MSITBlog

2 minutes reading time (372 words)

แล้วเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

บล็อกที่แล้ว เรามานั่งนึกกันว่า ถ้าเราจะตั้งองค์กรของเราขึ้นมาใหม่ในวันนี้ องค์กรของเราควรเป็นอย่างไร ว่ากันจริง ๆ แล้ว มันก็เหมือนกับนึกภาพของเป้าหมายขององค์กรของเราที่เราอยากได้ อยากเป็น นั่นเอง

ลองนึกต่อไปว่า จากสภาพขององค์กรของเราในปัจจุบัน ถ้าจะปรับให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เรานึกเอาไว้นั้น เราต้องทำอย่างไร อันนี้เรานึกเล่น ๆ ครับ เป็นการฝึกสมอง เว้นแต่ว่า ผู้อ่านเป็นเจ้าขององค์กรนั้น ๆ หรือ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ชี้ตาย ชี้เป็นได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

และบล็อกที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ มันเป็นเรื่องของ IT Management ก็ขอให้มองในเชิงของการนำ IT ไปใช้งานก็แล้วกันนะครับ

เราสามารถมองได้ตั้งแต่ลูกค้าเชื่อมต่อเข้ามาทางไหนได้บ้าง ข้อมูลที่ส่งเข้ามาเป็นรูปแบบใด มีโครงสร้างเป็นอย่างไร ต้องเอาไปเก็บ เอาไปประมวลอย่างไร ตรงนี้เราก็ดูการไหล การจัดเก็บ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ประมวลผล อะไรก็ว่ากันไป

ผลที่ได้จากการประมวลนั้น มันเปลี่ยนรูปเป็นสินค้าและการให้บริการที่ตรงไหน เกิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาที่ตรงไหน มันถูกจัดเก็บและประมวลอย่างไร ใครเป็นผู้ใช้ข้อมูล ตรงนี้มันก็ดูทั้งการไหลของข้อมูล และ สินค้าและการให้บริการ

คราวนี้มันก็ไปยุ่งเกี่ยวกับ Core Business ของเราแล้ว เราก็ต้องดูแหละครับว่า เราต้องปรับ ต้องเปลี่ยน Core Business ของเราอย่างไร เพื่อให้มันสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็ต้องไล่ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้าพร้อมข้อมูลต่าง ๆ

นึกเฉย ๆ มันอาจจะลืม ก็ลองขีด ๆ เขียนลงในกระดาษว่า ตรงไหนต้องทำ ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน แล้วลองให้ลำดับความสำคัญดู

อะไรที่ทำได้เลย ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง ไม่ส่งผลกระทบกับส่วนอื่น ๆ ก็ลองทำเครื่องหมายเอาไว้ แล้วก็รวมเอาไว้เป็นกลุ่มหนึ่ง พวกนี้เหมือนผลไม้ที่ตกอยู่บนพื้นแถว ๆ โคนต้น (Ground Fruit) จะเก็บมัน ก็ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร เพราะมันกองเราให้เราไปจัดการอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ข้อมูลต่าง ๆ ก็มีอยู่แล้ว เราก็แค่ไปจัดเก็บหรือประมวลแล้วก็นำสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันไม่ต้องใช้เงินใช้ทองใช้เวลาอะไร

อะไรที่ต้องทำต่อมา อาจใช้เวลา ใช้ความพยายามบ้าง ก็มาร์กเอาไว้อีก แล้วก็รวมเอาไว้อีกกลุ่มหนึ่ง พวกนี้ก็เหมือนผลไม้ที่อยู่กิ่งเตี้ย ๆ ที่เราแค่เอื้อมมือก็เก็บได้ (Low – Hanging Fruit) จะต้องใช้ความพยายามในการเขย่งบ้าง เอื้อมบ้าง (เหมือนเราไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง แต่ใช้เวลา ใช้ความพยายามนิดหน่อย) เช่น ทำการปรับเปลี่ยนโฟล์ว ปรับเปลี่ยนกระบวนการบางส่วน หรือ หาซอฟต์แวร์ฟรีมาใช้ เป็นต้น

