MSITBlog

3 minutes reading time (513 words)

สรุปภาพรวม

เรามาสรุปกันหน่อยดีไหมครับ

เมื่อฝ่ายขายได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามา เขาก็เปิดคำสั่งขาย (Sale Order, SO … ตามกรอบสีน้ำเงินด้านซ้ายมือ) และบันทึกเอาไว้ใน MDS (Master Delivery Schedule)

ทำนองเดียวกัน ผลที่ได้จากการพยากรณ์ยอดขาย (Sale Forecast … ตามกรอบสีน้ำเงินด้านบน ซ้ายมือ) ก็เอามารวมเข้าไว้ใน MDS ด้วย เพื่อบันทึกว่า จะขายสินค้าอะไร ให้ลูกค้ารายใด จำนวนเท่าใด และต้องจัดส่งออกจากโรงงานเราเมื่อใด

ต่อมาก็จะมีการทำ Sale and Operation Planning (S&OP) ไปพร้อม ๆ กับการวางแผนทรัพยากร (Resources Planning) เพื่อปรับข้อมูลใน MDS ให้เหมาะกับทรัพยากรที่เรามี โดยทั่วไปจะพิจารณาในรูปของการประมาณการออกมาเป็นตัวเงินผมสมมติเป็นตัวอย่างได้ดังรูปด้านล่าง ซึ่งจะเห็นว่า Aggregate Plan จะมองกลุ่มสินค้า (Product Family) เป็นรูปตัวเงินที่เราต้องผลิตแต่ละเดือน

จากนั้น ข้อมูลจาก MDS จะส่งไปเพื่อทำแผนตารางการผลิตหลัก (Master Planning Schedule, MPS) ซึ่งจะทำไปพร้อม ๆ กับ Rough Cut Capacity Planning, RCCP เพื่อทำการปรับตารางการผลิตหลักให้เหมาะสมกับทรัพยากรสำคัญ ๆ ที่มีอยู่ พอมาถึงตรงนี้เราจะได้ Master Product Schedule จะเห็นว่า แต่ละ Week ของแต่ละเดือนเราจะต้องผลิตสินค้าอะไรบ้างใน Product Family หนึ่ง ๆ เช่น ในเดือนมกราคม Aggregate Plan บอกเราว่าเราต้องผลิตสินค้าในกลุ่มโน๊ตบุคจำนวนเงิน 50,000 พอมาถึง Master Product Schedule เราจะรู้ว่า เราจะต้องผลิตโน๊ตบุคขนาดจอเท่านั้นเท่านี้คิดเป็นจำนวนเงินรวมกันเป็นเท่าใด (หรือ พูดในมุมกลับ ถ้าผมจับราคาต่อตัวมาหาร ผมก็จะได้จำนวนที่โน๊ตบุคแต่ละรุ่นที่ต้องทำการผลิตออกมา แต่เราดูเป็นตัวเงินมันจะเทียบกันได้ง่าย)

ข้อมูลที่ได้จาก MPS จะส่งต่อมาเพื่อจัดทำแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning, MRP) ซึ่งจะทำไปพร้อม ๆ กับ Capacity Requirement Planning, CRP … คราวนี้เราจะมองเป็นจำนวนที่ต้องผลิตแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าต้องจัดหาวัตถุดิบเข้ามาในปริมาณเท่าใด

แผนการสั่งซื้อวัสดุที่ได้จาก MRP จะนำไปออกใบขอซื้อ (Purchase Request, PR) เพื่อขออนุมัติซื้อ เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ก็จะนำมาออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order, PO) แล้วก็ส่งไปยังซัพพลายเออร์ อีกส่วนหนึ่งก็จะกลายตารางการผลิตที่กำหนดขึ้นมา เพื่อให้จัดเตรียมกระบวนการผลิต (Flow Project Process) เอาไว้

ผมขอขยายความสักหน่อย … PO ก็มีหลายประเภทนะครับ ผมขอเล่า PO แบบที่แปลกออกไปจากปกติ เช่น:

