MSITBlog

3 minutes reading time (525 words)

หวงยิ่งกว่าทอง

ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วว่า ตอนที่เทพ/เซียนมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ IT ให้กับองค์กรที่ผมนำงานนั้น เราต้องทำห้อง IT ใหม่ ต้องยกพื้น ต้องติดตั้ง Rack เดินสายสัญญาณ ต้องทำระบบสำรองไฟ (ทั้ง UPS และ เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำระบบความเย็น ต้องทำระบบดับเพลิง ต้องทำระบบความปลอดภัย (ทั้งใช้กล้อง ทำการสแกนลายนิ้วมือ และรหัสผ่าน) …

ทีนี้พอมันเป็นอิเล็กทรอนิคส์มากขึ้น ข้อมูลที่ต้องเก็บ ต้องประมวล มันก็มากขึ้นด้วย สมัยแรก ๆ นั้น เราก็ใช้แบบ DAS หรือ Direct Attach Storage อันหมายถึง การต่อพ่วงฮาร์ดดิสก์เข้าไปกับ file server โดยตรง หลัการก็ง่าย ๆ ครับ เริ่มจากการเก็บข้อมูลเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่อยู่เซิร์ฟเวอร์ก่อน (เหมือนเราเก็บข้อมูลเอาไว้ใรฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่องโน๊ตบุคของเรา) พอเนื้อที่มันไม่พอ เราก็จะพ่วงหน่วยจัดเก็บข้อมูลภายนอก หรือ external harddisk เข้าไปเพื่อรองรับความต้องการในการเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น (มันก็เหมือนเราซื้อ external harddisk มาต่อเข้าทาง USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคในปัจจุบันนี่เอง) ดังนั้นระบบแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ (File System) ก็ถูกดำเนินการจากโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ external harddisk ต่อพ่วงอยู่วิธีการนี้ก็สะดวกอยู่หรอก ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์หลายตัว มันจะเริ่มยุ่งแล้วครับ เพราะถ้าเราใช้เซิร์ฟเวอร์ตัวหนึ่ง แล้วต้องส่งข้อมูลไปเก็บในฮาร์ดดิสก์ที่ต่ออยู่กับเซิร์ฟเวอร์อีกตัวหนึ่ง มันต้องส่งข้อมูลข้ามกันไปมา

ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนมาเป็น NAS หรือ Network Attach Storage คิดง่าย ๆ ก็คือนำเอา external storage มาต่อเข้ากับ network ตรง ๆ แทนที่จะต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์เหมือนที่ผ่านมา การทำแบบนี้ก็จะทำให้เซิร์ฟเวอร์ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกาะอยู่กับเครือข่ายเดียวกันมองเห็น external storage ได้เหมือน ๆ กัน ทำให้สามารถเข้าใช้งานได้ง่ายขึ้น มันเกิดปัญหาตามมาเหมือนกัน คือ พอมีคนใช้งานมากขึ้นความเร็วในการเขียน/อ่านข้อมูลก็จะลดลง เพราะ File System มันจะอยู่ไปอยู่ในตัว external storage พอเราโยนข้อมูลเข้าไปมาก ๆ มันก็ต้องใช้เวลาในการจัดการหน่อย

ตอนแรกผมก็ใช้แบบ NAS นี่แหละครับ แรก ๆ มันก็ OK อยู่ พอมันเป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ผู้คนก็ใช้งานกันมากขึ้น ข้อมูลมันก็วิ่งกันอุตลุต ทุกคนต่างก็มีข้อมูลที่สำคัญ ๆ เก็บกันเพียบ นอกจากนั้น ก็ยังมีข้อมูลต่าง ๆ จากกระบวนการผลิตที่ต้องเก็บเอาไว้อีกเพียบเหมือนกัน (จำเรื่อง Shop Floor Data Collection ได้ไหมครับ) … ดังนั้นช่วงไหนที่มัน peak ขึ้นมา มันก็อืดแหละครับ ผู้ใช้ก็ค่อนแคะกระแนะกระแหนผมเรื่อยแหละครับ วุ๊ย ระบบวิ่งอืดเป็นเรือเกลือบ้าง ช้าเป็นเต่าบ้าง ก็ว่ากันไป

ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นที่ระบบเครือข่ายรองรับการใช้งานไม่ไหว มันจึงช้า แต่หลังจากวิเคราะห์แล้ว ผลปรากฏว่าระบบยังรองรับได้สบาย ๆ แต่ปัญหาดันมาโผล่ที่พี่ NAS ของเรานี่แหละ

ผมก็บอกว่า ข้อมูลไหนที่ไม่สำคัญก็ลบทิ้งไปบ้างซีครับ ส่วนมากก็บอกว่า ข้อมูลมันสำคัญทั้งนั้น ลบทิ้งไม่ได้หรอก มันต้องเก็บไว้ใช้บางคนโกรธผมหัวฟัดหัวเหวี่ยง คุณไม่เป็นอย่างผม คุณไม่รู้หรอกว่ามันสำคัญแค่ไหน” … แหม ตูละกลุ้ม แก่ ๆ กันแล้วแต่ก็ยังมีงอนครับ

ผมก็เข้าใจเขานะครับ เพราะต่างคนต่างใช้ข้อมูลที่แตกต่างกัน และก็ย่อมเห็นว่า ข้อมูลที่ตนเองต้องใช้นั้นมีความสำคัญต่อการใช้งานทั้งสิ้น ลองดูเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังในบล็อกที่ผ่าน ๆ มาซีครับ จะเห็นระบบ IT ต้องเข้าไปสนับสนุนหลายเรื่อง หลายฝ่ายด้วยกัน ดังนั้นข้อมูลมันจึงมีหลายประเภท หลายเรื่อง จากหลายแผนกตามไปด้วย ดังนั้น มันก็ย่อมเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาครับ ค่อยพูดค่อยจากัน เดี๋ยวก็หายงอน

ผมก็เอาเรื่องนี้ไปคุยกับเจ้านาย เจ้านายก็พูดแบบผมแหละครับว่า เอาแต่เก็บ ไม่ลบกันบ้าง ต่อให้เพิ่มมาอีกเท่าไหร่ก็ไม่พอแต่ท่านก็อนุมัติให้ขยาย (เพิ่ม) เนื้อที่จัดเก็บในแบบ NAS ผมก็ต้องจัดทำงบเพิ่มเนื้อที่ให้ทุกปี ๆ แต่ก็ดีหน่อย เพราะราคาฮาร์ดดิสก์มันลดลงเร็วมาก ดังนั้นด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมปีต่อไปเราสามารถจัดหาซื้อได้ความจุมากขึ้น เราก็นำไปติดตั้งแทนตัวเก่า ๆ ที่ใช้มานานแล้ว  

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้าต่าง ๆ ก็ต้องเก็บไว้เพื่อทำการตรวจสอบย้อนหลังได้ เช่น ลูกค้าให้เราผลิตสินค้า A เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาพบว่าชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนที่ใส่อยู่ในสินค้า A เกิดข้อบกพร่องขึ้นมา เขาก็อาจจะถามเราว่า ชิ้นส่วนหมายเลขนั้น ๆ ที่ผลิตโดย Vendor ABC ล็อตหรือ Date code 2014/03/26 ที่เราซื้อมาใช้ผลิตสินค้า A นั้น ใส่อยู่ในสินค้า A ที่มี Serail Number อะไรบ้าง ส่งไปให้เขาเมื่อใด จำนวนเท่าใด เขาจะรู้ว่า เขาขายไปให้ใครบ้าง จำนวนเท่าใด อะไรแบบนี้แหละครับ ... เราก็ต้องไปค้นหาข้อมูลย้อนหลัง แล้วแจ้งเขาไป

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องการสินค้าและกระบวนการผลิตเหล่านี้ต้องถูกจัดเก็บอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีการผลิตสินค้า อย่างน้อย ๆ ก็ วันจันทร์ถึงวันเสาร์ วันละ 24 ชั่วโมง ถ้าเราทำงานทั้งเจ็ดวัน ก็เรียกว่า 24 x 7 หรือ 24 ชั่วโมง 7 วัน ละครับ

สินค้า 1 ชิ้นที่เราผลิต อย่างน้อย ๆ เราต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ วัตถุดิบที่ใช้ประกอบสินค้านั้นมีอะไรบ้าง ยี่ห้ออะไร ผลิตขึ้นมาวันไหน เราซื้อมาจากใคร รับเข้ามาวันไหน สถานะการตรวจสอบตอนรับเข้ามาเป็นอย่างไร จ่ายเข้ามาในสายการผลิตวันไหน ถูกนำมาประกอบเป็นสินค้าเมื่อใด ผ่านสถานีทำงานใดบ้าง ผ่านเมื่อใด สถานะเป็นอย่างไร ไล่ไปจนแล้วเสร็จ จับลงกล่องเมื่อใด ส่งออกไปให้ลูกค้าเมื่อใด