กลุ่มต่อมา ก็คงเป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลา ใช้แรงปีนป่าย ใช้ความพยายามมากขึ้น ต้องใช้เงินบ้าง ก็มาร์กเอาไว้อีก แล้วก็รวมกลุ่มไว้อีก พวกนี้ก็เหมือนผลไม้ที่อยู่แถว ๆ กลางต้น มันจะมีผลไม้จำนวนมาก (Bulk of Friut) แม้ว่าต้องใช้แรง ใช้ความพยายามมากหน่อย แต่ก็คุ้มค่าในเชิงของปริมาณ เช่น ทำการลีนกระบวนการ ปรับรื้อโฟล์วใหม่ เป็นต้น

สุดท้ายก็ พวกที่อยู่สูง ถือเป็นผลไม้ที่หอมหวาน (Sweet Fruit) ก็ต้องใช้ความพยายามมากหน่อย และ มีความเสี่ยงเกิดขึ้นด้วย เพราะมันอยู่สูง กิ่งก็มีขนาดเล็กลง แบบนี้ก็คงต้องทำเป็นโครงการ เป็นโปรเจ็ก ใช้เวลา ใช้เงินใช้ทองมากหน่อย เช่น ต้องปรับเปลี่ยน Infrastructure เป็นต้น ก็รวมไว้อีกกลุ่มหนึ่ง พวกนี้จะมีน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ออกมาคุ้มค่ามากที่สุด

ถึงตอนนี้ เราจะเห็นทั้งภาพที่เราต้องการและเรื่องที่เราต้องทำ คำถามสุดท้ายก็คือ เราอยากจะทำไหม เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไหม

คำตอบที่ผมได้ยินบ่อย ๆ ก็คือ เราอยากทำ เราอยากเปลี่ยน แต่คนอื่น หรือ เจ้านาย ไม่เอาด้วย เราก็เก็บ Ground Fruit กับ Low – Hanging Fruit ไปก่อนก็ได้ พอมันดีขึ้นแล้ว มองเห็นผลแล้ว ก็ค่อยขยับไปเก็บ Bulk of Fruit … ปัญหามักจะไปอยู่ที่ Sweet Fruit ซึ่งต้องใช้เงินใช้ทอง ใช้เวลา ใช้ทรัพยากร มาก อันนี้ก็ต้อง “Sale” หรือ ขายเพื่อนร่วมงานและเจ้านายให้ผ่าน

ขายแนวคิด หรือ Sale Idea ให้เพื่อนร่วมงานนี้ ไม่ค่อยยากสักเท่าใด ... โดยเฉพาะคนที่ Convince (พูดชักจูง หรือ โน้มน้าวให้เชื่อ) เก่ง ๆ ก็จะทำได้ง่าย ... ตรงนี้จะเห็นชัดเจนเลยนะครับ คนที่พูดเก่ง พูดเป็นต่อยหอย จะสู้คนที่ Convince เก่งไม่ได้เลย 

ปัญหาหลักมันอยู่ที่ "ขาย" ให้เจ้านายนี่แหละครับ เพราะมันเรื่องการของการใช้เงิน เรื่องผลประโยชน์ที่ได้กลับคืนมา อันนี้มักก็ยากหน่อย มันต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน มีตัวเลขสนับสนุน และข้อสำคัญก็คือ ต้องพูด "ภาษา" เดียวกับเจ้านาย

สมัยผมทำงานก็ติดขัดแบบนี้เรื่องนี้เหมือนกัน … แรก ๆ ก็มีปัญหาอยู่ เพราะเสนออะไรไป ก็โดนปฏิเสธ ไม่อนุมัติ ... พอโดนปฏิเสธบ่อยเข้าก็ชักท้อเหมือนกัน ... พูดภาษาผมก็เรียกว่า โดนทุบสักหมัดสองหมัดก็ยุบ ถอยแล้ว ไม่สู้แล้ว 

ผมเล่าเรื่องนี้ให้รุ่นพี่ที่ผมเคารพนับถือคนหนึ่งฟัง เขาบอกว่า เอ็งยังขายไม่ดีพอ ลองดูว่าเราทำ Cost & Benefit (ต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้) ชัดเจนไหม ผลประโยชน์ที่ได้มามันสูงกว่าต้นทุนมากไหม มันจับต้องได้ไหม มันคุ้มไหม ... เอ็งต้องพูดภาษาเดียวกับเขา” ….ผมก็ไปทำใหม่ เข้าไปเสนอใหม่ ก็เด้งออกมาอีก