1) Discrete Order แบบนี้ก็จะเปิดซื้อขายกันเป็นครั้งเดียว โดยมีสมมติฐานว่าอาจไม่ได้ซื้อขายกันอีก (ผมก็ไม่อยากจะใช้คำว่า จะซื้อขายกันครั้งเดียวแล้วเลิกกัน เอาเป็นว่า หลังจากซื้อครั้งนี้แล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะซื้อขายกันอีก)

2) Pre-negotiated blanket (เราจะได้ยินคำว่า เปิด Blanket PO กันบ่อย ๆ) แบบนี้มันจะเป็นการซื้อวัตถุดิบในระยะยาว (อาจจะซื้อในปริมาณมากเพื่อให้ราคาต่ำลง หรือ เราซื้อในช่วงที่วัตถุดิบมีราคาถูก) แล้วก็ให้ซัพพลายเออร์ทยอยส่งให้เราตามช่วงเวลาที่เรากำหนด เช่น เราซื้อทั้งปี 1,200 ตัว แต่ขอให้เขาทยอยส่งให้เราทุกเดือน ๆ ละ 100 ตัว เป็นต้น สำหรับโรงงานที่ผมทำงานนั้น เราจะทำแบบนี้กับวัตถุดิบที่เป็น Custom made (ทำขึ้นมาเฉพาะ) หรือ หาซื้อยาก ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า เราจะมีวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้าให้กับลูกค้าทั้งปี แน่นอนว่า การทำแบบนี้ต้องอยู่ภายใต้การอนุมัติของลูกค้า เพราะถ้าเราซื้อเอาไว้แล้ว ลูกค้าไม่ใช้ผลิตสินค้าของเขา เราก็เจ๊งนะครับ

3) Pre-negotiated, Vendor - Managed Inventory (VMI) แบบนี้ซัพพลายเออร์จะเอาวัตถุดิบมาไว้ที่โรงงานเราตามที่ตกลงกัน โดยเราจะจ่ายเงินค่าวัตถุดิบเมื่อเราเบิกเอาไปใช้ ส่วนมากที่ผมทำ VMI ก็มักจะเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ๆ สำหรับใช้ในการบำรังรักษา ซ่อม หรือ เปลี่ยนทดแทน (Maintenance, Repair, Operation, MRO) เครื่องจักร เพราะต้องการความรวดเร็ว ในแง่ของวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตก็มีบ้าง แต่ไม่มากสักเท่าใดนัก บางทีก็เก็บไว้ที่ซัพพลายเออร์นั้น ๆ ก็เปลี่ยนชื่อเรียกขานเป็น SMI (Supplier- Managed Inventory) แบบนี้ก็ดีครับ เรามั่นใจว่ามีวัตถุดิบที่เราต้องการใช้แน่ ๆ (แต่ราคาก็จะแพงหน่อย เพราะเสมือนว่าเขาเก็บไว้ให้เรา จริง ๆ แล้ว ใครมาซื้อเขาก็ขายไปแหละครับ แต่ก็ต้องรีบหาเข้ามาโดยเร็ว เพราะเราอาจจะเรียกใช้เมื่อใดก็ได้)

4) Bid and Auction แบบนี้มักจะเป็น e – Procurement ครับ อันเป็นการซื้อแบบออนไลน์มากกว่า โรงงานที่ผมทำอยู่นั้น แม้จะมีการซื้อของแบบออนไลน์บ้าง แต่ก็ไม่ถึงระดับ Bid หรือ Auction ครับ ผู้ที่ทำก็คือบริษัทแม่ในสหรัฐครับ โดยเขาจะถามไปยังโรงงานต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทลูกของเขา (สมมติ) ว่า สามเดือนข้างหน้าใครจะใช้ชิ้นส่วนนั้น ชิ้นส่วนนี้บ้าง (ส่วนมากจะเป็นชิ้นส่นมาตรฐานที่ต้องใช้ในปริมาณมาก ๆ) แล้วก็จะเอาปริมาณความต้องการจากบริษัทลูกต่าง ๆ มารวมกัน มักก็จะเยอะขึ้นแหละครับ จากนั้นบริษัทแม่ก็จะไปทำการเปิด Bid หรือ Auction ตามเรื่องของเขา พอได้มา เราก็จะเปิดใบสั่งซื้อชิ้นส่วนนั้น ๆ ไปที่บริษัทแม่ เราก็จะได้ราคาที่ถูกลงมากว่าซื้อตามท้องตลาดทั่วไป

