MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

เรื่องแทรก

B

สำหรับโรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้าให้ลูกค้านั้น เวลาลูกค้าให้รายละเอียดของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต (Bill of Material หรือ BOM) มา รายการใดที่สำคัญ ๆ ซึ่งเรื่องวิกฤติต่อสินค้าของเขา (เช่น รายการนี้ถ้าไปใช้ยี่ห้อ Y อาจจะส่งผลให้สินค้าของเขามีคุณภาพด้อยลง จึงขอให้เราใช้ยี่ห้อ X เท่านั้น) เขาจะกำหนดเอาไว้ใน BOM ด้วยว่า รายการนั้น ๆ ต้องซื้อจาก Vendor รายใดได้บ้าง

พูดง่าย ๆ ว่า รายการใดที่เขาต้องการควบคุม เขาก็จะกำหนดมาเลยว่า รายการนั้น ๆ จะต้องซื้อจาก Vendor A, B, C เท่านั้น  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ลูกค้ากำหนด Appoved Vendor List หรือ AVL มาให้ ดังนั้นเวลาเราจะซื้อ เราก็จะให้ซื้อตาม AVL ของลูกค้า เพราะถ้าเราไปซื้อนอก AVL ที่กำหนดไว้ ถ้าลูกค้ารู้เข้าก็อาจจะปฏิเสธไม่รับสินค้าที่เราผลิตขึ้นมาก็ได้ โดยถือว่าเราไม่ทำตามคำสั่งของเขา ตรงนี้ ถ้า Vendor เหล่านี้ เราไม่เคยตกลงซื้อขายกันมาก่อน เราก็ต้องรีบไปคุยกับเขาแหละครับ เดี๋ยวไม่มีวัตถุดิบมาผลิตให้กับลูกค้า

แต่วัตถุดิบบางรายการ ลูกค้าจะไม่บังคับหรือไม่กำหนดว่าเราต้องซื้อจาก Vedor รายใด อย่างนี้เราเรียกว่า ลูกค้า Open (AVL) หรือ เปิดให้เราพิจารณาเอาเองตามความเหมาะสม ในกรณีนี้ เราก็จะซื้อจาก Vendor ที่เรา Qualify แล้วว่าผู้ขายรายนั้น ๆ เรารู้ประวัติ มีคุณภาพเชื่อถือได้ เรายอมรับได้ เพราะแม้ว่าลูกค้าจะ Open เอาไว้ก็ตาม แต่เขาก็มีสิทธิ์รู้เหมือนกันว่า ทำไมเราจึงเลือกซื้อจาก Vendor รายนั้น ๆ

ดังนั้นการที่จะไปซื้อวัตถุดิบจากใครก็ได้ตามอารมณ์ ตามความอยาก จึงเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อเรานำวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้าขึ้นมาแล้ว มันเกิดมันหาขึ้นมาเราก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี จะไปอ้างว่า เราไม่ได้ผลิตวัตถุดิบเอง แต่ไปซื้อจาก Vendor มา เราจึงไม่รับผิดชอบ อ้างแบบนี้ไม่ได้ครับ เพราะเรามีหน้าที่ต้องตรวจรับวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามาให้เป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้า มันเข้าทำนองขว้างงูไม่พ้นคออยู่ดี ดังนั้นจึงไม่มีใครเสี่ยงกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาหรอกครับ

ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องซื้อวัตถุดิบจำนวนมากและต้องซื้อจากหลากหลาย Vendor บริษัทเหล่านั้นก็มักจะแยกการจัดหาและจัดซื้อออกจากกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความรวดเร็ว ดังนั้นฝ่ายจัดหา (Sourcing) ก็จะทำหน้าที่ติดต่อหรือเลือก Vendor มาให้ก่อน แล้วฝ่ายจัดซื้อก็เปิดใบสั่งซื้อไปยัง Vendor ข้างต้น