ผมกลับมาเล่าให้รุ่นพี่คนนี้ฟังอีก เขาถามว่า เอ็งเข้าไปกี่ครั้ง

ผมก็ตอบว่า "หลังจากคุยกับพี่แล้ว ก็ประมาณสัก 2-3 ครั้งเห็นจะได้"

เขาหัวเราะครับ เอ็งยังพยายามไม่พอ  ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก

ผมก็ถามรุ่นพี่เขาตรง ๆ ว่า ผมต้องทำขนาดนั้นเชียวหรือ” 

คำตอบที่ทำให้ผมอึ้งก็คือ “ถ้าเอ็งตอบแบบนี้ ก็แสดงว่าเอ็งไม่ได้อยากทำสักเท่าใดดอก

พูดอย่างนี้ เหมือนเอามีดมากรีดใจ มันก็มีลูกฮึดขึ้นมาซีครับ ... มีอยู่งานหนึ่ง ผมต้องเข้า ๆ ออก ๆ ห้องเจ้านายเพื่อขออนุมัติ และฟังคำปฏิเสธ เหตุผลที่ปฏิเสธ คำบ่น มากกว่าสิบครั้ง (อาทิตย์หนึ่งบ้าง สองอาทิตย์บ้าง เดือนหนึ่งบ้าง แล้วแต่ทิศทางลม) ต้องคำนวณใหม่ หาเหตุผลใหม่ ๆ มาสนับสนุน ต้องทำเอกสารใหม่ ต้องแก้แล้ว/แก้อีกคงจะเป็นร้อยครั้งกระมัง และใช้เวลากว่าหกเดือนจึงผ่านการอนุมัติ

ผมกลับไปเล่าให้รุ่นพี่คนนี้ฟัง เขาก็ยิ้ม ๆ แล้วบอกว่า ก็ OK นะ แสดงว่าเอ็งคงอยากทำจริงและมันคงมีประโยชน์จริง ผมว่าเจ้านายเขาก็เห็นและอยากอนุมัติอยู่หรอกนะ แต่ช่วงนั้นอาจจะยังไม่มีเงินพอ หรือ จำเป็นต้องใช้เงินในเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า เขาก็ไม่สามารถอนุมัติให้เอ็งได้ และมันก็ไม่ใช่เรื่องกงการอะไรของเขาที่จะต้องบอกเอ็ง การที่เอ็งไปคุยกับเจ้านายบ่อย ๆ เรื่องของเอ็งมันก็จะอยู่ในใจเขา ครั้นเมื่อเขามีช่องทางพอหาเงินหาทองได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เขาก็อนุมัติให้เอ็งทำ เพราะเขาก็เห็นว่า มันมีประโยชน์จริงและเอ็งอยากทำจริง ๆ เสียด้วย จึงตื้อเขาซะขนาดนั้น

ผมถามว่า พี่เคยตื้อแบบนี้ไหมเขาหัวเราะร่วน โครงการใหญ่ ๆ ใช้เงินมากหน่อย เป็นปียังเคยเลย ไม่งั้นข้าจะบอกเอ็งได้อย่างไร” … ผมถามอีกว่า "แล้วเจ้านายไม่บ่นพี่แหลกหรือ"

รุ่นพี่ผมตอบว่า "มีคนเขาว่า "โดนบ่นไปหลายกระบุงโกย" นี่ก็เยอะแล้ว อย่างของข้านี่ คงต้องเอารถสิบล้อมาโกยคำบ่นของเจ้านายถึงจะหมด เชื่อข้าเถอะ ถ้าอยากได้ อยากทำ ก็ต้องตื้อเท่านั้น แต่ข้าอาจจะตื้อมากไปหน่อยว่ะ"

 

กรอบความคิดที่มีเราเป็นตัวตั้ง
วันนี้ ... องค์กรเราควรเป็นแบบใด

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Monday, 10 December 2018