MSITBlog

2 minutes reading time (344 words)

ข้อมูลที่เราใช้เป็นแบบไหนหนอ ...

สังเกตเรื่องหนึ่งไหมครับ เวลาเราประชุมกันเพื่อแก้ปัญหานั้น มันจะเกิดการใช้ข้อมูลอยู่สองกรณี คือ กรณีแรก เราใช้ข้อมูลเพื่อแก้ไข (ปัญหา) กรณีที่สอง เราใช้ข้อมูลเพื่อแก้ตัว

(ฮิ ๆ คุณว่า เกิดกรณีไหนมากกว่ากัน ถ้าตอบว่ากรณีที่สอง ก็ฮาแตกแหละครับ)

อย่างไรก็ตาม การยกข้อมูลขึ้นมากล่าวอ้างนั้น มันมักจะเกิดได้สามแบบเหมือนกัน แบบแรกนั้นเป็นข้อมูลได้มาจากการบอกเล่า ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง เช่น ผมได้ยินมาว่า คุณทำของเสียหายไป 100 ชิ้น อันนี้จะนำไปสู่การโต้เถียงกันโดยใช้อารมณ์เป็นส่วนมาก

ส่วนในแบบที่สองนั้น ข้อมูลที่ยกขึ้นมานั้น มาจากการจัดเตรียมมาโดยใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่เราจะเชื่อว่า ข้อมูลนั้นคือข้อเท็จจริง (ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลนั้น อาจจะถูกปรับแก้ แต่งเติมมาก่อน) ดังนั้น เราจะจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อมูลนั้น แล้วก็หาทางแก้ปัญหาบนจินตนาการของเรา ซึ่งการจินตนาการเอาตามข้อมูลนั้น มันจะถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้การแก้ปัญหาบนจินตนาการที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาจริง ๆ ใช่ไหมครับ

และแบบที่สาม ข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่ได้มาจากพื้นที่จริง จากสิ่งของในเหตุการณ์จริง และสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริง อันนี้ไม่ต้องจินตนาการ เพราะมันเห็นทุกอย่างโต้ง ๆ อยู่ตรงหน้า ตัวแบบที่สร้างขึ้นมาก็จะอิงอยู่บนสิ่งที่เกิดขึ้น เอาไปใช้แก้ปัญหาได้จริง ๆ   

เรื่องหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในโรงงานที่อยากนำมาเล่าให้ฟังก็คือ เวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เราจะรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นขึ้นมาก่อน เพื่อพอดูได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่พื้นที่ไหน จากนั้นก็พากันยกขโยงเดินไปดูที่สถานที่เกิดเหตุจริง ๆ ในขณะที่กระบวนการนั้น ๆ ดำเนินอยู่ และพิจารณาเอาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในเวลานั้น เทคนิคนี้เป็นของชาวญี่ปุ่น สมัยก่อนเราเรียกเทคนิคนี้ว่า 3G โดยตัว G นั้นเอามาจากอักษรตัวแรกของชื่อเรียกขาน ถ้าพูดง่าย ๆ ตามประสาผมก็คือ

1) Genba หมายถึงให้ไปที่หน้างาน หรือ สถานที่เกิดเหตุจริง (เพื่อไม่ให้เรานั่งแก้ปัญหาอยู่ในห้องประชุม คิดเอง เออเอง ฟุ้งซ่านไปเรื่อย)

2) Genbutsu หมายถึง ให้ดูของจริง (เขาต้องการให้เราไปจับต้อง ไปดูชิ้นงานที่ผลิตขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่จินตนาการเอา)

3) Genjitsu หมายถึง ให้ดูภายใต้สถานการณ์จริง (เขาต้องการให้เราสังเกตดูสภาพแวดล้อม กระบวนการทำงาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาที่เกิดปัญหา ซึ่งมักจะไม่อยู่ในรายงาน นอกจากนั้น ข้อมูลที่เก็บมา จดมา มันจะเป็นข้อมูลจริง เราเข้าใจสถานการณ์นั้น ๆ แล้ว)

ต่อมาก็เพิ่มขึ้นมาอีก 2G (รวมเป็น 5G) ตัวที่เพิ่มเข้ามา คือ

4) Genri หมายถึง ใช้หลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องจริง (ใช้หลักการที่ใช้ในการทำงานหรือมาตรฐานหรือสูตรการผลิตในปัจจุบัน อย่าไปเอาเรื่องที่ไม่ได้ทำอยู่ในปัจจุบันมาผสมเข้าไป มันจะยุ่ง)

5) Gensoku หมายถึง ใช้เงื่อนไขประกอบที่เกี่ยวข้องตามความเป็นจริง (ใช้ ข้อจำกัด ข้อตกลง หรือ กฏที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน)

ดังนั้น หลัง ๆ นี่ก็จะกลายมาเป็น 5G หรือ 5Gen … หลักการนี้นิยมใช้กันทั่วไป เรียกว่า ถ้าลูกค้ารู้ว่าเรานั่งแก้ปัญหาให้เขาในห้องประชุม โดยไม่ลงไปดูในพื้นที่เกิดเหตุแล้วละก้อ มักจะเกิดอาการ เม้งแตกเอาทีเดียวเชียว

แม้ว่าเครื่องมือพวกนี้จะเกิดอยู่ในโรงงานก็ตาม ผมเชื่อว่า เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานของเราได้ 