5) Corporate purchase card (pCard) แบบนี้ก็เหมือนการ์ดเติมน้ำมันในปั๊มบ้านเราแหละครับ (บางทีก็เรียก Procurement Card) เราสามารถใช้ Card นี้ไปซื้อสินค้าหรือการให้บริการได้ทันทีโดยไม่ต้องมาเสียเวลาในเรื่องกระบวนการจัดซื้อตามปกติ มันก็จะทำให้เร็วขึ้น แต่เขาก็จะจำกัดค่าใช้จ่ายเอาไว้และซัพพลายเออร์เอาไว้ บางทีมันสะดวกในแง่ของกระบวนการจัดซื้อ แต่มันไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้เหมือนกัน …       

กลับมาต่อที่เรื่องของเราครับ ในแง่ของการวางแผนตารางการผลิตนั้น ถ้าการผลิตของเราเป็นการผลิตแบบซ้ำ ๆ เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ผลิตต่อเนื่องกันไป (Low Mix, High Volume) และเป็นไปตามตารางที่กำหนดเอาไว้ (Repetitive Manufacturing) แบบนี้มันก็ง่ายครับ เพราะมันวางต่อเนื่องเรียงกันไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

แต่ถ้าสินค้าเป็นมีหลากหลาย มีความแตกต่างกันมาก และแต่ละสินค้าก็ผลิตจำนวนไม่มาก (High Mix, Low Volume) แบบนี้มักจะมีการผลิตตามปริมาณที่ลูกค้าสั่งซื้อ (มากบ้าง น้อยบ้างก็ว่ากันไป) การจัดวางตารางการผลิตจะไม่เรียงกันเป็นท่อน ๆ เท่า ๆ กันอีกแล้ว มันจะสั้นบ้างยาวบ้าง มันจะเป็น Discrete Manufacturing และเราต้องพยายามใส่ Order ที่ลูกค้าสั่งมาลงไปให้ได้ ดังนั้น การวางแผนในการผลิตตรงนี้จะโฟกัสไปที่ตารางการผลิตเป็นหลัก เมื่อกำหนดลงไปแล้วจะโยกย้ายลำบากเพราะมันจะส่งผลกระทบตัวอื่น ๆ เต็มไปหมด

ตรงช่วงระหว่างการกำหนดกระบวนการผลิตนั้น อาจจะมีข้อจำกัดทางด้านเวลาหรือคอขวดของเครื่องจักรเกิดขึ้น ซึ่งต้องการการวางแผนที่ลึกลงไปในรายละเอียดและจะเริ่มยุ่งยากมากขึ้น ต่อมาจึงได้นำปรแกรม APS เข้ามาช่วยวางแผนร่วมกับ MDS และ MPS (และ SO) เพื่อปรับตารางการผลิต การจัดหาวัสดุ กำลังการผลิตให้ลงตัว … (โปรแกรม APS ถูกนำเข้ามาช่วยงานของ MRP II ดังรูปด้านล่าง โดยมันจะแยกต่างหากออกไปจาก MRP II) ผมได้เล่าเรื่อง APS ให้ฟังมาแล้วนะครับในช่วงแรก ๆ … 

เอาเป็นว่า เมื่อมาถึงตรงนี้ ตารางการผลิตจะบอกเราว่า วันไหนจะผลิตสินค้าอะไร มีกระบวนการอย่างไร ่ายผลิตก็เอาไปตระเตรียมความพร้อมเอาไว้

