MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Cloud อีกหน่อย

บล็อกที่แล้ว เราคุยกันเรื่องคลาวด์กันไปบ้างแล้ว เรามาขยายความเพิ่มกันอีกสักหน่อย

ถ้ามองในเชิงของผู้ใช้งานแล้ว ผมว่ามันก็มีข้อดีคือ ผมสามารถกำหนดความต้องการในการใช้งาน (On – demand) ด้วยตัวของผมเอง เช่น ผมจะเพิ่มเนื้อที่ในการใช้งาน ผมก็กำหนดเอาตามที่ผมต้องการ แล้วผมก็จ่ายเงิน มันก็คล่องตัวดี

ผมสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นไปตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว (ในเชิงของความหยืดหยุ่น) เช่น อยากได้เรื่องนี้เพิ่ม อยากเพิ่มตรงโน้น ผมก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นแบบอัตโนมัติด้วย

ผมสามารถเข้าถึงระบบได้จากอุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ และเรื่องที่สำคัญก็คือ มันรวมทรัพยากรที่สำคัญ ๆ เข้าไว้ด้วยกัน อยู่ที่เดียวกัน ทำให้ผมมีความคล่องตัวในการใช้งาน

ขณะเดียวมันก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน เช่น เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (ผมมองในเชิงว่า ข้อมูลมันหลุดมือจากเรา ไปอยู่ในมือคนอื่น ความเชื่อมั่นของเราก็จะลดลง ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะดูแลดีกว่าที่เราทำอยู่ในปัจจุบันก็ได้) ปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง (เช่น ถ้าเราเปลี่ยนจากผู้ให้บริการเจ้าหนึ่งไปเป็นอีกเจ้าหนึ่งซึ่งมีมาตรฐานต่างกัน มันย่อมเกิดข้อจำกัดขึ้น) ความคล่องตัว (เมื่อเทียบกับถ้าเรามีทรัพยากรเป็นของเราเอง) เป็นต้น

ครั้งแรกที่ผมใช้คลาวด์ ก็แค่เก็บข้อมูลขององค์กรเอาไว้ (ตอนนั้นก็กลัว ๆ อยู่ ก็เลยเอาแต่ข้อมูลที่ไม่วิกฤติต่อความเป็นความตายขององค์กรไปเก็บไว้) ต่อมาก็เริ่มนำข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในโซ่อุปทานขึ้นไปเก็บเอาไว้ เพื่อให้สมาชิกในโซ่อุปทานใช้งานร่วมกัน (ขอให้นึกง่าย ๆ ก็คือ โปรแกรม ERP ของสมาชิกในโซ่อุปทานสามารถใช้งานข้อมูลนี้ร่วมกันได้ ก็ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ) … ต่อมาจึงเริ่มใช้โปรแกรมของผู้ให้บริการ ในเชิงของการเอาต์ซอร์ตงานออกไป และในที่สุดก็เริ่มใช้โปรแกรมของเขาบางโปรแกรมเพื่อใช้ประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ  

ผมสังเกตุว่า เมื่อเวลาผ่านไปองค์กรต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา (เช่น ทำเว็บ ทำ App ทำ e-commerce ทำ m-commerce ตามกระแสธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ) จึงเกิดความต้องการใช้ IT ที่ง่ายและไม่ต้องมาวุ่นวายกับมันมาก (เอาแบบง่าย ๆ ก็คือปั้นความต้องการขึ้นมา แล้วก็โยนโครมเข้าไปในคลาวด์ ก็ได้มาแล้ว) แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการประสิทธิภาพทางด้านการจัดระเบียบ/จัดระบบได้ดีขึ้นและมีความประหยัดสูง ตรงนี้ก็ทำให้คลาวด์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ผู้สร้างโปรแกรมหลายรายหันมาพัฒนาโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งานบนคลาวด์ เช่น Cloud ERP, SCM บนคลาวด์ เป็นต้น

นอกจากนั้น (โดยอาศัยแนวคิดของคลาวด์) มันยังเกิด Cloud Manufacturing ขึ้นมาด้วย .. ซึ่งมันเป็นการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาเรื่อย ๆ จาก Traditional Manufacturing มาเป็น Intelligence Manufacturing (หรือ e – Manufacturing) มาเป็น Smart Manufacturing และกำลังจะเป็น Cloud Manufacturing

จำได้ไหมครับ ตอนที่มี SaaS ผมก็แย่แล้ว เพราะไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยไปโฟกัสในเชิงของการเอา IT ไปช่วยในการผลิต คราวนี้พอมี Cloud Manufacturing ขึ้นมาอีก (ให้นึกง่าย ๆ ว่า ผู้ว่าจ้างโยนงานขึ้นคลาวด์ เพื่อไปออกแบบ ไปผลิต ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้) อันนี้คงจะสร้างความปวดหัวให้กับคนที่ทำงานในโรงงานขึ้นไปอีกมากทีเดียวเชียว … และนับวัน IT จะเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ยุค Industrial 3.0 นั้น โรงงานเป็นแบบอัตโนมัติทั้งหมด หรือ e - Manufacturing หรือ Intelligence Manufacturing

ยุค Industrial 4.0 โรงงานต้องเป็น Smart Manufacturing แล้ว และมีการใช้ Cloud computing แล้ว

ดังนั้น Cloud Manufacturing จึงน่าจะเป็นยุค 4.5 หรือ 5.0 ไปแล้วกระมัง

 

Rate this blog entry:
Mobile Devices เป็นตัวเร่ง?
การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Sunday, 22 April 2018