จากบล็อกที่แล้ว เราสามารถทำให้การไหลของกระบวนการมองเห็นได้ ผ่านทางการใช้ข้อมูลมาประมวลให้เป็นสารสนเทศต่าง ๆ เช่น กราฟ หรือ แดชบอร์ด ทีนี้พอมัน เอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนี้หว่า” (เรามองเห็นจุดใดจุดหนึ่งว่าอาจจจะมีปัญหา หรือ สามารถปรับปรุงได้) มันต้องการการยืนยัน มันต้องการความเข้าใจ มันต้องไปดูให้เห็นกะตา ไม่ใช่จะมานั่งจินตนาการเอาเอง คิดเอาเอง อยู่ที่โต๊ะทำงาน มันไม่เห็นอะไรหรอกสักเท่าใดดอก เพราะตัวเลขที่เราได้มา มักจะเป็นเอาต์พุตของกระบวนการทำงานเป็นส่วนมาก

ดังนั้น ถ้าเราใช้หลักการของ 3G เข้ามาช่วย มันก็จะทำให้เราลุกออกไปจากโต๊ะ เดินไปดูที่กระบวนการที่ก่อให้เกิดข้อมูลขึ้นมา ไปดูว่า ข้อมูลนั้นวัดหรือเก็บมาจากอะไร วัดหรือเก็บอย่างไร ภายใต้สถานการณ์แบบใดในขณะนั้น พอเราได้ข้อมูลแล้ว เราก็ไปเทียบดูกับหลักการและเงื่อนไขที่ควรจะเป็น (ตามแนวทางของอีก 2G ที่เหลือ) … คราวนี้เราก็จะ อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

อ้อ …” จากการเห็นของจริง กับ อ้อ …” เพราะนั่งนึกเอานั้น มันให้ความลึกในรายละเอียดต่างกันนะครับ

ไม่เชื่อใช่ไหมครับ คุณลองนึกหน้าคนที่เรารู้จัก (เช่น เพื่อนที่นั่งทำงานที่โต๊ะข้าง ๆ คุณก็ได้) คุณจะรู้สึกว่าคุณนึกหน้าเขาออก (ภายใต้การจินตานาการของคุณ) ลองให้รายละเอียดบนใบหน้าของเขาดูซิครับ (จริง ๆ แล้วมันต้องวัดเป็นตัวเลขได้ เพราะมันเป็นข้อมูล แต่เอาเป็น รูปร่าง ลักษณะก็แล้วกัน) แล้วลองแอบมองหน้าเขาจริง ๆ ดู ผมรับรองว่า มีรายละเอียดมากมายที่คุณไม่ได้นึกถึง

ผมอยากจะพูดแบบนี้ว่า ผล ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (จาก ดีมาเป็น ไม่ดี”) ย่อมมาจาก เหตุและ ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นกัน เวลาเรานั่งนึก ๆ เอาที่โต๊ะหรือในห้องประชุม เรามักจะนึกถึงแต่ เหตุจะไม่ได้นึกถึง ปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง (สภาพแวดล้อมที่ส่งผลเข้ามากระทบ เช่น วิธีการทำงานของแต่ละคน อุปกรณ์ที่ใช้ การปรับตั้งค่าของเครื่องไม้เครื่องมือ คู่มือ/ระเบียบปฏิบัติ แสงสว่าง ความร้อน ความเย็น) การที่เราลงไปดูในพื้นที่จริง จะทำให้เรามองเห็นทั้งผลที่เปลี่ยนแปลงไป และเหตุกับปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้า โอกาสมันก็เผยโฉมละซี

เมื่อเข้าใจแล้ว … “อ้อแล้ว การจะแก้ไข จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง อะไร มันก็จะอิงอยู่บนข้อเท็จจริง (เรื่องจริง ของจริง) … เจ้า โอกาสมันก็จะ สัมผัสละทีนี้ คราวนี้จะปั้น จะแต่งอย่างไรก็ว่ากันไป  

สมัยที่ผมทำงานอยู่นั้น ผมคุยกับลูกน้องผมคนหนึ่งซึ่งเป็นระดับผู้บริหารและมีลูกน้องอยู่ภายใต้การดูแลหลายคน ผมถามเขาเล่น ๆ ว่า เขาบริหารงานอย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม

เขาบอกว่า เขาบริหารโดยอาศัยข้อเท็จจริง ผมก็ถามเขาว่า มันเป็นอย่างไร ลองเล่าให้ฟังหน่อย

เขาตอบพอสรุปได้ว่า เขาใช้ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงมาตัดสินใจ ผมถามเขาต่อว่า แล้วถ้าข้อมูลอันเป็นข้อ เท็จจริงที่ว่านั้นมันเป็นเท็จผสมอยู่กับ จริงล่ะ

คำตอบของเขาก็คือ ผมก็เจ๊งแหละครับ

ที่เขาตอบอย่างนี้ เพราะเขาเชื่อว่า ข้อมูลที่เขาได้มามันเป็นจริง เขาจึงไม่เคยทวนสอบความถูกต้องของข้อมูลเลย เวลาปัญหาเกิดขึ้น เขาจะเชื่อข้อมูลที่ได้มา แล้วก็นั่งแก้ปัญหาบนจินตนาการของเขา ปัญหามันจึงเกิดอาการเวียนเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เกิดอาการแก้ปัญหาไม่ตก และนั่นคือที่มาของสองสามบล็อกในช่วงแรกนั่นเอง (“ปั้นมากับมือ” “ตัดแต่ง ต่อเติม” “เอออวย สมคบคิด”)

 

โอกาสและอุปสรรคมันทับซ้อนกันอยู่
"โอกาส" ไม่เคยส่งเสียงบอกกล่าว

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 23 September 2018