MSITBlog

1 minute reading time (231 words)

เรื่องเล่าสู่กันฟัง

บล็อกที่แล้ว ผมได้คุยเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือด้านการจัดการไปแล้ว ผมมีเรื่องเล่าเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในการใช้เครื่องมือสักเรื่องสองเรื่องครับ

เรื่องแรกก็เป็นเรื่องที่เจ้านายฝรั่งเขาเล่าให้ผมฟังหลังจากทำการสัมภาษณ์เพื่อรับผมเข้าทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว … ก็ถือเป็นการคุยกันหลังสัมภาษณ์งานว่างั้นเถอะ ... ผมขอตัดเรื่องการคุยกันกว่าชั่วโมงออกไปเพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ ในที่สุดท่านก็เอ่งปากว่า ท่านรับผมเข้าทำงานในองค์กรของท่านก็แล้วกัน

ผมก็ถามท่านว่า จะรังเกียจหรือไม่ถ้าผมจะถามเหตุผลว่า ท่านเห็นความเหมาะสมอย่างไรถึงรับผมเข้าทำงาน

ท่านบอกว่า "ได้" แล้วกล่าวว่า ท่านมีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ คือ "ข้อแรก ยูทำงานทางสายเทคนิคมาตลอด ไอจึงมั่นใจว่ายูสามารถทำงานให้องค์กรของไอได้อย่างแน่นอน ข้อสอง ภาษาอังกฤษของยูก็พอไปไหว เพราะสามารถคุยเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจให้ไอเข้าใจได้ ข้อที่สาม เพราะยูแก่

กรี๊ดซิครับ ... แหม มาว่าผมแก่ตอนนั้นน่าจะแถว ๆ สี่สิบต้น ๆ เอง เป็นหนุ่มใหญ่ต่างหาก ... ผมก็หลุดอุทาน ว็อต (What?)” ออกไปซีครับ

ท่านก็เลยขยายความให้ฟังว่า ท่านเคยรับคนเข้ามาเป็นผู้จัดการคนหนึ่ง เขาพึ่งจบการศึกษาระดับ ป. โท มาจากยูที่มีชื่อเสียง เรียนเก่ง เกรดดี พอมาทำงานเขาก็เอาเครื่องมือใหม่ ๆ (ที่อ่านจากตำรา หรือ Case Study) เข้ามาใช้งาน แต่สภาพแวดล้อมต่าง ๆ มันเป็นของจริงและมันแตกต่างจากตำราหรือเรื่องใน Case Study (เช่น เรื่องวัฒนธรรมองค์กร ) ผนวกเข้ากับความอ่อนด้อยประสบการณ์ของเขา ดังนั้นแทนที่สถานการณ์มันจะดีและเป็นไปอย่างที่คิด มันกลับแย่ลง

เขาก็พยายามแก้ไขโดยนำเครื่องมือตัวอื่นมาใช้งานอีก แต่ก็เข้าอีหรอบเดิม นอกจากไม่ดีขึ้นแล้ว มันยิ่งสับสนวุ่นวายกันไปใหญ่ สถานการณ์ทรุดลง เมื่อเห็นท่าจะไปต่อไม่ไหว เขาก็ขอลาออก … 

ท่านกล่าวว่า รวมเวลาที่เขาก่อให้เกิดปัญหาประมาณปีครึ่ง แต่ไอต้องใช้เวลาประมาณห้าปีเพื่อแก้ไขสถานการณ์ (รวมทั้งเรื่องสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมในการทำงาน) ให้กลับมาสู่สภาพเดิม

ท่านบอกว่า ตั้งแต่นั้นมาท่านกลัวที่จะรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์เข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้บริหารมาก ท่านกล่าวว่า มันไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเครื่องมือต่าง ๆ นั้นดีหรือไม่ดี เพราะท่านเชื่อว่าเครื่องมือแต่ละตัวกว่าจะคิดออกมาได้และเป็นที่นิยมกัน มันต้องผ่านการพิสูจน์ การทดสอบมามากมายพอสมควร ดังนั้นประเด็นมันจึงอยู่ที่ว่า ผู้นำมาใช้สามารถใช้มันได้เหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ และมีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือเหล่านั้นเพียงพอหรือไม่ จริง ๆ ท่านเล่ายาวนะ แต่ผมสรุป ๆ ให้ฟังก็แล้วกัน

