MSITBlog

2 minutes reading time (400 words)

กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับความมีประสิทธิผลของคน

ตัวแบบ (Model) ในการพัฒนา Competency มีหลายแบบด้วยกัน โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตัวแบบที่พัฒนาเป็นขั้น ๆ (Tier) ไป และผมมักใช้ตัวแบบดังรูปด้านล่าง

เราจะเห็นว่า มันเหมือนปีนบันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ โดย Tier ต่ำสุดก็คือ Personal Effectiveness Competencies หรือ สมรรถนะที่ทำให้คน ๆ หนึ่งมีประสิทธิผล อันถือเป็นระดับพื้นฐาน (Foundation) ซึ่งประกอบด้วย ทักษะทางด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Skills) ความสมบูรณ์พร้อม (Integrity หมายถึง การมีศีลธรรม จรรยาบรรณ ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ อะไรแหละเภทนี้แหละครับ) การเป็นมืออาชีพ (Professionalism) มีความคิดริเริ่ม (Initiative) เชื่อมั่นตนเองและเป็นที่น่าเชื่อถือแก่คนอื่น (Dependability & Reliability) มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ (Adaptability & Flexibility) และ มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

ผมว่า ผู้ที่มีสมรรถนะกลุ่มนี้อยู่ในเขา จะทำงานทำการอะไรก็ประสบความสำเร็จ และจะเห็นว่าสมรรถนะกลุ่มนี้มันถูกสร้างมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคม (หรือ ครอบครัว) เป็นส่วนมาก มันไม่ได้เกิดจากไปนั่งเข้าคอร์สเรียนเอาหลักการ ได้ใบรับรองมา แต่มันเกิดขึ้นภายในจิตใจข้างในมากกว่า ผมเชื่อว่า ถ้าคนเรามีสมรรถนะในกลุ่มนี้ มันน่าจะเป็นฐานในการพัฒนากลุ่มอื่น ๆ ต่อไปได้ง่าย

ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง สมัยที่ผมยังทำงานอยู่นั้น ผมมีลูกน้องในระดับหัวหน้างานอยู่เกือบ ๆ ยี่สิบคน มีอยู่วันหนึ่งผู้จัดการฝ่ายผลิตมานั่งคุยกับผมว่า เขาไม่ต้องการให้คุณ A (ผมขอใช้ชื่อสมมติก็แล้วกัน) อยู่ในทีม X ผมก็ถามว่า ทำไมหรือ ช่วยบอกเหตุผลหน่อยได้ไหม เขาก็บอกว่า เข้ากับทีมไม่ได้ (ทีม ๆ หนึ่งจะประกอบไปด้วยคนจากหลายแผนก) ... พูดกันตรง ๆ ก็คือ "ทีมไม่เอา" ว่างั้นเถอะ

ผมถามต่อไปว่า งั้นจะเอาใคร เขาก็ตอบว่า ถ้าเป็นไปได้ขอคุณ B หรือ คุณ C ก็แล้วกัน พอได้ยินชื่อสองคนนี้ ผมก็แย้งว่า สองคนนี้เข้าไปอยู่ทีมอื่นแล้วนี่และสังกัดอยู่หลายทีมด้วย ……. เอาเป็นว่า ผมก็คุยกับเขาจนจบเรื่องที่เขาต้องการให้ผมจัดการให้ก็แล้วกัน

เรื่องที่เข้ามากระทบใจผมก็คือ ผมสงสัยว่าทำไมคุณ B และ คุณ C จึงเป็นที่ต้องการของทีมต่าง ๆ ในขณะที่คุณ A กลับไม่มีทีมไหนต้องการ ทั้ง ๆ ที่ทั้งสามคนนี้ เข้ามางานไล่เลี่ยกัน ต่างก็จบ ป. ตรีมาเหมือน ๆ กัน

เมื่อสงสัยก็ต้องหาคำตอบ ผมจึงไปค้นประวัติย้อนหลังของทั้งสามคนนี้ เอาตั้งแต่เข้ามาทำงาน วุฒิการศึกษา การฝึกอบรม การโปรโมต อะไรพวกนี้ เพื่อมาเทียบกันดู

ผมพบว่า เกรดเฉลี่ยของ คุณ A สูงกว่าคุณ B และ คุณ C มากทีเดียว ดังนั้นถ้าพูดถึงเรื่องของความเก่งแล้ว คุณ A ย่อมเก่งกว่าคุณ B และ คุณ C ด้วยซ้ำไป ... สถาบันการศึกษาที่จบมาก็ถือว่าระดับเดียวกัน ... ทั้งสามคนเข้ามาทำงานห่างกันแค่ 2 – 3 เดือนเท่านั้น การฝึกอบรมต่าง ๆ ก็ผ่านมาเหมือน ๆ กัน ... อายุงานก็พอ ๆ กันคือ 7 - 8 ปีแล้วทั้งนั้น

ตอนนั้น ก็นึกว่า เอ ... ระดับการศึกษาและอายุการทำงานก็ใกล้เคียงกัน ทำไมคุณ A จึงมีปัญหาได้หนอ อะไรคือความแตกต่างนะ

ผมเอาใบประเมินผลงานย้อนหลังมาเทียบดู เค้าลางที่เริ่มมองเห็นก็คือ เรื่องความรู้นั้น คุณ A นำโด่ง แต่เรื่อง การทำงานเป็นทีม ความคิดริเริ่ม ความยืดหยุ่น อะไรพวกนี้  (ซึ่งก็คือ Competency ระดับพื้นฐานที่ทำให้คนมีประสิทธิผลตามที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น) ต่ำกว่าคุณ B และ C ทุกตัว

