MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

เรามาบินเล่นกันไหม

วันนี้ผมขอชวนให้ผู้อ่านมาทำตัวเป็นนก แล้วโผบินขึ้นท้องฟ้าไปพร้อม ๆ กัน … ไต่เพดานบินขึ้นไปเรื่อย ๆ นะครับ … เอาแหละตอนนี้ เรามาลอยตัวอยู่ที่ 30,000 ฟุต เหนือพื้นโลก …. เห็นอะไรมันเล็ก ๆ ไปหมดใช้ไหม

ที่ระดับ 30,000 ฟุตนี้ เราย่อมมองเห็นแค่รูปร่างของผืนป่าทั้งผืนว่ามีรูปร่างอย่างไร … โดยการมอมองแบบนี้ เราจะมององค์กรธุรกิจเหมือนระบบ (หรือ บล็อก (block)) ใหญ่ ๆ ที่มีอินพุตต่าง ๆ เช่น การลงทุน วัสดุ เครื่องมือ/เครื่องจักร แรงงาน เทคโนโลยี ข้อมูล/สารเทศ ความรู้ ฯลฯ ป้อนเข้าไปในระบบ แล้วระบบจะแปรรูปหรือแปรสภาพ (transform) ให้เป็นสินค้าหรือบริการออกมาที่เอาต์พุต

นอกจากนั้น เราจะมองเห็นผืนป่าอื่น ๆ โอบล้อมรอบผืนป่าที่เราโฟกัสอยู่ ซึ่งก็เปรียบเสมือนสภาพแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบองค์กรธุรกิจนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบมาสู่องค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นเราก็ต้องเฝ้าดูและควบคุมให้ระบบดำเนินไปตามที่เราต้องการผ่านทางการใช้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ถ้าผมเขียนรูปเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็จะเป็นดังรูปด้านล่าง

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
44 Hits
0 Comments

เผื่อใช้ ไม่เข้าใจหรือไง

HD

 

จุดประสงค์ในการเก็บข้อมูลเพื่อเอาไว้ใช้งานของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แล้วแต่มุมมองของผู้ใช้ข้อมูลแต่ละคน แต่ละแผนก แต่ละองค์กร และเราต่างก็รู้ ๆ กันว่า แต่ละคนก็ย่อมเก็บข้อมูลตามความจำเป็นสำหรับตัวเขา เพื่อเอาไว้ใช้งานตามหน้าที่การงานของเขา

แต่ชีวิตของคน IT มันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะพวกเรามีหน้าที่จัดหาเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลและดูแลรักษาข้อมูลเหล่านั้นด้วย พอเราไปคน ๆ หนึ่งถามว่า เขาเก็บข้อมูลเอาไว้ทำไม เราจะได้คำตอบออกมายืดยาว … มันนำไปใช้เรื่องนั้น มันเอาไปทำรายงานเรื่องโน้น มันเอาไปใช้ในกิจกรรมนู้น … มันก็พอเอออวย พยักหน้า เพื่อแสดงว่า พอเข้าใจได้

แต่ผมได้ยินหลายคนตอบว่า เก็บ ๆ เอาไว้ก่อน เผื่อใช้ในภายหน้า … อันนี้ก็ไม่ต้องแปลความหรือตีความใด ๆ มันตรงตัวเป๊ะ ๆ ก็จริง … แต่มันทำใจยากจริง ๆ … เพราะพี่ ๆ แกเก็บกันแหลก เก็บทุกอย่างที่ขวางหน้า มีอะไรที่เก็บได้ ตูเก็บเอาไว้ก่อน … เผื่อใช้

ข้อมูลหนึ่งที่น่ากลัวที่สุดคือข้อมูลรูปภาพ … อ้อ ไม่ใช่รูป ภูติ ผี ปีศาจ แหกอก ล้วงใส้ อะไรนะครับ แต่มันเป็นขนาดของเนื้อที่ที่ต้องใช้ในการจัดเก็บแต่ละภาพ … เพราะเดี๋ยวนี้ ความละเอียดของกล้องถ่ายรูปมันสูงมากจริง ๆ แต่ละรูปที่ถ่ายออกมาเล่นกันเป็นเม็ก ๆ (Megabytes) บางคนเล่นถ่ายในโหมด Full HD ไปโน่น แล้วก็ไม่ใช่รูปเดียวนะ เล่นกันที 20 – 30 รูป เช่น รูปสินค้าที่เราต้องผลิตบ้าง รูปลักษณะข้อบกพร่องของตัวสินค้าที่เกิดขึ้นทุก ๆ วันบ้าง รูปที่ใช้อธิบายการผลิตสินค้าบ้าง …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
96 Hits
0 Comments