ผู้อ่านอาจจะนึกไม่ออกนะครับว่า ทำไมต้องแยกกัน ลองจินตนาการหน่อยครับว่า ถ้าสินค้า A ต้องใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกันสัก 50 ชิ้น หรือ 50 รายการ ก็อย่าไปคิดว่าเราจะซื้อวัตถุดิบทั้ง 50 รายการจาก Vendor เดียวนะครับ เราต้องเอาทั้ง 50 รายการนี้มาแยกว่า รายการไหนต้องซื้อจาก Vendor รายใด ในปริมาณเท่าใด เผลอ ๆ 50 รายการนี้อาจต้องซื้อจาก Vendor มากกว่า 10 รายก็เป็นได้ นั่นหมายความว่า ฝ่ายจัดซื้อก็ต้องเตรียมทำ PR ทำ PO มากกว่า 10 ใบให้แล้วเสร็จในวันนี้

แล้วถ้ามีสินค้าที่ต้องผลิตวันหนึ่ง ๆ สัก 10 ประเภท แต่ละประเภทต้องใช้วัตถุดิบหลายร้อยรายการ ลองคิดดูว่า แค่ทำ PR, PO สัก 50 – 60 ใบให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวันนี่ก็แย่แล้ว ถ้าจะให้ไปเสาะหา Vendor ด้วย ต่องไปคุยเรื่องโน้น เรื่องนี้ รับรองไม่ทันกินครับ ก็เลยต้องมีคนมาช่วยทำเรื่องนี้แทนเขาซึ่งก็คือ Sourcing นั่นเอง

นอกจากนั้น ลองจินตนาการต่อไปอีกหน่อย ถ้า PR, PO แต่ละใบเราต้องนั่งพิมพ์รายการเข้าไป เอาเป็นว่า ใบหนึ่งสัก 10 รายการ (เหมือนเราไปซื้อของ แล้วรอให้เขาออกใบเสร็จแบบนั้นแหละครับ) พิมพ์แล้วก็ต้องตรวจสอบด้วยว่า พิมพ์ชื่อรายการถูกต้องไหม จำนวนเงินแต่ละรายการถูกต้องไหม จำนวนเงินรวมถูกต้องไหม ถ้าใช้เวลาทำแบบนี้ 15 นาทีต่อใบ ชั่วโมงหนึ่งก็ได้ 4 ใบ วันหนึ่งก็ได้7 x 4 = 32 ใบ นี่ไงครับ มันถึงต้องทำให้เป็นอัตโนมัติ

โดยเราจะทำรายการวัตถุดิบใส่เอาไว้ในฐานข้อมูลพร้อมรายชื่อของ Vendor ที่เราต้องซื้อจากเขา สมมติว่า วันนี้เราต้องซื้อสักร้อยรายการ เราก็ดึงออกมาจากฐานข้อมูล จากนั้นเราก็จัดเรียงรายการตามรายชื่อของ Vendor แต่ละราย แล้วก็ Copy รายการของ Vendor แต่ละรายมาใส่ฟอร์ม PR เพื่อขอซื้อวัตถุดิบจาก Vendor รายนั้น ๆ ทำแบบนี้แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว โปรแกรมที่ช่วยเราในเรื่องแบบนี้ก็พวก MRP นี่แหละครับ โรงงานส่วนมากก็จะมีโปรแกรมนี้ใช้กันทั้งนั้น ผมเข้าไปทำงานในโรงงานแรกที่รับจ้างผลิตสินค้าแถว ๆ ปี 95 – 96 เขาก็ใช้กันแล้ว