พอไปดูระดับของตำแหน่งงานที่ดำรงอย่ในปัจจุบัน (เช่น หัวหน้างงานระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 เป็นต้น) ผมพบว่า คุณ A เป็นหัวหน้างานระดับ 1 เท่านั้น ส่วนคุณ B และ คุณ C อยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งพร้อมที่จะขยับไปสู่ระดับสูงขึ้น คือ ผู้จัดการระดับ 1 แล้ว … แสดงว่า คุณ B และ คุณ C ได้รับการโปรโมตเร็วกว่าคุณ A ... เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องข้างต้นส่งผลต่อการเติบโตในหน้าที่การงาน

ผมเลยเอาข้อมูลของหัวหน้างานทั้งหมดและผู้จัดการอีกเกือบสิบคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของผม มาเทียบดูในตามกรอบที่ผมตั้งสมมติฐานเอาไว้ ส่วนมากมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ

ผมพอสรุปได้ว่า แรก ๆ นั้น เรื่องของความรู้ มันจะทำให้เขาเหล่านี้เข้ามาทำงานได้ง่ายกว่าและสร้างผลงานได้เร็วกว่า แต่พอไปสักพักมันกลายเป็นว่า เรื่องของสมรรถนะในกลุ่ม Personal Effectiveness มันเป็นตัวผลักดันให้คนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่า (โดยถือว่า ระดับความรู้ไม่ต่างกันมาก เพราะจบการศึกษามาระดับเดียวกัน และระยะเวลาในการทำงานก็ไม่ต่างกันมาก)

ถ้าพูดให้สั้นลง ผมสรุปได้ว่า ถ้าความรู้เท่า ๆ กัน ระยะเวลาในการทำงานเท่า ๆ กัน คนที่มีสมรรถนะในกลุ่ม Personal Effectiveness สูงจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การมากกว่า

ผมเอาโปรไฟล์ของคุณ E ซึ่งถือว่า เป็นกระบี่มือหนึ่งมาดู (คือ ถ้าให้เกรดก็ประเภทได้ A+ บ่อยมาก) ผลปรากฏว่า เขาเป็นคนที่มีความรู้ดีและมี Personal Effectiveness Competencies สูงด้วย อืม มิน่าผลการประเมินผลงานทั้งของในแผนกและต่างแผนกสูงลิ่ว (ผมใช้ผลการประเมินจากภายในแผนก 60% และภายนอกแผนกอีก 40%)

ผมเอาชื่อคนสามคนคือคุณ A คุณ B และ คุณ E มานั่งคุยกับฝ่ายผลิต เพื่อหาข้อมูลเพิ่ม ฝ่ายผลิตบอกว่า คุณ A นั้น ก็น่าจะเก่งอยู่ แต่พูดแล้วฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่สนใจสมาชิกของทีม การสื่อสารแย่ ไม่ค่อยช่วยเหลือทีม ส่วนคุณ B นั้น เก่งสู้คุณ A ไม่ได้ก็จริง แต่การสื่อสารดี พูดแล้วทีมเข้าใจ เข้ากับทีมได้ดี ส่วนคุณ E นั้น เรื่องความรู้นี่เก่งกว่าคุณ A อีก ที่เจ๋งก็คือพูดเรื่องยาก ๆ ให้ทีมเข้าใจได้ เสนอความคิด ออกไอเดีย และกระตุ้นให้กำลังใจทีมอยู่ตลอดเวลา เป็นที่พึ่งของทีมได้เสมอ สมาชิกทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขามาก

พอได้ฟังปั๊บ ผมก็ได้แต่นึกในใจ กูว่าแล้ว

ก็หูตาสว่างซีครับ ตายละซี ตอนรับพนักงานเข้ามา องค์กรก็เน้นไปทางความรู้ ประสบการณ์การทำงาน เป็นส่วนมาก เรื่อง สมรรถนะในกลุ่มนี้ไม่รู้เน้นกันไหม (ตอนนั้น ผมยังไม่ได้สนใจเรื่อง Competency นะครับ ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป และหลังจากเรื่องนี้แหละครับ มันทำให้ผมรู้จักเรื่อง Competency และนำมาใช้งาน แต่เวลาเขียนเล่าให้ฟังก็ขอหยิบเอามาใช้ก่อน เพื่อจะได้มีกรอบทำความเข้าใจ)

ปัญหาหนักอกที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผมจะทำให้ลูกน้องผมมีสมรรถนะในกลุ่มของ Personal Effectiveness Competencies สูงขึ้นได้อย่างไร ... ช่วงนั้น ผมทำเรื่อง KM อยู่ด้วย ค้นไป ค้นมา ก็มาพบเรื่อง Competency เข้า ผมเห็นว่ามันเสริมกัน ก็เริ่มศึกษาเรื่องนี้และนำมาประยุกต์ใช้ในเวลาต่อมา

กล่าวโดยสรุปก็คือ กลุ่มสมรรถนะใน Tier 1 อันเกี่ยวกับ ความมีประสิทธิผลของคนนั้น ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะทำงานในตำแหน่งใด แผนกใด  องค์กรประเภทใด ถ้ามีอยู่ในตัวเขาแล้วก็จะทำให้เขาสามารถพัฒนาสมรรถนะกลุ่มอื่น ๆ และทำงานเจริญก้าวได้ไปได้ง่ายขึ้น

 

กลุ่มสมรรถนะที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา
Competency

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 15 August 2018