สินค้าใดที่มีกระบวนการผลิตยาว (มีสถานีทำงานมากถึง 70 – 80 สถานีทำงาน) และใช้วัตถุดิบเยอะ (มีอุปกรณ์ประกอบกันหลายพันตัว) มันก็จะมีข้อมูลให้เก็บต่อ 1 ชิ้นเยอะครับ และถ้าสินค้านี้ผลิตครั้งละเป็นหมื่น เป็นแสนชิ้น ข้อมูลมันก็จะทวีคูณขึ้นมาเป็นเงาตามตัว และถ้าเรามีหลายสายการผลิต มันก็จะคูณเพิ่มเข้าไปอีก ดังนั้น เฉพาะข้อมูลจากสายการผลิต (ที่ผมเรียกว่า Shop Floor Data Collection หรือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากสายการผลิต) วันหนึ่ง ๆ ก็เยอะเอาการ      

พอเป็นดังที่กล่าวมา พอนานเข้าพื้นที่จัดเก็บซึ่งก็คือพี่ NAS ของผมก็จะเต็มเอาซีครับ ดังนั้นทุก ๆ เดือนผมก็ต้องดึงเอาข้อมูลเก่าเก็บออกมาเก็บเอาไว้ภายนอก เช่น ผมจะเหลือข้อมูลใน NAS แค่เดือนปัจจุบันกับข้อมูลย้อนหลังอีกสามเดือน เป็นต้น สมัยก่อนเราก็ใช้ Tape เก็บกันเป็นม้วน ๆ (ต่อมาได้ลองใช้ CD บ้าง DVD บ้าง แต่ก็พบว่าบางทีมันอ่านจากแผ่นมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ก็เลยกลับมาใช้ Tape เป็นหลัก ถึงมันจะอ่าน/เขียนช้าหน่อย แต่มันก็ชัวร์ดี)

นอกจากการดึงข้อมูลเก่า ๆ มาเก็บไว้แล้ว มันก็มีคำถามตามมาอีกว่า ถ้าฮาร์ดดิสก์มันเจ๊งขึ้นมา ข้อมูลที่เราเก็บไว้ 3 – 4 เดือนก็หายไปด้วยซิ ลูกค้ารับไม่ได้ครับ เพราะข้อมูลที่ต้องการสอบทานก็หายไปด้วย เราก็ต้องทำการ Back-up ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เอาไว้ด้วย ก็ใช้เทปนี่แหละ แรก ๆ เราก็ทำอาทิตย์ละครั้ง

ต่อมาลูกค้าบางรายก็ไม่ยอมอีก เพราะถ้าฮาร์ดดิสก์เจ๊ง ข้อมูลของเขาจะหายไปประมาณ 1 สัปดาห์ เขาขอให้ทำการแบ็กอัพทุก ๆ วัน เพราะอย่างเลวร้ายที่สุดก็ข้อมูลหายไปแค่ 1 วัน ก็ต้องทำแหละครับ ต่อมามีเทคโนโลยี RAID (Redundant Array Independent Disks) เกิดขึ้นมาจนเป็นที่นิยมกัน ผมก็จัดหาเข้ามาใช้งานพร้อมทำระบบ Auto Back-up ด้วย ... ปัญหาพวกนี้ก็เริ่มลดน้อยลง

ในเวลาเดียวกัน พวกเราก็สงสัยกันว่า ไอ้ที่แบ็กอัพกันเอาไว้นั้น มันใช้ได้จริงหรือเปล่า (เทปมันยังดีอยู่ไหม มันหมดอายุหรือยัง ข้อมูลมันยัง OK อยู่หรือเปล่า) … ในที่สุดเราก็ต้องทำการสุ่มเอาเทปเก่า ๆ มาลองอ่านดู ถ้าเจอม้วนไหนท่าทางจะไม่ค่อยดี เราก็ Copy ข้อมูลมาใส่ม้วนใหม่ แล้วก็ทำลายม้วนเก่าทิ้งไป