มีเรื่องขำ ๆ อยากเล่าให้ฟังนะครับ มีอยู่วันหนึ่ง ผมเดินไปถามฝ่ายจัดซื้อด้วยความสงสัยว่า Purchasing กับ Procurement ต่างกันอย่างไร เขาก็บอกว่า ขอให้มองง่าย ๆ คือ Purchasing นั้น มองแค่ออกใบสั่งซื้อส่งไปให้ Vendor/Supplier จนได้ของมาแล้วก็จ่ายเงิน แต่ถ้า Procurement นั้น จะมองตั้งแต่การหา Vendor/Supplier ด้วย หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ เอา Sourcing (ตั้งแต่หา Vendor/Supplierจนกระทั่งทำสัญญา) มาบวกเข้ากับ Purchasing (ออกใบสั่งซื้อจนจ่ายเงิน) ก็จะเรียกรวมกันว่า Procurement …

ผมก็ OK ครับ มันจำง่ายดี ... มันก็เหมือนรูปด้านล่างนี่แหละครับ (Buyer หรือ ผู้ซื้อก็คือตัวเรา)

ต่อมามีคำว่า e-Procurement กับ e-Purchasing เกิดขึ้นมาอีก ด้วยความสงสัยว่า มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิมไหม ผมก็เดินไปถามเขาว่า สองคำนี้มันต่างกันอย่างไร เขาก็บอกว่า e-Purchasing นั้น จะเน้นไปที่การซื้อสินค้าทั่ว ๆ ไปที่เป็นมาตรฐานแล้ว (Standard Goods) สินค้าพวกนี่หาซื้อได้ง่าย ราคาต่ำ เรามักดูจาก e-Catalogue ที่ Vendor/Supplier เขาส่งมาให้เรา และเราซื้อในปริมาณมากดังนั้นจึงโฟกัสไปในเรื่องของราคา (ต่ำ) เป็นหลัก เรามักจะขอ e-RFQ … โน่น น้อง ๆ กลุ่มโน้นเขาทำเรื่องนี้

ส่วน e-Procurment นั้นจะเน้นไปที่สินค้าที่พิเศษออกไป (Special Goods) ซึ่งมีราคาแพง เราซื้อไม่มาก การโฟกัสก็จะโฟกัสไปในเรื่องราคา (ที่เหมาะสม) กับคุณภาพ ส่วนมากเราต้องสืบหาผู้ขายก่อน หรือ แล้วจึงทำ e-Bidding หรือ ทำ e-RFP … โน่น น้อง ๆ กลุ่มโน้นเป็นคนทำ ผมก็มองตามมือเขา เออ เขาแบ่งกลุ่มกันจริงด้วย ผมหารูปมาเทียบให้ดูตามที่แสดงไว้ด้านล่าง

ผมก็ถามเขาว่า อ้าว มันไม่ได้อิงอยู่กับ Process อีกแล้วหรือ ฟังเหมือนกับว่าเอาสินค้าที่เราต้องการซื้อเป็นตัวตั้งนะ 

เขาก็บอกว่า มันก็ยังอิงอยู่กับ Process เหมือนเดิมแหละ เห็นมั๊ย น้อง ๆ ฝ่าย Procurement ก็ต้องหา Vendor เอง เพียงแต่โฟกัสในการซื้อมันต่างออกไปแค่นั้นเอง

ผมก็ถามต่อว่า อ้าว ... ถ้าน้อง ๆ ต้องหา Vendor เอง แล้วเราจะมีฝ่าย Sourcing เอาไว้ทำอะไรล่ะ

เขาก็ตอบว่า ก็ช่วยหา Vendor ใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อช่วยให้มีตัวเลือกมากขึ้น ... ส่วนน้อง ๆ ก็ช่วย ๆ กันไป อย่าคิดมาก

เอ๊า กลายเป็นตูคิดมากไปอีก จริง ๆ แล้วตูไม่ได้คิดมากหรอก แต่ตูอยากรู้ เอ หรือว่า เราต้องคิดมากก่อนแล้วจึงเกิดอยากรู้ วุ๊ย ชักงงโว๊ย

 

Rate this blog entry:
Customer Visit (Before Sale)
Buy Side and Sale Side

Related Posts

 

Comments

No comments made yet. Be the first to submit a comment
Already Registered? Login Here
Guest
Tuesday, 20 February 2018