เท็จวันนี้ - จริงวันหน้า

data

ขุ่นพระ … คุณอย่าบอกผมนะว่า ข้อมูลใน Data Center อันมีคุณค่ามาหาศาล ถือเป็นสมบัติชั้นยอดขององค์กร มันไม่ใช่ของ “จริง” … ไม่เอาน่ะ ลองสังเกตดูก่อนดีไหม ….

เรื่องแรก ถ้าข้อมูลในระบบมันสอดรับกับสภาพความเป็นจริง … อันนี้พออุ่นใจนะครับ … แต่ถ้าข้อมูลในระบบบอกว่า เราดีแต่เราก็มองเห็นว่า สภาพความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น … เช่น ตัวเลขบอกเราว่า สินค้าที่เราผลิตไม่มีของเสียเลย แต่เราเห็นพนักงานนั่งซ่อมกันอุตลุด หรือ สินค้าเรามีคุณภาพดี แต่เราเห็นลูกค้าร้องบ่น (complaint) กันทุกวี่ทุกวัน อันนี้ชักเริ่มหนาว ๆ นะ เพราะน่าจะมีการเล่นแล่แปรธาตุทางตัวเลขแล้ว … หาเสื้อหนาวมาใส่หน่อยดีไหม … ห้อง Data Center มันหนาวนะ

เรื่องที่สอง ลองหาตัววัดสักสองตัวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่มันล็อกกัน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ เอาอย่างนี้ครับ สมมติว่า ตัววัดตัวแรกคือปริมาณสินค้าชนิดหนึ่งที่ไม่มีข้อชำรุดบกพร่องเวลาเราผลิต ตัววัดตัวที่สองคือปริมาณการเบิกอะไหล่มาซ่อมสินค้านั้น ๆ มันก็ควรจะสอดรับกัน แต่ถ้าตัวเลขในระบบบอกว่า สินค้านั้นไม่มีข้อชำรุดเลย แต่ตัวเลขการเบิกอะไหล่ไปซ่อมสูงลิ่ว อันนี้มีการกวาดปัญหาซ่อนเอาไว้ใต้พรมแล้ว โดยนัยนี้ ในองค์กรต่าง ๆ มักจะกำหนดตัวชี้วัดคู่กันเสมอ เพื่อป้องกันการซ่อนปัญหาเอาไว้ใต้พรมตามที่กล่าวมาแล้ว ตัววัดเหล่านี้ก็เช่น ตัววัดหลัก เพิ่มยอดขาย ตัววัดรอง จำนวนพนักงานขายเท่าเดิม หรือ ตัววัดหลัก ปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ตัววัดรอง จำนวนพนักงานเท่าเดิม จำนวน OT เท่าเดิม หรือ จำนวนเครื่องจักรเท่าเดิม  

เรื่องที่สาม ตามดูข้อมูลต่าง ๆ ว่ามันสอดรับกันไปตลอดหรือไม่ ตัวอย่างเป็นเหมือนกับบล็อกที่แล้ว คือ เรื่องเดียวกัน แต่ทำไมตัวเลขมันต่างกันออกไปมาก … เป็นไปได้ที่จะเกิดความผันแปรขึ้นบ้าง แต่มันก็ไม่ควรแตกต่างกันมากมาย และหาคำอธิบายไม่ได้

ตัวผมเองมักจะใช้สามข้อนี้บ่อย ๆ ในการสำรวจข้อมูลที่เก็บเอาไว้ในองค์กรที่อยู่มานาน ทั้งนี้เพื่อดูว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บเอาไว้ในระบบนั้น ผมสามารถนำมาใช้งานเพื่อการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
389 Hits
0 Comments

