MSITBlog

2 minutes reading time (441 words)

ฝากไว้ให้ช่วยดูแล

ยังจำเรื่องพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในบล็อกเรื่อง หวงยิ่งกว่าทองได้ไหมครับผมต้องขยายพื้นที่จัดเก็บทุก ๆ ปี ผู้ใช้งอนผมเรื่องนี้ก็บ่อย

สมัยก่อนโน้น IT นี่เป็นเรื่องที่ทันสมัยมาก จนมีผู้กล่าวว่า องค์กรใดมี IT นี่ถือว่าเกิดความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมากทีเดียว พอต่างคนต่างมีสภาพความได้เปรียบก็จะเริ่มลดลง จนจุด ๆ หนึ่ง ก็กลายเป็นว่าใครมีก็ไม่ได้ได้เปรียบอะไร แต่ใครไม่มีนี่ถือเป็นการเสียเปรียบในการแข่งขันไป

ในยุคแรก ๆ นั้น เรายังไม่มี email ฟรีแบบปัจจุบันนี้นะครับ องค์กรใดที่มี email ให้พนักงานใช้ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม (คือเสียทั้งค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตและค่าใช้ email) ซึ่งเดือน ๆ หนึ่งก็หลายตังส์อยู่นะ

ดังนั้น บนนามบัตรใครที่มี email address ระบุไว้ ช่วงนั้นต้องถือว่าทันสมัยทีเดียว ผมเข้าทำงานในโรงงานแรก (ที่มีทั้ง R&D และการผลิตด้วย) ก็มีใช้กับเขาเหมือนกัน เพราะต้องไปต่างประเทศเกี่ยวกับงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาบ่อย ซึ่งผมก็เห็นว่า มันใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกันได้มากอยู่ ช่วงนั้นก็ใช้อย่างเดียว ไม่เคยสังสัยหรือไปยุ่งเกี่ยวกับมันตรง ๆ

เมื่อมาทำงานในโรงงานที่ผมต้องเข้าไปดูแลฝ่าย IT ด้วย อันนี้ต้องเข้าไปยุ่ง เข้าไปรู้แล้ว สมัยนั้น เขาจะมีเซิร์ฟเวอร์เอาไว้จัดการเรื่อง email ของพนักงานตัวหนึ่ง เรียกชื่อเป็น Mail Server ก็แล้วกัน โปรแกรมการจัดการเกี่ยวกับเรื่อง email ต่าง ๆ ก็จะอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้ และผู้ใช้งานจะเข้าไปดูเมล์อะไร ก็ต้องเข้าผ่านเว็บเข้าไป เราก็เรียกว่า Webmail

ในกรณีนี้ พื้นที่ที่ใช้จัดเก็บ email ทั้งหมดก็คือฮาร์ดดิสก์ของเซิร์ฟเวอร์นั่นเอง สมัยนั้น เนื้อที่ที่ติดตั้งมากับเซิร์ฟเวอร์มันก็ไม่ได้มากมายอะไร เช่น 16 GB บ้าง 32 GB บ้าง ดังนั้นสมัยนั้นก็มีการแบ่งโควตากัน ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารระดับสูงก็เอาไป 100 MB ผู้บริหารและหัวหน้างานก็เอาไป 75 MB พนักงานแค่ 50 MB อะไรแบบนี้แหละครับ (อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ)

ตีเสียว่า ถ้าพนักงานในสำนักงานสัก 500 คน คนละ 50 MB ก็ซัดเข้าไปแถว ๆ 500 x 50 = 25000 MB หรือ แถว ๆ 25 GB เข้าไปแล้ว เมื่อรวมกับพื้นที่ที่ต้องกันเอาไว้ใส่โปรแกรม และสำรองเอาไว้เผื่อเอาไว้ทำการคัดลอกไฟล์บ้าง อะไรบ้าง มันก็จะพอดี ๆ

ทีนี้ถ้าใครไม่ลบเมล์ (หรือ ดึงเมล์ที่สำคัญ ๆ มาเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ในเครื่องของตนเองก่อน แล้วก็ค่อยลบทิ้งไป) หรือ รับไฟล์ใหญ่ ๆ เข้ามาแล้วทิ้งค้างเอาไว้ มันก็เต็มซิครับ พอเต็ม ลูกค้าก็ส่งเมล์เข้าไม่ได้ เมล์หายบ้าง มันเด้งกลับบ้าง ลูกค้าก็โทรมาโวยวาย พวกก็มาลงที่ฝ่าย IT … ก็มีอาการงอนกันตามที่ผมเล่าให้ฟังมาแล้ว

