MSITBlog

3 minutes reading time (578 words)

ถึงเบื่อ แต่ก็ต้องทำ

ผมเขียนบล็อกนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เรื่องพวกนี้คือระบบ หรือ Framework ทั้งหลายนี่แหละครับ ตอนที่ผมทำงานอยู่นั้น มันเยอะไปหมด แต่ยิ่งปัจจุบันนี้มันเยอะกว่ายุคที่ผมทำงานอีกมากทีเดียว

ผมเข้าทำงานที่โรงงาน ตัวแรกที่ผมรู้จักก็คือ ISO 9000 ซึ่งว่าด้วยระบบจัดการคุณภาพของสินค้านี่แหละ มันก็ยัง OK นะครับ เพราะเขาทำอยู่แล้ว เข้าไปเขาก็อบรมให้ แล้วก็ตาม ๆ เขาไป มันก็เข้าใจมากขึ้น

ต่อมาพอมาอยู่อีกโรงงานหนึ่ง เฉพาะในส่วนโรงงานก็กลายเป็น ISO 9000, ISO 14000 (ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม), OHSAS 18000 (ระบบจัดการชีวอนามัยและความปลอดภัย) ที่จะต้องรู้ ต้องทำ และต้อง Cer.

ทีนี้พอไปผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับยานยนต์ก็จะมี TS 16949 (IATF 16949 ในปัจจุบัน) งอกขึ้นมาอีก

พอไปผลิตสินค้าเกี่ยวกับเครื่องบินก็จะมี AS 9000 ตามมาอีก (นี่ยังไม่รวม ตัวอื่น ๆ ที่ลูกค้าต้องการเป็นพิเศษอีกนะครับ) …

ว่ากันตามจริงแล้ว ตัวหลัง ๆ ก็มักจะเขียนครอบ ISO 9000 เอาไว้ ดังนั้น เมื่อเข้าใจ ISO 9000 มันก็ง่ายหน่อย การจัดทำระบบและเอกสารต่าง ๆ มันก็ไปด้วยกันได้

ดังนั้น ถ้าเราใช้หน่วยรับรอง (Certify Body) รายเดียวกัน อันนี้มันก็ค่อยสบายหน่อย เพราะเขามอง (ตรวจ) ไปในกรอบเดียวกัน ถ้าใช้หลายราย มุมมองของแต่ละรายก็อาจแตกต่างกันไปบ้าง อันนี้ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้เราเหมือนกัน เพราะรายหนึ่งบอกว่า OK อีกรายบอกว่า น่าจะปรับแก้ ... ดู ๆ แล้ว มันก็สนุกดีเหมือนกัน เพราะระบบพวกนี้มักจะเป็นกรอบการทำงาน คือ บอกว่า เราต้องทำอะไรบ้าง ส่วนเราจะทำอย่างไรนั้นมันเป็นเรื่องของเรา 

ตอนทำงานนั้น ผมดันไปเป็นคณะกรรมการที่ต้องดูแลระบบพวกนี้กับเขาด้วย (ไม่ได้อยากเป็น แต่ถูกบังคับให้เป็น) ก็ต้องอ่านเอกสารพวกนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่งั้นลืมครับ และก็ชอบอ่านจากฉบับจริง เพราะมันครบถ้วนดี ผมไม่ค่อยชอบอ่านฉบับย่อที่ใช้ในการอบรม เพราะอาจจะด้วยคำแปลที่เป็นภาษาไทยบ้าง การตัดออกไปบางส่วนบ้าง (เพื่อให้เหมาะสมกับเวลาที่ใช้ฝึกอบรม) บางครั้งทำให้ไม่เข้าใจ ปัจจุบันนี้ก็ยังต้องอ่านอยู่ เพราะบางเรื่องก็ต้องไปเกี่ยวข้องอยู่เหมือนกัน

เรื่องที่น่าเบื่อก็คือ เดี๋ยว Audit ตัวนั้น เดี๋ยว Audit ตัวนี้ มันไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ... แต่เราก็ต้องเตรียมตัวและเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะก็ต้องไปคอย support เขาตามควร บางทีมันไปชนกับการเข้ามา Audit ของลูกค้า (ลูกค้ามาทำการ Audit กระบวนการผลิตสินค้าของเขา) หรือ การเข้ามาเยี่ยมเยือนของลูกค้า วุ๊ย วิ่งเข้าห้องโน้น เดินออกห้องนี้ วิ่งเข้าไปดูในสายการผลิตให้เป็นที่วุ่นวาย พอเดินเข้า เดินออก จากห้องบ่อยหน่อย ลูกค้าก็บ่น หาว่าเราไม่สนใจเขาเลย ไปฟ้องเจ้านาย เอ้า ซวยเลยตู … 