มือปั้น มือแต่ง กลายเป็นแก๊งสมอวย

โบราณเขาว่า คนธาตุเดียวกันย่อมดึงดูดคนธาตุเดียวกัน ลองสังเกตดูก็ได้ คนชอบฟุตบอลด้วยกันก็จะคุยเรื่องบอลกันได้ถูกคอ คนชอบท่องเที่ยวก็จะคุยเรื่องไปเที่ยวที่โน่นที่นี่กันได้เป็นวัน ๆ คนชอบละครในทีวีก็จะนั่งเมาส์กันประหนึ่งว่าได้เข้าไปแสดงร่วมอยู่ในละครเรื่องนั้น ๆ ด้วย

ทำนองเดียวกัน มือปั้น มือแต่ง มือโน่น มือนี่ ย่อมไหลมารวมกันกลายเป็นกลุ่มเสกสรรปั้นแต่งข้อมูลให้ออกมาดูดี โดนใจ ได้มาตรฐาน พอนานเข้า ๆ ก็เจริญเติมโตขึ้นไปเป็นหัวหน้างานบ้าง ผู้บริหารบ้าง เขาเหล่านี้ย่อมมีลูกน้องใกล้ชิดเป็นมือปั้นแต่งข้อมูลอยู่ด้วย เพราะรู้นี่ครับว่าจะทำให้ข้อมูลออกมาดีได้อย่างไร จึงต้องหาคนที่ทำอะไรได้อย่างใจมาไว้ใช้งานข้างกาย … นี่ก็เข้าหลักคนธาตุเดียวกันย่อมดึงดูดคนธาตุเดียวกันอีกแหละครับ … เพราะถ้าเอาคนเถรตรงมาทำข้อมูลให้ มันไม่โดนใจ มันจะออกอาการขัดอกขัดใจ เดี๋ยวก็ด่ากันเปิง … เห็นไหม มันคนละธาตุกัน

พอคนพวกนี้มารวมตัวกันเข้าก็อวยกันแหลก เข้าทำนองว่า เอ็งไม่เสียบข้า ข้อก็ไม่แทงเอ็ง … เกิดอาการสมประโยชน์กัน จึงเอออวยกันไป … ผมขอเรียกว่า “แก๊งสม(ประโยชน์และเออ)อวย” ก็แล้วกัน … แก๊งนี้ก็ก้มหน้าก้มตาสร้างข้อมูลบ้าง สารสนเทศ สวย ๆ งาม ๆ ใส่เข้าไปในระบบตลอด ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีขนาดแก็งใหญ่ ก็สร้างของสวย ๆ งาม ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น

พอนานปีเข้า … เอาสัก 10 – 15 ปีก็แล้วกัน … ข้อมูลที่สะสมอยู่ใน Data Center นั้น มันไม่สอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ สักเท่าใดนัก สมมติว่า ปัจจุบันนี้ผมดึงข้อมูลขึ้นมากลุ่มหนึ่ง มันจะเกิดคำถามขึ้นมา เช่น

1) สารสนเทศจากข้อมูลที่ได้ออกมา มันบอกเราว่าอย่างนี้ เช่น เราผลิตสินค้าได้เฉลี่ยวันละ 2,000 ชิ้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
145 Hits
0 Comments

มือแต่ง

001

สิ่งที่ผู้บริหารต้องการก็คือ “สารสนเทศ” เพื่อนำไปใช้งาน เช่น นำไปเสนอลูกค้าบ้าง นำไปตัดสินใจทางด้านการจัดการบ้าง ถ้าพูดกันง่าย ๆ เจ้า “สารสนเทศ” นี้ก็คือ การนำเอาข้อมูลมาดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างออกมาตามที่เราต้องการ เช่น เปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้เป็นกราฟต่าง ๆ อะไรแบบนี้แหละ … ลองคิดดูว่า ถ้าจะให้เราเอานิ้วไปจิ้มบนจอภาพเพื่อดูข้อมูลสักสองสามร้อยข้อมูล ก็คงเห็นแต่ตัวเลขลายตาไปหมด แต่ถ้าเราเปลี่ยนให้มันเป็นกราฟ เช่น กราฟแท่ง กราฟเส้น พอเรามองเห็นรูปกราฟก็จะทำการแปลความหมายออกมาได้ง่าย เรียกว่า พอมองปั๊บ ก็ Understand ปุ๊บ

ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องการข้อมูลให้อยู่ในรูปของกราฟต่าง ๆ เพราะมองปั๊บ รู้ปุ๊บ เข้าใจได้เร็ว ถ้ามันดีได้อย่างใจ ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้ามันไม่ดีตามที่คาดเอาไว้ ท่าน ๆ ก็จะไล่เอาไม้เคาะไล่ลูกระนาดเพื่อหาผู้รับผิดชอบไปเรื่อย … ใครหว่า ทำให้มันออกมาห่วยแบบนี้ อย่าให้รู้นะ … มายเติง … เมิงตาย

ก็ด้วยความกลัวว่าเจ้านายจะมาเยี่ยมนี่แหละ จึงเกิดเกิด “มือแต่ง” ขึ้นมา มือนี้มักมีหน้าที่ทำรายงาน ทำกราฟให้เจ้านาย และก็มักจะเป็นคนที่รู้ว่า เจ้านายชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน เสียด้วย ดังนั้น พอทำกราฟออกมาปั๊บ เขาก็จะรู้ทันทีว่า ถ้าขืนส่งไป โดนเจ้านายวีน “มายเติง” ใส่แน่ ๆ เขาก็จะเริ่มตบแต่งตัวเลขต่าง ๆ เสียใหม่ เพื่อให้กราฟต่าง ๆ ออกมาดี โดนใจเจ้านาย

ตัวเจ้านายเองก็ไม่รู้ว่าภาพต่าง ๆ ที่นำเสนอออกไปนั้นผ่านการตกแต่งมาก่อน ก็นำเสนอออกไปด้วยความเชื่อมั่น ทั้งสีหน้า ท่าทางและแววตา ออกแอกชั่นเต็มที่ … เชื่อผมเถอะ … ตัวเลขดี กราฟสวย ข้อมูลปึ้ก ผลงานบรรลุเป้าหมาย เป็นผม ๆ ก็นำเสนอด้วยความมั่นใจ จะพูดอะไรก็เต็มปากเต็มคำ  

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
722 Hits
0 Comments

มือปั้น

002

เหตุเกิดเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ปีมะโว้โน่น หลังจากผู้บริหารได้นำเสนอข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ให้ลูกค้าขาใหญ่รายหนึ่งฟัง พวกเขาหัวเสียกับตัวเลขต่าง ๆ มาก จึงโวยวายเอากับผู้บริหารว่า

"ยูไม่ใส่ใจดูแลการผลิตสินค้าของไอเลย ถ้ายังเป็นอย่างนี้อีก ไอจะถอนสินค้าออกจากบริษัทยูไปให้คู่แข่งของยูผลิตให้ดีกว่า" 

ผู้บริหารเกิดอาการอารมณ์บ่จอยอย่างรุนแรง เกิดอาการปรี๊ดแตก หลังจากลูกค้ากลับไปแล้ว จึงได้เรียกประชุมระดับหัวหน้างานพร้อมทั้งโวยว่า

"ตัวเลขไม่ดีอย่างนี้ อย่านำมาให้ลูกค้าดูเลย ลูกค้าไม่พึงพอใจสุด ๆ ต้องควรแก้ไขโดยด่วน อย่าให้เป็นแบบนี้อีก ... แว๊ด ๆ ... แจ๊ด ๆ ... !#?!&*... ทุกคนเข้าใจไหม" 

เสียงตอบกลับอย่างพร้อมเพรียงว่า “เข้าใจคร๊าบ”   

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
Recent Comments
ผศ.ดร.พนม เพชรจตุพร
หมายถึง เราใส่ขยะเข้าไปเป็นอินพุตของระบบหนึ่ง ๆ ระบบนั้น ๆ มันก็ให้ขยะออกมาที่เอาต์พุตเช่นกันครับ
Tuesday, 10 October 2017 04:06
593 Hits
6 Comments