นอกจากนั้น วันดีคืนร้าย ดันติดไวรัสขึ้นมา (ทั้ง ๆ ที่มีโปรแกรมคอยตรวจจับอยู่แล้วก็ตาม) ก็เกิดวุ่นวายขึ้นมา ต้องกู้คืนกันอุตลุด (อันนี้แหละครับ ส่วนหนึ่งที่เราต้องทำ DRP หรือ Disaster Recover Plan หรือ แผนกู้คืนระบบกัน ให้วุ่นวายตามมา)

เรื่องบางเรื่องนี่ ผมมีประสบการณ์แบบหัวเราะไม่ออก ร้องให้ไม่ได้ทีเดียว มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมได้รับแจ้งเตือนมาว่า มีไวรัสตัวหนึ่งที่แนบมากับเมล์ ไฟล์ที่แนบมาชื่อนั้น ชื่อนี้ สมมติเอาว่าชื่อ ABC ก็แล้วกัน ตัวนี้แสบ ถ้าติดแล้วมันลบข้อมูลด้วย

ตัวนี้โปรแกรมตรวจจับที่ใช้ ยังจับไม่ได้ (เขากำลังปรับปรุงอยู่ ต้องใช้เวลาสักวันสองวัน) … ตามหน้าที่แล้ว ผมก็ต้องแจ้งเตือนผู้ใช้ทั้งหลาย ผมก็เรียกประชุมทีละแผนก ๆ แล้วก็บอกว่า ถ้า email ใด ๆ มีไฟล์ที่ชื่อ ABC แนบมา ให้ลบทิ้งไปทันที ไม่ต้องเปิดดู เพราะมันเป็นไวรัส มันจะ ……….. ก็อธิบายกันไป

จากนั้นก็ถามว่า ทุกคนเข้าใจไหม ต่างก็บอกว่า เข้าใจ เอาให้ชัด ๆ ใครไม่เข้าใจให้ยกมือ ไม่มีใครยกมือ แสดงว่าเข้าใจหมด ถ้างั้น ใครเข้าใจแล้วให้ยอกมือ ก็ยกกันครบ ใครมีคำถามอะไรไหม เงียบครับ แสดงว่าเข้าใจกันหมดแล้ว

ผลปรากฏว่า บ่าย ๆ หน่อยก็เรียบร้อยครับ ไวรัสงาบเรียบ แต่เราช่วงเช้า และเที่ยง เราแบ็คอัพเอาไว้ก่อนแล้ว ก็ทำกลับคืนมาได้ อีเมล์ก็หายไปบ้างสัก 2 – 3 ชั่วโมง

จากนั้น เราก็มาตามรอยดูว่า มันเกิดที่คอมพิวเตอร์เครื่องไหน แล้วเราก็ไปถามผู้ใช้งานว่าทำไมจึงไม่ลบทิ้งไปตามที่ตกลงกัน เขายกมือไหว้แล้วไหว้อีก แล้วบอกว่า อย่าโกรธเขาเลย เขาเห็นแล้ว เขาก็จะลบอยู่นะ แต่ใจมันอยากรู้ว่า ไอ้เจ้าไวรัสนี่ หน้าตามันเป็นอย่างไร เห็นแต่คนพูด ๆ กัน ก็เลยเปิดดู ….

ผมนี่หัวเราะก๊ากเลยครับ โกรธไม่ลงจริง ๆ ก็เลยถามว่า เออ แล้วตัวนี้หน้าตามันเป็นอย่างไร

เขาก็ตอบว่า ก็ไม่เห็นมันจะมีอะไรเลย มีข้อความอะไรก็ไม่รู้เขียนเอาไว้

ผมก็เลยตามน้ำไป โดยบอกเขาว่า ตอนที่คุณแง้มดูนั้น มันวิ่งหนีไปที่อื่นแล้ว

ผมพูดไปหัวเราะไป โอ๊ย ตูปวดใจ ปวดตับ จริง ๆ พับผ่าเถอะ

นอกจากจะต้องดูแลเนื้อที่ในการจัดเก็บแล้ว ก็ยังต้องดูแลเรื่องการบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์และเรื่องไวรัส เรื่อง mail ขยะ ที่มากับ email อีกด้วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัวเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมา การให้บริการ email ฟรีก็มาหลายรายมากขึ้น ก็มีบริษัทเหล่านี้เสนอตัวเข้ามาจัดการเรื่อง email ขององค์กรให้ทั้งหมด  ในที่สุดทางบริษัทแม่ได้ทำการเอาต์ซอร์ตเรื่อง email ออกไปให้เขาดูแลให้ โดยเขาให้เนื้อที่เป็นระดับ GB ต่อคน (ผมจำไม่ได้แล้วว่าเท่าใด น่าจะอยู่แถว ๆ 20 GB ต่อคน) ดูแลเรื่องไวรัสให้ ทำ Backup ให้พร้อมสรรพ เขาคิดเงินเป็นรายคนต่อปี ผมจำตัวเลขไม่ได้แล้วว่าเขาคิดคนละเท่าไหร่ แต่จำได้ว่ามันไม่แพงมากมายอะไร