เรื่องที่สองนี่ก็น่ากลัวพอ ๆ กัน (ในแง่การส่งผลกระทบต่อองค์กร) แต่เกิดที่องค์กรของเพื่อนผมที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนในระดับมหาวิทยาลัย … เขาก็เป็น Director อยู่ที่องค์กรหนึ่ง ผมก็เป็น Director อยู่อีกที่หนึ่ง ก็ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทกัน สองสามเดือนก็มากินข้าวเย็นกันบ้าง คุยกันบ้าง ตามเรื่อง  

วันหนึ่งเขาเล่าว่า องค์กรของเขาได้รับผู้บริหารระดับสูงเข้ามาคนหนึ่ง คน ๆ นี้มีประสบการณ์ทำงานมาเป็นสิบปีดังนั้น ฝีไม้ลายมือทางด้านการบริหารงานก็ถือว่า OK ทีเดียว … สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางด้านการจัดการได้คล่องแคล่ว

แต่ประเด็นมันไม่อยู่ที่การใช้เครื่องมือครับ มันไปอยู่ที่วัฒนธรรมขององค์กร คือ เขานำวัฒนธรรมองค์กรเก่าที่เขาคุ้นเคยเพราะอยู่มา นาน เข้ามาใช้ในแผนกของเขา ทีนี้มันเกิดความขัดแย้งกันขึ้นมา

เพื่อนผมเล่าว่า วัฒนธรรมของแผนกของเขาก่อนที่เขาจะเข้ามานั้น ก็จะเป็นแบบไทย ๆ ทุกคนเป็นพี่น้องกัน มีอะไรก็ช่วยเลือกัน เรียกว่า ชูความสัมพันธ์ของคนในแผนก (หรือ ในองค์กร) เป็นตัวเด่น

แต่ผู้บริหารคนนี้เขามาจากบริษัทต่างประเทศ เขาเน้นผลลัพธ์ของงานเป็นตัวเด่น เขาไม่สนใจว่า พนักงานจะคิดจะทำอย่างไร ขอให้ได้ผลงานออกมาตามต้องการก็ถือว่า OK

ผ่านไปสักปีเศษ ผู้คนในแผนกของเขาเริ่มมีการแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่นกัน มีการทะเลาะกันมากขึ้น เสียงบ่นของพนักงานในแผนกของเขาและจากแผนกอื่นที่ต้องไปประสานงานกับแผนกเขาเริ่มมีมากขึ้น ในที่สุด CEO ก็เรียกเขามาคุยและเชิญออกไป แล้วก็โปโมตลูกหม้อเก่าขึ้นมาดูแล เขาบอกว่า กว่าแผนกจะกลับมามีวัฒนธรรมเหมือนเดิมได้คงต้องใช้สักสองสามปีละกระมัง และก็คงต้องเอาคนออกไปอีกหลายคน

ผมก็ถามว่า ทำไมต้องเอาคนออกด้วย ก็คนเก่าไม่ใช่หรือ ... เพื่อนผมตอบว่า นิสัยมันเปลี่ยนไปเป็นเหมือนเจ้านายใหม่มันเป๊ะ มันสนใจแต่สิ่งที่มันต้องการเท่านั้น กลายเป็นเห็นแก่ตัวและไม่ฟังใคร ... 

ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะครับ ถ้าผู้บริหารคนใหม่เอาวัฒนธรรมจากองค์กรเดิมมาใช้ (จะด้วยเจตนา หรือ ใช้ไปโดยอัตโนมัติเพราะติดเป็นนิสัยก็ตาม) และวัฒธรรมที่เขาเอาเข้ามานี้มันขัดแย้งกับวัฒนธรรมเดิม (ผมไม่ได้บอกว่า วัฒนธรรมไหม่หรือเก่ามันดีกว่ากันนะครับ) มันย่อมมีข้อขัดแย้งกันขึ้นอย่างแน่นอน

การแก้ไขเรื่องเหล่านี้ ย่อมใช้เวลาและอาจจะถึงขั้นต้องเฉือนเนื้อร้ายบางส่วนทิ้งไปบ้าง แต่ความสูญเสียมันได้เกิดขึ้นแล้วซิครับ ... ผมว่า แก้วร้าวหรือแก้วแตกที่ปะเอาไว้ด้วยกาว มันก็คือแก้วที่มีจุดอ่อน เมื่อนำมาใช้งานมันย่อมใช้ได้ไม่เต็มที่ตามที่เคยเป็นและยังสร้างความกังวลขึ้นมาอีกด้วย    

 

Competency
กล่องเครื่องมือด้านการจัดการ (Management Toolbox)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Wednesday, 21 November 2018