6 Big Data Trends to Watch in 2017

pic4

ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ Big Data จะถูกพูดถึงในแง่ของความน่าสนใจและถึงขั้นที่ว่าทุกองค์กรควรจะต้องปรับตัวและทำอย่างจริงจัง แต่ผู้เชียวชาญทางในแวดวงไอทีหลายคนก็ออกมาพูดถึงความคุ้มค่าในการลงทุน จากการที่ต้องเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น การ Outsource บริษัทภายนอกตลอดจน Resources ในการประมาณผล Big Data เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ Big Data Analytics บริษัทต่างๆต้องทำอย่างไรบ้าง แนวโน้มเกี่ยวการทำการวิเคราะห์ด่วย Big Data ในปีพ.ศ.2560 มีอยู่ด้วยกัน 6 ประเด็น ดังนี้

1.Movement to the cloud

บริษัท ขนาดเล็กและขนาดกลางและแม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ ต่างปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบ software ให้ออกจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของตนเอง กล่าวคือจะ พัฒนาแอพพลิเคชันขึ้นมาและให้บริการในระบบคลาวด์ (ไม่เว้นแม้แต่แอพพลิเคชั่นที่มีการใช้งาน Big Data) ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็เพราะว่า บริษัทต่างๆ ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายใน Data Center ตลอดจนเพิ่มความยืดหยุ่นในการแง่ของการพัฒนาโซลูชัน ซึ่งสามารถเลือกเทคโนโลยีที่มีใน Cloud มาใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชัน หรือแม้กระทั้งถอดเทคโนโลยีที่ไม่ต้องการออกได้โดยง่ายดาย ความสามารถในการทำเช่นนี้ใน Cloud Platform สามารถทำได้ เนื่องจาก Cloud Provider จะให้บริการเกี่ยวกับการสมัครสมาชิกเช่าใช้บริการต่างๆ ทำให้ผู้พัฒนาแอพพลิเคชันสามารถเลือกได้ตามใจชอบ ไม่ต้องผูกติดกับอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่บริษัทต่างๆ หันมาใช้ Cloud ก็คือ แทบทุกบริษัท แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ มักจะขาดแคลน resources ในการประมวลผล ไม่เพียงพอสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ จึงทำให้หลายองค์กรเน้นไปใช้บริการระบบคลาวด์ในการประมวลผลเพื่อมาทำการวิเคราะห์แทน

 

2. Aggregation of digital unstructured and machine IoT data

  

Continue reading
Tags:
da
Rate this blog entry:
211 Hits
0 Comments

การเข้ารหัสรับเชิงเเสง (Optical Cryptography)

sunlight
 ทำไมแสงจึงสำคัญ ?

ในสภาวการณ์ปัจจุบัน การสื่อสารข้อมูลถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านของการทำธุรกิจ ในด้านของการใช้ชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป เช่น การใช้งานของ Smart Phone หรือในการใช้งานเฉพาะด้าน โดยความต้องการหลักในการสื่อสาร คือ ความเร็วที่สูงมากขึ้นและความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแสงสามารถจะตอบรับความต้องการเหล่านี้ได้ อีกทั้งในปัจจุบันการสื่อสารด้วยแสง (Optical Communication) มีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากการสื่อสารด้วยแสง มีข้อดีที่เกิดจากคุณสมบัติของแสง คือ ให้แบนด์วิดท์ที่กว้าง กล่าวคือ การใช้คลื่นพาห์ที่มีความถี่สูงในระบบสื่อสารทำให้แบนด์วิดท์ของสัญญาณกว้างมากขึ้น มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ใยแก้วนำแสงเพียงเส้นเดียวสามารถแทนสายทองแดงขนาดใหญ่ได้ มีการสูญเสียต่ำ ใยแก้วนำแสงมีค่าการสูญเสียเนื่องจากการลดทอนน้อยกว่าสายคู่บิดเกลียว (Twisted Pair) หรือสายเคเบิลร่วมแกน (Coaxial Cable) แสงไม่ถูกรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากใยแก้วนำแสงไม่ได้สร้างจากเส้นลวดโลหะ มีความคงทนและไม่ถูกรบกวนโดยสภาพดินฟ้าอากาศ เป็นต้น

การโจมตี (Attack) มีลักษณะอย่างไรบ้าง ? 