นอกจากนั้นผมต้องดูแลแผนก IT ด้วย มันก็มีระบบจัดการเฉพาะทางด้าน IT ที่ต้องทำด้วย บางตัวก็ต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ (สมัยก่อนโน้น) เช่น กรอบการทำงาน COBIT เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้ทรัพยากรของ IT นั้นสอดรับกับวัตถุประสงค์ทางด้านธุรกิจ หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำให้ IT กับ Business สอดคล้องไปทางเดียวกัน

ถ้ายังพอนึกออก ตอนเราออกแบบระบบ เราก็ออกแบบให้ IT กับ Business เกิดการ Align หรือ ไปทางเดียวกัน ตอนทำ เราก็ไล่โฟล์วกันไปเรื่อย ... แต่เมื่อเราใช้ COBIT เข้ามาจับ คราวนี้มันจะมองไล่จากกลยุทธ์ขยับลงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงระดับโฟล์ว อันเป็นการทวนสอบว่า มันสอดรับกันจริงหรือไม่

ต่อมาก็ทำเรื่องเกี่ยวกับ COSO เพื่อจัดการเกี่ยวกับความเสี่ยง (ซึ่งต่อมาก็ขยายมาเป็น Enterprise Risk Management (ERM))

แล้วก็ ITIL เพื่อจัดทำข้อตกลงในการให้บริการ (Service Level Agreement, SLA) แก่ผู้ที่มาใช้บริการของฝ่าย … มารู้เรื่อง IT Help Desk จริง ๆ ก็ตอนนี้แหละครับ ...

ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ COBIT บอกกับทางฝ่าย Business ว่า ฝ่าย IT มีกระบวนการต่าง ๆ ให้บริการท่านแล้วนะ ไอ้เจ้า ITIL ก็บอกว่า การให้บริการที่ว่านั้นน่ะ จะให้บริการได้เร็ว ได้ไว ขนาดไหน  

ตอนนั้น ตัวแบบที่ใช้ก็ง่าย ๆ ครับ ใช้ COBIT ไปในแง่ของการจัดการเพื่อให้กระบวนการของ IT สอดรับกับเป้าหมายทางธุรกิจ ใช้ ITIL เพื่อจัดการทางด้านการให้บริการ IT แก่ผู้ใช้งาน แล้วก็ใช้ COSO ไปในเรื่องการจัดการความเสี่ยง 

พอจัดการเรื่องพวกนี้ เรียบร้อยแล้ว มันก็เหมือนเรา (IT) ทำ Service Infrastructure เสร็จแล้ว (อย่าลืมนะครับ ผมเล่าเรื่องฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ให้มาตั้งเยอะ ก็เหมือน เราทำ Hardware Infrastucture และ Software Infrastructure ผ่านมาแล้ว)

อีกตัวหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึงก็คือ TOGAF ซึ่งนำมาใช้เกี่ยวกับ Enterprise Architecture ... แต่ตอนแรก ๆ นั้น พวกเทพ/เซียนทั้งหลายเขาออกแบบให้ ... จริง ๆ แล้ว ผมมารู้ในภายหลังว่า เราสามารถใช้ TOGAF มาเป็นกรอบได้  

สมัยนั้น มันเป็น Framework ทำแล้วก็จบ ... ไม่ต้องจ้างใครมารับรอง มาให้ Cer. ... ทำเอง รู้เอง วัดผลเอง ... 

อีกตัวหนึ่งที่ผมนำมาใช้ในภายหลัง เพื่อทำให้กระบวนการต่าง ๆ ทั่วทั้งองค์กรมันได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็คือ CMMI ครับ ... แต่ก็ไม่ได้ทำจริงจังมากมายอะไรนัก ...

จริง ๆ แล้ว ผมนำ CMMI มาใช้เพราะท่าน ๆ ทั้งหลายมักจะหมายเอาว่า ISO 9000 นั้น มันโฟกัสอยู่ที่ฝ่ายผลิต ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายผลิตมันก็ได้รับการพัฒนาไปเรื่อย ๆ พัฒนาไปตลอด ... แต่กระบวนการทางด้านสำนักงานกลับไม่ได้รับการพัฒนาเลย เคยอยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น ... เมื่อทำการเปรียบเทียบกัน มันจึงแตกต่างกันมาก ... ผมก็เลยจับ CMMI ครอบลงไปทั้งองค์กร เพื่อทุก ๆ กระบวนการ (ทั้งในสำนักงานและในฝ่ายการผลิต) เกิดการพัฒนาไปสู่ระดับเดียวกัน ...