พวกก็สงสัยอีกว่า เทปที่ดูท่าทางไม่ค่อยดีนั้น จริง ๆ แล้วมันมีสาเหตุมาจากการจัดเก็บหรือเปล่า เราก็ต้องมาออกแบบระบบการจัดเก็บใหม่อีก เช่น จับใส่ถุงโลหะ (เพื่อกันสนามแม่เหล็กรบกวน) แล้วใส่เม็ดดูดความชื้นเข้าไป แล้วก็ดูดอากาศออกจากถุง แล้วจึงปิดปากถุง (คราวนี้เทปจะถูกเก็บอยู่ถุงแบบสูญญากาศ มีเม็ดดูดความชื้นอยู่ภายในด้วย เผื่อมีอากาศซึมเข้าไป) แล้วก็เอาไปเก็บในเซฟป้องกันไฟซึ่งตั้งอยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอีกอาคารหนึ่ง

ผมยังพูดล้อเล่นกับลูกน้องว่า ไอ้ของสำคัญที่อยู่ในม้วนเทปในถุงนี้ มันเป็นของใครก็ไม่รู้ ใส่อะไรไว้ก็ไม่รู้ เอ็งก็ข้าต้องดูแลมันยิ่งกว่าทองของเราอีกนะ ทองหยองของข้าที่บ้านยังไม่ดูและดีเท่านี้เลย ลูกน้องต่างก็พยักหน้าเอออวยกันเป็นแถว

แค่การเก็บเทปนี่ก็สนุกนะครับ ผมกับ Auditor ของลูกค้าอำกันสนุกปาก (ที่แซวกันได้ อำกันได้ ก็เพราะเริ่มสนิทสนมกันจนถือเป็นเพื่อนกันแล้ว) … เขาบอกว่าเราต้องเก็บเอาไว้ในเซฟป้องกันไฟในห้อง IT ชุดหนึ่ง แล้วเอาไปเก็บในเซฟป้องกันไฟคนละอาคารอีกชุดหนึ่ง แล้วต้องเอาไปเก็บในสถานที่ที่ปลอดภัย (เช่น เอาไปฝากไว้ที่ตู้นิรภัยในธนาคาร) ที่ห่างออกไปจากโรงงานสัก 10 – 15 กม. อีกชุดหนึ่ง

ผมก็ถามเขาว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น เขาก็บอกว่า ถ้าอาคารที่ทำห้อง IT ไฟไหม้ เราก็ยังคงมีเทปสำรองอยู่ที่อีกอาคารหนึ่ง ถ้าโรงงานไฟไหม้ทั้งหมด เราก็ยังมีเทปสำรองอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งห่างออกไปมากพอที่ไฟจะไหม้ไปไม่ถึง (ฟังแล้วมีเหตุผลนะครับ อันนี้ต้องยอมรับตรรกะของเขาก่อน)

ผมถามเขาว่า ถ้าโรงงานของไอไฟไหม้หมด ใครจะมารันเทปให้ยู เขาก็ตอบว่า ยูก็ส่งเทปไปให้ไอ ไอจะไปรันเทปเอง แล้วยูรู้ได้อย่างไรว่าไอใช้เครื่องเทปยี่ห้อใด ถ้ายูใช้ไม่ถูกต้อง เทปจะเสียนะเอ้า เขาก็ตอบว่า งั้นเดี๋ยวไอจะไปซื้อยี่ห้อเดียวกับยูเอาไว้ด้วย เผื่อต้องใช้ … (เออ เอากะมันซี) … แต่ไอเชื่อนะว่า โรงงานยูคงไม่เกิดไฟไหม้หรอก เพราะมีคนอยู่ทุก ๆ วันตลอด 24 ชั่วโมง ระบบป้องกันไฟก็ออกแบบมาดี ผมก็ตอบว่า อ้าว … ถ้ายูเชื่อแบบนั้น แล้วทำไมไอต้องหาที่เก็บเทปตั้งไกลล่ะ เขาตอบว่า เฮ้ย นี่มันหลักการซึ่งยูต้องทำ ... 

เอาวะบ้ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง ผมจำได้ว่า ต้องมาวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องการแบ็คอัพอะไรพวกนี้อยู่นานหลายเดือนทีเดียว

 

ถึงเบื่อ แต่ก็ต้องทำ
พาทัวร์แบบดิจิทัล

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Monday, 10 December 2018