เมื่อวัตถุดิเข้ามา เราก็ทำการตรวจรับ (Receiving) ตามเอกสารกำกับสินค้า หลัก ๆ ก็ตรวจดูว่า ประเภท ปริมาณ ตรงตาม Invoice ของลูกค้าที่แนบมากับ Packing Slip ไหม ตรงตามใบสั่งซื้อของเราไหม ถ้าตรงก็รับเข้าคลังสินค้า ลงบัญชี (AP) จ่ายเงิน จ่ายทอง ไปตามกระบวนการ

เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ก็ทำการจัดวัตถุดิบส่งเข้าไปในสายการผลิต (ผมใช้เส้นประสีแดงแทนก็แล้วกัน) แล้วก็ทำการผลิต (Produce) จนแล้วเสร็จ (Complete) ก็จัดเข้าคลังสินค้า แล้วก็ทำการจัดส่งไปให้ลูกค้า (Shipping) แล้วลงบัญชี (AR) … เมื่อลูกค้าได้รับแล้ว (Receiving) ก็จ่ายเงิน จ่ายทอง ตามที่ตกลงกัน

ยังจำได้ไหมครับ ที่ผมบอกว่าผมต้องไปนั่งนับงานเข้างานออกในส่วนการติดตามกำลังการผลิตด้วยการควบคุมปริมาณงานเข้าและผลผลิต (Capacity Monitoring with Input/Output Control) ... คราวนี้ผมไม่ไปนั่งแล้ว ผมเป็นคนขี้กียจ ผมก็ทำแบบขี้เกียจ โดยเอาชิ้นงานมาติดแถบบาร์โค้ด (โดยใช้รหัสแทนชิ้นงานแต่ละชิ้น ซึ่งไม่ซ้ำกัน) และแต่ละสถานีทำงาน (Workstation) ผมก็ติดเครื่องอ่านบาร์โค้ดเอาไว้พร้อมกำหนดรหัสให้กับแต่ละสถานทำงานอีกด้วย

ดังนั้นทุกครั้งที่ชิ้นงานเข้าออกจากสถานีทำงานหนึ่ง ๆ บาร์โค้ดมันก็จะอ่านรหัสของชิ้นงานแล้วผมก็เอาสถานะของชิ้นงานต่าง ๆ ใส่ตามเข้าไป แล้วผมส่งข้อมูลเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด (ข้อมูลหนึ่ง ๆ จะบอกผมว่า ชิ้นงานอะไร เป็นของสินค้าอะไร เข้าไปที่เครื่องอะไร วัน/เวลาใด สถานะเป็นอย่างไร) ... เราเรียกส่วนนี้ว่า Shop Floor Data Collection …

คราวนี้ เมื่อผมประมวลข้อมูลเหล่านี้ ผมก็จะรู้สถานการณ์กำลังการผลิตได้ตลอดเวลา และข้อมูลส่วนนี้จะป้อนกลับไปสู่ส่วนวางแผนด้วย ทำให้ผู้วางแผนก็จะสามารถเทียบได้ว่า มันเป็นไปตามแผนหรือไม่ คราวนี้ จะปรับ จะแก้อะไร ก็จะทำได้ทันที มันก็จะกลายเป็น Closed Loop MRP II ไปทันที

หลังจากผลิตเสร็จแล้ว สัปดาห์ถัดไปเราก็จะมีการประชุมเรื่องต้นทุน (Cost) เพื่อดูว่า ต้นทุนของสินค้าเป็นอย่างไร มีส่วนไหนมันเพิ่มขึ้นมาไหม เพราะอะไร เราจะได้ทำการแก้ไขให้มันถูกต้อง ไม่งั้นจะกลายเป็นทำไปขาดทุนไป มันจะเจ๊งเอา

บล็อกหน้า เราจะคุยกันในเรื่อง ERP I และ ERP II นะครับ ซึ่งมันจะรวม MRPII และ APS เข้าไปไว้ในตัวมันด้วย แล้วตามด้วย e Manufacturing เพื่อวิ่งไปสู่ Industrial 4.0  

 

 

ERP
Manufacturing (6) (MRP II (2))

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Friday, 21 September 2018