ผลหรือครับ ... ถูกฝ่ายสำนักงานด่าเปิง ... ตูอยู่ของตูดี ๆ เมิงมาเผือกอะไรด้วยฟ่ะ ... แหะ ๆ ดันไปขุดเผือกก็กินเผือกสบายไป

ทีนี้ต่อมา ISO เขาก็กำหนดมาตรฐานออกมาหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับ IT เช่น ISO 20000, 27000, 31000 เป็นต้น มันก็เกิดคำถามว่า เราต้อง Cer. พวกนี้ไหม (มันไม่ใช่ประเด็นว่า อันไหนดี อันไหน ไม่ดี ประเด็นมันก็คือ มันจำเป็นต้อง Cer. หรือไม่) ตอนนั้น ผมกับเจ้านายก็นั่งถกแถลงกันมากพอสมควร ในที่สุดก็สรุปได้ว่า ถ้าลูกค้าบี้มาว่าต้องทำจริง ๆ เราค่อยทำ แต่ก็ขอให้ศึกษา เตรียมการ กันเอาไว้ล่วงหน้า 

ตอนนั้นจำได้ว่า ต้องไปอบรมเรื่องพวกนี้เอาด้วย ... ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ความรู้ และได้ไปกินของแปลก ๆ นอกสถานที่ทำงานด้วย 

นอกจากนั้น ก็ยังมีตัวแปลก ๆ เข้ามาอีกเช่น SOX Compliance โน่น นี่ นั่น อีก 2 – 3 ตัว พวกนี้ก็ต้องผ่านการอบรมเหมือนกันและก็ต้องทำด้วย เพราะทางบริษัทแม่ที่อยู่ในสหรัฐบังคับมาว่าต้องทำ

พอรวม ๆ กัน ทั้งทางฝ่ายโรงงาน ทั้งทางฝ่าย IT มันก็หลายเรื่อง หลายตัว ที่ต้องทำ ต้องศึกษา ต้องอ่าน ต้องเตรียม ... โฮ๊ย พูดก็พูดเถอะครับ พอนานเข้ามันเกิดอาการเบื่อสุด ๆ แต่ก็ต้องทำ (ผมเน้นนะครับ ไม่ใช่ว่า มันไม่ดี ไม่มีประโยชน์ แต่มันเบื่อครับ)

ตอนนี้ผมถือว่า ผมพ้นวงโคจรมาแล้ว คือ ไม่ต้องลงไปวุ่นวาย เพียงแต่เอามาอ่านเอาไว้กันลืมเท่านั้น ก็สบาย หายเบื่อ ไปเยอะทีเดียว

บางครั้งก็เจอเรื่องแปลก ๆ ดีครับ สมัยผมทำงานนั้น ผมเป็นผู้สอนในเรื่อง Six Sigma เรื่อง Lean และก็ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มามากมาย มีซงมีเซอร์ครบหมดแหละครับ วันหนึ่งมีนักศึกษามาถามผมว่า ผมรู้จักเรื่องเกี่ยวกับ Lean Six Sigma ไหม

ผมก็ตอบว่า ก็พอรู้บ้าง ถามทำไมหรือ เขาก็ตอบว่า มันเป็น ISO เราต้อง Cer. ไหม

ผมก็ถามเขาว่า Lean Six Sigma มันเป็น ISO ด้วยหรือ เขาบอกว่า ใช่ เป็น ISO 13053 …

ผมก็ตอบไปว่า ไม่รู้เหมือนกัน อันนี้ไม่รู้จริง ๆ

พอไปค้นดูในอินเตอร์เน็ต เออ มันกลายเป็นมาตรฐาน ISO ไปแล้วจริง ๆ ผมก็เพิ่งรู้จากนักศึกษานี่แหละครับ … เดี๋ยวนี้ ไม่กล้าบอกใครว่า รู้เรื่องพวกนี้แล้ว เดี๋ยวจะเหมาเอาว่า ผมสามารถออก Cer. ให้ได้ ... ยุ่งตายเลยครับ 

ปัจจุบันนี้ กรอบการทำงานบ้าง ระบบบ้าง การใช้ซอฟต์แวร์ การใช้ฮาร์แวร์บ้าง มันเยอะแยะไปหมด แล้วแนวโน้มมันก็จะต้อง Cer. กันทั้งนั้น ก็ทำให้หลาย ๆ คนต้องหา Cer. มาสะสมกันมากขึ้น บางครั้งเรื่องเดียวกัน แต่อาจต้องมี Cer. จากผู้ขายสองสามค่ายก็มี ผมถามเขาว่า ไม่เบื่อหรือ ... เขาก็บอกว่า มันก็น่าเบื่อเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำ

ผมก็หัวเราะซีครับ แหม เหมือนตูสมัยก่อนเลยวุ๊ย ถึงเบื่อ แต่ก็ต้องทำ ก็เป็นลูกจ้างเขานี่ครับ

เมื่อมาถึงจุดนี้ เราในฐานะชาว IT ก็ต้องดูเรื่อง Hardware Infrastructure, Software Infrastructure และ Service Infrastructure ไปพร้อม ๆ กันนะครับ ... มันคงเป็นได้ยากที่เราจะเลือกดูเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0)
หวงยิ่งกว่าทอง

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 21 September 2018