MSITBlog

1 minute reading time (231 words)

กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคเฉพาะด้าน

สมรรถนะอีกกลุ่มหนึ่งที่เหนือขึ้นไป ก็จะเป็นกลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับงานที่เราต้องเข้าไปทำในแผนก ในฝ่ายนั้น ๆ เช่น ถ้าผมทำงานในโรงงานผมก็ต้องมีกลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคนิคทั่วไป (Industrial – Wide Technical Compitencies) ก่อน เช่น สมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการผลิต การผลิต ระบบคุณภาพ เป็นต้น

และถ้าผมต้องทำงานในแผนก IT มันก็จะเป็นสมรรถนะในกลุ่มของ IT ต้องมี หรือ ถ้าเราไปทำงานในแผนกการเงิน มันก็จะเป็นสมรรถนะที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เราจึงเรียกสมมรรถนะในกลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคเฉพาะด้าน (Industrial – Sector Technical Competencies)

ถ้าพูดให้นึกภาพออกง่าย ๆ ก็คือ ผมเป็นผู้สอน ไม่ว่าผมไปสอนที่สถาบันการศึกษาแห่งใดผมก็ต้องมีสมรรถนะทางด้านการสอน เพราะผมต้องสอนหนังสือ สมรรถนะตัวนี้จะอยู่ในกลุ่ม Industrial – Wide Technical Competency (ซึ่งเป็นขีดความสามารถกว้าง ๆ ที่ต้องใช้ในอุตสาหกรรมการศึกษา) ส่วนเขาจะให้ผมสอนวิชาในสาขาอะไร หรือ วิชาอะไร ผมก็ต้องรู้เกี่ยวกับวิชาในสาขานั้น วิชานั้น สมรรถนะตัวนี้จะอยู่ในกลุ่ม Industrial – Sector Technical Competency (คราวนี้มันจะเป็นขีดความสามารถที่เฉพาะเจาะจงเป็นส่วน ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป)

โดยทั่วไปแล้ว สมรรถนะในกลุ่มนี้ก็พอจะประเมินเอาได้จาก Job Description หรือ งานที่ต้องทำทุก ๆ วันนี่แหละครับ ผมไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับสมรรถนะในกลุ่มนี้สักเท่าใด เพราะส่วนมากมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราเรียนมานั่นเอง

ดังนั้น เมื่อเราเอา Industrial – Wide Technical Compitency มารวมกับ Industrial – Sector Technical Competency มันก็จะกลายเป็นกลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ (เช่น อุตสาหกรรมการผลิต) และ เรื่องที่ทำในอุตสาหกรรมนั้น (เช่น ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า) … ที่ผมชอบตัวแบบนี้ เพราะเขาจะเปิดสมรรถนะสองกลุ่มนี้เอาไว้เพื่อให้เรากำหนดเอาเอง

ตอนที่ผมทำงานนั้น ผมทำงานในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้า ผมได้ทำการกำหนดสมรรถนะสองกลุ่มนี้เอาไว้ ตอนนี้ผมไปทำงานเป็นที่ปรึกษาในโรงงานผลิตเหมือนกันจึงถือว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ผลิตสินค้าคนละแบบกัน เมื่อเขาขอให้ผมลองกำหนดสมรรถนะให้เขาดูหน่อย ผมก็นำตัวแบบนี้ไปใช้ โดยผมเปลี่ยนแค่สมรรถนะในกลุ่ม Industrial – Sector Technical Competency เท่านั้นเอง ก็ถือว่า ใช้งานได้แล้ว ส่วนเขาจะหยิบเอาสมรรถนะตัวไหนไปใช้บ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องของเขา

ทีนี้พอเรากำหนดว่า ตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่งต้องมีสมรรถนะอะไรบ้างแล้ว มันต้องพิจารณาด้วยว่า ตำแหน่งงานนั้น ๆ ต้องมีความรู้ มีเทคนิค มีข้อกำหนด ที่เฉพาะเจาะจง อะไรบ้าง เราก็กำหนดเอาไว้ในกลุ่ม Occupation Specific Competencies หรือ ถ้าพูดให้เขาใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่า เราเอา Job Specification (เช่น จบ ป. ตรี สาขานั้น สาขานี้ มีความรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้) มากำหนดไว้ที่นี้ (บนสุด ขวามือ)

เมื่อเรารวมเรื่องนี้เข้าไปอีก เราก็สามารถกำหนดตำแหน่งงานต่าง ๆ ได้แล้วว่า แต่ละตำแหน่งงานต้องมีสมรรถนะอะไรบ้าง คราวนี้มันจะมีความชัดเจนมากขึ้น

ผมเคยกล่าวเอาไว้ในบล็อกที่ผ่านมาแล้วว่า ฟังก์ชันของการจัดการ คือ POSDC … ตัว S คือ Staffing หรือ หาคนเข้ามาทำงาน และผู้บริหารหรือผู้จัดการมักจะกระทำผ่านทางกระบวนการสรรหาของ HR … จากที่ผมกล่าวเอาไว้นี้ จะเห็นว่า HR เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ (คือการสรรหา) ทีนี้ใครละครับที่ควรเป็นผู้กำหนดสมรรถนะของพนักงานที่จะต้องมาทำงานในแผนก ในฝ่าย ในองค์กรของตนเอง มันก็ควรเป็นผู้บริหาร/ผู้จัดการของส่วนั้น ๆ มิใช่หรือ เมื่อกำหนดแล้ว ก็ควรจะไปคัดเอา เลืกเอา ผู้สมัครที่มีสมรรถนะที่เรากำหนดขึ้นมามิใช่หรือ หรือ เราจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ HR ทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ว่า เขาไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะทำเรื่องนี้ทั้งหมด เมื่อเขาทำไม่ได้ตามที่เราต้องการก็อย่าไปโทษเข้าเลย ... โทษตัวเราดีกว่าไหมว่า เรายังไม่ได้ทำฟังก์ชัน Staffing อย่างครบถ้วน ...

ผมถึงบอกว่า หัวหน้า/ผู้จัดการทั้งหลายนี่แหละคือ HR ตัวจริง เพราะต้องเป็นผู้ทำเรื่องนี้ ... ส่วนทำไมต้องทำนะหรือ ก็เพราะว่าคนที่เข้ามาทำงานนั้น ต้องมาทำงานภายใต้การดูแลของเขา และผลงานของลูกน้องก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของลูกพี่ด้วย ... ลูกน้องมีขีดความสามารถไม่เพียงพอ เขาก็ทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ไม่ดี ผลงานของเขาก็ออกมาไม่ดี ... ผลงานของลูกพี่ก็ไม่ดีไปด้วย ... พอเป็นแบบนี้ ลูกพี่กลับหันไปโทษลูกน้อง โทษ HR โทษสถานศึกษา ... วุ๊ย จับมาตีก้นสักทีดีไหม  

 

กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องการจัดการ
กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคทั่วไป

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 15 August 2018