว่าปัจจัยใด (ที่เป็นโอกาส) เราควรจะขยาย ปัจจัยใด (ที่เป็นอุปสรรค) เราควรควบคุม หรือ กดมันเอาไว้ ... ดูให้เห็นปัจจัยและเข้าใจมันให้ชัด อย่าให้ตัวเลขมันบังตา  

 

ปัจจุบันบ่งชี้อนาคต
ข้อมูลที่เราใช้เป็นแบบไหนหนอ ...

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 18 July 2018