เรื่องนี้ถือเป็นการเอาต์ซอร์ตงานทางด้าน IT ที่ผมต้องดูแลออกไปครั้งแรก ต่อมาก็เริ่มเอาต์ซอร์ตเรื่องการเก็บ/การสำรองข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก ออกไปอีก ผมก็สบายขึ้นเยอะทีเดียว และผนวกกับราคาฮาร์ดดิสก์เริ่มลดลง (หรือ ใช้เงินเท่าเดิมตามที่ทำแผนเอาไว้ล่วงหน้า แต่เวลาซื้อจริง ๆ กลับซื้อฮาร์ดิสก์ที่มีความจุมากขึ้น) คราวนี้เนื้อที่จัดเก็บต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น ผู้ใช้ก็ไม่บ่นกันแล้ว

เรื่องของการฝากเก็บข้อมูลที่ผมเล่ามานั้น แรก ๆ เรารู้ว่าผู้ให้บริการมีที่ตั้งทางกายภาพอยู่ที่ใดและแหล่งเก็บข้อมูลมักจะรวมกันอยู่ที่เดียว ต่อมาบริษัทแม่ก็มีการเปลี่ยนผู้ให้บริการเป็นรายใหม่ เขาก็มีเว็บให้เข้าใช้งาน (ถือเป็น API หรือ Application Program Interface) พอเข้าไปแล้ว จะเก็บข้อมูลอะไรก็จับมันโยนเข้าไป ตอนนั้น ผมก็ว่า โอ้ชีวิตตูง่ายขึ้นเยอะเลยเน๊าะ มันน่าจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

ผมก็ถามถามคนทางบริษัทแม่ว่า ที่ตั้งของผู้ให้บริการเขาอยู่ที่ไหน เขาจัดเก็บอย่างไร คำตอบที่ทำให้ผมอึ้งไปเลยก็คือ มันเป็นหลักการของ “Cloud Storage” ยูเข้าใจไหม ก็ตอบไปตรง ๆ ว่า ไม่เข้าใจ แล้วมันคืออะไรหว่า เขาก็อธิบายให้ฟัง พอฟังแล้วก็อึ้งนะครับ มันให้บริการกันไประดับนี้กันแล้วหรือ

ปัจุบันนี้ เราใช้ Cloud Storage กันจนถือเป็นเรื่องปกติไปแล้วนะครับ ก็พวกที่ให้พื้นที่เราใช้ฟรี เพื่อเอารูป เอาไฟล์ ไปเก็บไว้ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนี่แหละครับ แต่เขาก็จำกัดพื้นที่ให้ใช้ฟรีเอาไว้นะครับ ถ้าจะใช้มากกว่านี้ก็ต้องจ่ายเงินให้เขา แต่เมื่อย้อนหลังไปสักสิบกว่าปีมานั้น มันต้องจ่ายเงินให้เขาสถานเดียวซึ่งก็หลายตังส์อยู่

จริง ๆ แล้วเขามีมาก่อนแล้ว แต่บริษัทที่ผมทำงานอยู่เข้าไม่ได้ใช้งาน ผมก็เลยไม่รู้เรื่อง พอมาเขาอธิบายให้ฟัง แรก ๆ ก็ยังนึกในใจว่า มันอำตูหรือเปล่าวะ พอไปศึกษาหาข้อมูลจึงรู้ว่า มันให้บริการมานานแล้ว ก็หายโง่ไปแหละครับ  

ก็ด้วยความสะดวก ไม่ต้องไปวุ่นวายเรื่องแบ็กอัพ เรื่องดูและรักษา เพราะผู้ให้บริการเขาดูแลให้ ปัจจุบันนี้ เรามีข้อมูลอะไรก็โยนขึ้นไปเก็บเอาไว้ในคลาวด์ ก็สบายไปซีครับ

ที่ผมเล่าเรื่องนี้ก็เพื่อจะนำเข้าสู่ Cloud Computing อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในยุค Industrial 4.0 นี่แหละ แต่เพื่อให้เข้าใจผมจึงเริ่มด้วยการฝากข้อมูลให้เขาดูแลเอาไว้ก่อน บล็อกหน้าจะขยายความให้มากขึ้น

 

การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing)
อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0)

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Thursday, 19 July 2018