การโจมตีระบบหรือเครือข่าย ผู้บุกรุกจะโจมตีในลักษณะหรือรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการโจมตี โดยสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ดังนี้

การโจมตีแบบ Interruption เป็นการโจมตีที่ทำให้ทรัพยากรของระบบถูกทำลาย ไม่สามารถให้บริการหรือไม่สามารถใช้งานได้อีก โดยหนึ่งในวิธีการโจมตีแบบ Interruption คือ Denial of Serviceการโจมตีแบบ Interception เป็นการโจมตีที่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ ในระบบ แต่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตการโจมตีแบบ Injection เป็นการโจมตีที่ทำให้เกิดการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่โดยการปลอมแปลงการโจมตีแบบ Man in the Middle เป็นการโจมตีที่บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถแก้ไขข้อมูลนั้นได้ด้วยOptical Cryptography คืออะไร ?

ในงานวิจัยของผู้เขียน Optical Cryptography หรือการเข้ารหัสลับเชิงแสง หมายถึง ระบบการเข้ารหัสลับโดยใช้แสงและอุปกรณ์เชิงแสงในการประมาณผลสัญญาณทั้งหมด โดยที่อุปกรณ์เชิงแสงเป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กระดับไมโครเมตร คือ วงแหวนเพิ่มหรือลดสัญญาณ (Add Drop Filter) และวงแหวนสั่นพ้องรูปแพนด้า (PANDA Ring Resonator) เป็นต้น โดย Optical Cryptography มีการออกแบบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถป้องกันการโจมตีในลักษณะต่าง ๆ (Interruption, Interception, Injection และ Man in the Middle) ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ทั้งหมด (จะกล่าวรายละเอียดในบทความถัด ๆ ไป) 

ตัวอย่างระบบ Optical Cryptography ที่มีการเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ

ผู้เขียนของยกตัวอย่าง 2 งานวิจัยของผู้เขียนเอง ที่พัฒนาระบบ Optical Cryptography ที่ได้รับการตอบรับให้เผยแพร่ในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติแล้ว (จะกล่าวถึงภาพรวมของงานวิจัยและจะกล่าวรายละเอียดในบทความถัด ๆ ไป) ดังนี้

งานวิจัย “Highly Secured Tunnel by Optical Crypto Carrier Transmission using Ring Resonator System” ได้รับการตอบรับให้เผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ ECTI-CON 2017 (IEEE Conference Record Number #38636) เป็นงานประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 14 ที่จัดโดยสมาคมวิชาการไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม และสารสนเทศแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่ ภูเก็ต ประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้นำเสนอท่อการสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูง เรียกว่า “Optical Crypto Carrier” ซึ่งพัฒนาจากอุปกรณ์เชิงแสงขนาดเล็กดังกล่าวข้างต้น มีแผนภาพดังนี้ งานวิจัย “Multi-Optical Private Carrier Generation for High Speed and High Security using Ring Resonator System” ได้รับการตอบรับให้เผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ The 32nd International Technical Conference on Circuits/Systems, Computers and Communications (ITC-CSCC 2017) จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ โดยงานวิจัยนี้นำเสนอการสร้างช่องสัญญาณแสงจำนวนมากเพื่อเพิ่มความเร็วในการสื่อสารอีกทั้งช่องสัญญาณแสงที่สร้างขึ้นยังถูกซ่อนไปในสัญญาณ Noiselike เพื่อความปลอดภัยในการสื่อสารข้อมูล

บทความถัดไป - อุปกรณ์เชิงแสงมหัศจรรย์ “Ring Resonator”

Continue reading
Rate this blog entry:
42 Hits
0 Comments

บล็อคเชน (Blockchain) เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

blockchain
บล็อคเชน (Blockchain) คืออะไร? ทำไมจึงพูดกันว่า บล็อคเชนเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก Blockchain เป็นเทคโนโลยีทางด้านดิจิตัลยุคใหม่ที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เนื่องจาก Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสกุลเงินดิจิตัล (cryptocurrency) ที่ชื่อว่า Bitcoin เเต่ในทางเทคนิคเเล้ว Blockchain คืออะไรกันเเน่ Blockchain คือ ลักษณะกา...
Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
35 Hits
0 Comments

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ MSITBlog ครับ

bloglogo
MSITBlog เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ​ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า MSITBlog ​ จะเป็นคลังความรู้ที่มีประโยชย์เฉกเช่นเดียวกับ  MSIT Webboard เดิมซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
Rate this blog entry:
740 Hits
0 Comments